‘The Paperless’ … เมื่อออนไลน์กับกระดาษถูกเชื่อมหากัน

4.02.18 | 13:25 น.

แม่บอกผมตลอดว่า “เอ็งอยู่วงการนี้มาตั้งแต่อยู่ในท้อง”

บุ๊ค-นิรัติศัย บุญจันทร์ เอ่ยประโยคนี้ด้วยรอยยิ้มกว้าง เมื่อเล่าถึงเว็บไซต์ The Paperless (www.thepaperless.co) สื่อวรรณกรรมออนไลน์ที่กำลังมาแรงขึ้นเรื่อยๆ ในทุกวัน และกำลังมีการเปลี่ยนแปลงในหลายเซ็กชั่นที่น่าสนใจ

นิรัติศัยคือลูกชายคนเดียวของ นิรันศักดิ์ บุญจันทร์ นักเขียนและบรรณาธิการ ที่หลังจากเกษียณตัวเองจากสื่อสิ่งพิมพ์ นิรันศักดิ์ได้ชวนนิรัติศัยที่เพิ่งเรียนจบจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ เอกดุริยางคศาสตร์สากล เอกกีตาร์แจ๊ซ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร มาสร้างพื้นที่ใหม่ในวงการวรรณกรรมขึ้น

เมื่อคลื่นลูกใหม่ที่มีความสนใจในศิลปะหลากแขนง และรุ่นใหญ่มือเก๋าในวงการนักเขียนมาผนึกกำลังกัน The Paperless จึงกลายเป็นพื้นที่สื่อวรรณกรรมออนไลน์ที่น่าจับตามองในระยะเวลาอันรวดเร็ว

“ผมเขียนหนังสือตอนอยู่มหาวิทยาลัย และดันชอบขึ้นมา ไม่รู้หลงผิดหรือเปล่านะ” ชายหนุ่ยวัย 25 ปีกล่าวขำๆ ก่อนอธิบายเพิ่มว่า

Advertisement

“ย้อนไปก่อนจะเริ่มทำคืออย่างแรกผมไม่สามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือต่างประเทศที่เป็นภาษาไทยได้เท่าไหร่ ส่วนมากจะเป็นภาษาอังกฤษ หรือถ้าเป็นภาษาไทยก็อยู่เฉพาะในหนังสือ และจะรู้แค่เฉพาะคนที่เรียนหรือสนใจ ข้อมูลพวกนี้ถูกจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่ม เราแค่อยากนำเสนอเรื่องพวกนี้ในรูปแบบที่ร่วมสมัย ใส่ความป๊อปเข้าไป เหมือนทดลองว่าในบ้านเราจะมีคนสนใจเรื่องพวกนี้หรือเปล่า ซึ่งก็ใช้เวลาพอสมควร อีกส่วนที่สำคัญคือตอนนั้นนิตยสารเริ่มปิด พวกสุดสัปดาห์ต่างๆ เริ่มมีข่าวจะปิด แน่นอนว่านักเขียนไม่มีเวทีให้ปล่อย เราเลยอยากเป็นพื้นที่กลางของเรื่องสั้นและบทกวี ซึ่งมีระบบบรรณาธิการเป็นจริงเป็นจัง แต่ก็ต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะเกิดเป็นรูปเป็นร่าง” นิรัติศัยย้อนให้ฟังถึงจุดเริ่มต้น

The Paperless มีจุดน่าสนใจตรงที่ความร่วมสมัยของการนำเสนองานศิลปะแขนงต่างๆ มีการเล่าเรื่องที่สนุก ซึ่งนิรัติศัยบอกว่า นั่นคือความตั้งใจตั้งแต่เริ่มแรก

“ถ้าบอกแบบโง่ๆ คือ อยากให้คนอ่านหนังสือ พูดสวยๆ คือสร้างวัฒนธรรมการอ่าน เหมือนที่ผู้ใหญ่พูดกัน” ว่าแล้วก็หัวเราะเบาๆ

“แต่พอลองนำเสนอเรื่องเกี่ยวกับหนังสือในโลกออนไลน์ก็จะเห็นภาพเล็กๆ ที่ชัดขึ้น ที่นี่ หนังสือเป็นตัวประกอบอันไกลโพ้นในซีนของหนังนัวร์ ถ้าเรานำเสนอเรื่องวรรณกรรมล้วนๆ แน่นอนว่าแน่นิ่งในหินคอนกรีตแน่ เราเลยเชื่อมโยงหลายๆ อย่างเข้าหากัน และเล่าให้สนุกขึ้น ทำรูปร่วมสมัย ไม่สนว่าคนนี้คือนักเขียนใหญ่ได้โนเบล เราเอามาใส่แว่นดำบ้าง ย้อมสีผมบ้าง และพยายามทำเนื้อหาที่หลากหลาย ไม่ว่าดนตรี ศิลปะ ภาพยนตร์ คือชอบศาสตร์เหล่านี้อยู่แล้ว เลยเอาทุกอย่างเชื่อมโยงกัน ซึ่งมันพอไปได้ในระดับหนึ่ง คืออันนี้หลังผ่านไปแล้วเกือบปีนะครับ”

ตอนนี้ The Paperless มีทีมงานหลัก 3 คน คือเขา นิรันศักดิ์ และ P.a.t  โดยนิรันศักดิ์ดูเฉพาะพื้นที่วรรณกรรมเป็นหลัก นอกจากนี้ ยังเปิดพื้นที่ให้ศิลปะแขนงอื่นๆ รวมถึงล่าสุดก็เพิ่งเปิดเซ็กชั่นเรื่องสั้นและบทกวี โดยมีต้นฉบับส่งมาเยอะมากๆ

แต่ที่มียอดแชร์อย่างเพียบทั้งที่ก็เพิ่งเปิดเช่นกันคือ คอลัมน์ “รื่นรมย์ในโรงพิมพ์ 101” ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์วงการวรรณกรรมที่อ่านสนุกยิ่ง

“เราพยายามฟีดบทความขึ้นทุกวัน ทำรูปบทความที่ร่วมสมัยทุกๆ บทความ ส่วนมากจะเป็นเนื้อหาที่นำไปสู่นักเขียนหรืองานเขียนซีเรียส หรือนักเขียนที่คนทั่วไปไม่เคยได้ยินชื่อ นอกจากนั้น ก็มีบทสัมภาษณ์คนในวงการที่เราคิดว่าอยากนำเสนอเรื่องของเขา แต่วงการในที่นี้ไม่ใช่แค่วงการวรรณกรรม เราสัมภาษณ์นักวาดรูปวัยรุ่น สัมภาษณ์ผู้กำกับหนังด้วย เราไม่ได้ยึดกับวรรณกรรมว่าต้องอย่างนี้เท่านั้นครับ และมีลงบทกวีทุกวันศุกร์ กับเรื่องสั้นสองชิ้นต่อเดือน

“การเปิดพื้นที่ให้เรื่องสั้นและบทกวี คือการย้ายจากกระดาษมาเป็นหน้าจอ เหตุผลหลักไม่ใช่เพื่อคนอ่านเป็นหลัก แต่เพื่อนักเขียนเป็นหลัก อย่างน้อยมีเรื่องที่ผ่านมือบรรณาธิการ และให้ค่าตอบแทนพอประมาณ ซึ่งเรากำลังหาผู้สนับสนุนต่อยอดพื้นที่นี้ให้แข็งแรงยิ่งขึ้น สนามวรรณกรรมในเวลานี้ต้องใช้ความคิดอีกเยอะเพื่อให้คนยุคนี้เข้าใจว่าสิ่งนี้มีอยู่ในโลกด้วย ถ้าถามคนอายุสามสิบกว่าๆ สี่สิบ เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องทั่วๆ ไปใครๆ ก็รู้ แต่ตอนนี้ไม่มีใครรู้ เหมือนทีมบอลตกไปอยู่ดิวิชั่นล่างๆ เราต้องใช้เวลากว่าจะค่อยๆ ขยับเป็นพรีเมียร์ลีก และต้องใช้องค์ประกอบอื่นๆ รวมทั้งเวลา กว่าเราจะได้ไปยูฟ่า

“ส่วนคอลัมน์ ‘รื่นรมย์ในโรงพิมพ์ 101’ เป็นไอเดียของพ่อเป็นหลัก ที่อยากเล่าเรื่องที่ตัวเองเจอมาในยุคก่อน เหมือนเป็นเงารางๆ กลางทางมืดๆ ที่คนยุคนี้พอหันกลับไปจะเห็นเงานี้อยู่ เพราะก่อนหน้านี้ไม่ค่อยมีใครเล่าอย่างเป็นจริงเป็นจังในโลกออนไลน์เท่าไร ก็เป็นเรื่องตัวผมเองรู้สึกดีมากๆ ที่เห็นเรื่องพวกนี้ในอินเตอร์เน็ตบ้าง
“ผมมีความสุขมากๆ ที่อ่านเรื่องเก่าๆ เหล่านั้น มันสนุก นักเลง และเป็นสุภาพบุรุษ ซึ่งยุคก่อนสำหรับผมเป็นสสารสำคัญที่นักเขียนเองจะทดลองจนไปสู่สสารใหม่ในอนาคต”
นิรัติศัยบอกว่า ในการทำเว็บไซต์ The Paperless ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของการแข่งขันเพื่อเป็นสื่อออนไลน์ เพราะถ้าคิดจะแข่งคงไม่ทำเนื้อหาที่จริงอย่างทุกวันนี้ ซึ่งจะทำให้แพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มด้วยซ้ำ สิ่งที่เขาขอเป็น คือการเป็นสื่อทางเลือก

“เราขอเป็นสื่อทางเลือกดีกว่า เราไม่มีอะไรที่เป็นองค์ประกอบที่พอจะแข่งขันในระบบสื่อออนไลน์ได้ ยิ่งเป็นวรรณกรรม คำที่เดินออกหน้าบ้านถามหลายๆ คนก็ไม่รู้จัก เราแค่อยากบอกคนที่ไม่รู้จักว่า ฮัลโหลว่างอยู่หรือเปล่าลองอ่านหนังสือบ้างสิ อาจจะเป็นอะไรที่คุณตามหาก็ได้นะ

เพราะฉะนั้น การเติบโตของ The Paperless จะไม่ใช่การบอกว่าจะทำสิ่งนี้เพื่อไปสู่จุดไหน แต่มองกันเป็นนัดๆ เหมือนการแข่งฟุตบอล

“โฟกัสไปทีละจุด แก้ไขไปเรื่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ เพราะถ้าบอกฟุ้งๆ ไปแล้วมันไม่เกิดขึ้น เราก็รู้สึกไม่ดี วินาทีเดินไปเรื่อยๆ เรากำหนดไม่ได้เลย เราก็ก้าวตามวินาทีไปเรื่อยๆ สู่ความคิดในแง่ดี ว่าวันนึงเราจะมีวัฒนธรรมการอ่าน

ที่ไม่ใช่แค่คำพูด หรือเป็นประโยคติดป้ายตามงานเสวนาน่ะครับ”

ดอกฝน