‘เอ’ แจงขอทำตามอุดมการณ์เล่าข่าว ยันยกเลิกสัญญาช่อง8 ก่อนร่วมงาน ‘หนุ่ม กรรชัย’ พ้อต้องทำมาหากิน

22.02.18 | 16:47 น.

ยังคงเป็นที่สงสัยว่า อดีตผู้ประกาศข่าวช่อง 8 อย่าง เอ ดนยกฤตย์ แดงหวานปีสีห์ ทำผิดสัญญาหรือไม่ ที่โดดมาร่วมงานกับ ช่อง 3 เพราะอีกฝ่ายก็ว่าอดีตผู้ประกาศยังมีสัญญากับช่องอยู่ ส่วนอีกฝ่ายก็มีข่าวว่าขอยกเลิกสัญญาเรียบร้อยแล้วจึงมาร่วมงานใหม่ ล่าสุด เจ้าตัวออกมาแจงแล้วว่า ตนได้เริ่มอ่านข่าวกับรายการตีข่าวเช้า ทางช่อง 3 ตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย 2560 โดยการชักชวนจากหนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย หลังจากยกเลิกสัญญากับช่อง 8 ได้ราว 2-3 เดือน ส่วนเรื่องสัญญานั้น กับทางช่องเก่ามีการเซ็นสัญญากันระยะเวลา 5 ปีจริง แต่ทำไปได้ 3 ปีก็เกิดความขัดแย้งขึ้น

“เพราะมนุษย์ทำงานด้วยกันจนสัญญาผ่านมา3ปี เหลืออีก2ปี ก็มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย จนมาถึงวาระของการยุติ มีการคุยกันกับผู้บริหาร ในมุมของพี่พี่ถือว่ามันจบแล้ว กับช่อง8ถือว่าจบแล้ว เพราะให้ทนายทำหนังสือบอกเลิกสัญญาไปแล้ว”

โดยว่า “เพราะมีเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นแล้วไม่เป็นไปตามสัญญาที่เขียน เพราะฉะนั้นเมื่อไม่เป็นตามสัญญาเราก็บอกเลิกไป” เอเล่า

แต่กระนั้นเจ้าตัวก็ว่าก่อนบอกเลิกสัญญากํ็มีเหตุการณ์ที่ทำให้ตนต้องหยุดทำงานไปโดยปริยายเช่นกัน แต่ขอไม่เปิดเผยตอนนี้เพราะต้องไปพูดในชั้นศาล

ทั้งนี้ยืนยันว่าได้ให้ทนายทำเรื่องยกเลิกสัญญาก่อนมาเจอกับหนุ่ม กรรชัย

Advertisement

“แต่ว่าในมุมเขาเขาก็มองว่ามันยังมีสัญญาอยู่ แต่ในมุมพี่ มันไม่ได้เกิดในสัญญา เพราะพี่บอกยกเลิกสัญญาไปแล้ว มันเป็นสองขั้วเนอะ สัญญาฉบับเดียว แต่ว่าเขาก็มีวิธีการพิสูจน์ของเขา เราก็มีการพิสูจน์ของเรา”

ส่วนที่มีข่าวว่าทางช่อง8 ต้องการให้ผู้ประกาศพูดโฆษณาผลิตภัณฑ์แต่ เอ นั้นไม่ยอมพูด เขาก็ว่าไม่ใช่อุดมการณ์ของตน

“ทิศทางช่องเขาชัดเจนว่าเขาขายของ แต่ว่าเรายืนยันว่าเราไม่ทำ”

“ในส่วนนี้ยืนยันว่าเรามีอุดมการณ์ที่ชัดเจนนั้นก็คือเราคืออิสระชน แต่ว่าในส่วนนี้เราเข้าใจว่ามันก็ไม่มีปัญหาสักเท่าไร”

เพราะแท้จริงแล้วตนว่าในการตัดสินใจยกเลิกสัญญามีหลายส่วน ซึ่งมีทั้งความขัดแย้งปกติและปัญหาเกี่ยวกับระบบการทำงาน แต่ที่สำคัญเลยเขาว่า

“ที่ยุติคือเกิดจากคนที่มีอำนาจคนหนึ่ง มาให้เราเลือกบางสิ่งบางอย่างแต่ว่าไม่ขอพูด”

ซึ่งหลังจากบอกเลิกสัญญาแล้วย้านมาช่องใหม่ สิ่งที่หนักใจที่สุดคือเรื่องของคำว่า ‘ผู้มีพระคุณ’

“เฮียถือว่าเป็นผู้มีพระคุณคนหนึ่งเลย” เขากล่าว

ส่วนที่ช่อง 8 ยื่นฟ้องมา ตนก็ว่าไม่โกรธ เพราะต่างวิธีคิดกันหากอยากฟ้องก็ให้ฟ้องไป

“แต่ว่าสัญญาที่เขาคิดในทัศนคติของเรา ไม่สามารถเอาจิตวิญญาณเราไปได้” เขากล่าว

แต่หากจะมองว่าจบกันไม่ดีหรือไม่ สำหรับเอ เขาว่า

“คนที่โดนกระทำในลักษณะแบบนี้ที่เป็นศิลปินใครจบดีบ้าง เราก็จบเหมือนเขา แล้วเราก็ไม่ได้คิดว่ามันจะจบดีหรือไม่ดี”

“เราเล่าข่าวเพื่อเล่าข่าว ไม่ได้เล่าเพื่อจะเป็นอะไร  แล้วพอหลังจากเหตุการณ์นั้น ถ้าช่อง8เขารู้สึกไม่พอใจแล้วฟ้องไล่หลังมันก็เป็นเรื่องของเขา ต่างคนต่างทำหน้าที่ พี่ก็บอกเขานะว่าเงื่อนไขต่างๆที่มันนำมาสู่เหตุการณ์นี้มันเป็นเพราะอะไร แล้วถึงจะโดดมาจากช่องนู้น คือไม่ใช่เรื่องเงินนะ ไม่ได้มากกว่ากันขนาดนั้น มันไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้”

พร้อมเผยว่าหลังยื่นโนติสไปก็ยังมีการเข้าไปเจรจากัน เนื่องจากทางยังถือว่ามีสัญญาอยู่

“เพราะสองปีหลังจากนี้คนต้องทำมาหากิน แล้วทักษะของผมคือการอ่านข่าว คือมีเงินเดือนให้ได้ มีเงินบางส่วนให้ไหม  เพราะในสัญญาไม่มี เราก็เลยถามเขาไปขำๆว่า ยังไงขอสูตรก๋วยเตี๋ยวไก่มาบ้าง คือให้อะไรมาบ้าง แล้วจะให้เราไปทำอะไร เราก็คิดแบบวิญญูชน คือเราก็มีครอบครัว พ่อแม่ ต้องดูแล ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะไปทำกับเขาอย่างนั้นได้อย่างไร”

“ในฐานะมนุษย์ด้วยกัน คือเราคิดถึงพื้นฐานความเป็นมนุษย์ เท่ากับว่า สองปีห้ามทำมาหากินเลย แล้วไม่มีอะไรให้ด้วย พี่ก็ถือว่าเป็นคนหนึ่งที่ถูกกระทำ”

ซึ่งหลังจากนั้นก็ไม่สามารถหาทาออกร่วมกันได้

“เขาบอกว่าไม่สามารถทำอะไรได้ ทั้งที่เขามีอำนาจ คุยกับใครไม่ขอพูดแล้วกัน”

“แต่ว่าอันนี้พูดรวมๆนะว่าการเกิดเป็นมนุษย์เราต้องใจกว้าง อันนี้ไม่ได้ว่าใครนะ แต่ว่าถึงจุดหนึ่ง ต้องมีการตัดสินใจออก ออกมาแล้วควรปล่อยเขาให้เขาทำมาหากิน”

โดยขณะนี้เรื่องราวยังคงอยู่ในชั้นศาลเพราะทางช่องยื่นฟ้องตนและช่อง 3 อยู่

“ฟ้องพี่ ถ้าไปอ่านข่าวที่อื่นคือฟ้องพี่วันละ15,000 เราจะเอาเงินจากไหน”

“เราก็คือมนุษย์คนนึง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มันมี” เอกล่าว

ส่วนการทำงานกับช่อง 3 ก็ว่าที่นี่ให้หัวใจในการทำงาน พร้องขอเดินหน้าตามอุดมการณ์ต่อไป

“คือคนเล่าข่าวที่เกิดมาเล่าข่าวจริงๆ ไม่ได้เล่าเพื่อเป็นแบบนั้นแบบนี้  แล้วในวันนี้เขาฟ้องเรามาจากคนที่เคยให้โอกาสเรา มาฟ้องเรา เราคิดหนักนะ ไม่รู้จะทำยังไง คิดไม่ออก แต่มองว่ามนุษย์เราเปลี่ยนได้ทุกวัน วันหนึ่งเขามีพระคุณ วันหนึ่งเขาเปลี่ยน แล้วตัวเราต้องรับในสิ่งนั้น แล้วเราต้องไม่คิดร้ายกับเขา”

สุดท้ายตนคาดหหวังแค่คำว่าอภัย ความมีน้ำใจซึ่งกันและกัน แต่จะจบลงอย่างไรคงต้องปล่อยให้เป็นไรเพราะทำดีที่สุดแล้ว

“คือหลังจากที่มีโนติสพี่ก็โทรไปหาเขานะ โทรหาเฮีย เฮียก็บอกอยู่ต่างประเทศเราก็บอกจำเป็นต้องคุย แล้วเขาคงจะสายหลุดแหละไม่ได้ตั้งใจตัดหรอก เราก็โทรไป 70 สาย จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้คุยกัน”

“แต่เข้าใจว่าเขาคงมีหลักบริหารของเขา หรืออาจจะไม่ว่าง หลังจากนั้นมีพี่โด่งโทรมา หลังจากผ่านมาแล้วหลายเดือน เท่าที่ช่วงที่หายไป คืออะไร ปกติต้องมีคนโทรมาแต่ว่าไม่มี ส่วนอะไรจะเกิดว่าไปตามนั้น ให้กฎหมายดำเนินต่อไป”