ถือเป็นฉากที่สะเทือนใจอย่างยิ่งสำหรับการลงโทษ ‘โกษาเหล็ก’ ในละครบุพเพสันนิวาส กระทั่งนำไปสู่การเสียชีวิตอย่างทุกข์ทรมาน สำหรับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ชาวต่างชาติในอยุธยา ณ ห้วงเวลานั้น ได้จดไว้อย่างเห็นภาพ ดังเช่นที่ปรากฏใน บันทึกความทรงจำของบาทหลวง เดอะ แบส ที่ระบุดังนี้
“วิธีลงทัณฑกรรมนี้คือ เขาจับผู้กระทำผิดมัดมือโยงทั้งสองข้าง แล้วเฆี่ยนหลังอันเปลือยเปล่าลงมาถึงบั้นเอว ด้วยหวายเส้นเล็กๆ พันด้วยเชือกเส้นเล็กๆ ที่แข็งมาก จำนวนครั้งที่โบยนั้นเป็นไปตามโทษานุโทษ แต่โดยธรรมดาแล้วการโบยนั้นก็ถลกหนังออกจากหลังนั่นทีเดียว ท่านพระยาพระคลัง (โกษาเหล็ก) ได้รับการลงโทษทัณฑ์โบยอย่างหนัก ประกอบด้วยความอับอายขายหน้าจึงล้มป่วยลงเป็นไข้มีอาการหนัก พระยาพระคลังนั้นถึงแก่อนิจกรรมในเวลาไม่ช้าต่อมา”
สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับการลงโทษด้วยการ ‘เฆี่ยน-ตี’ นั้น กฎหมายตราสามดวง ซึ่งเป็นกฎหมายโบราณสืบย้อนไปได้อย่างน้อยที่สุดในสมัยอยุธยา แล้วสืบต่อมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ โดยมีการชำระกฎหมายดังกล่าวในสมัยรัชกาลที่ 1 นั้น บอกไว้ถึงขนาดและชนิดของหวายที่ใช้อีกด้วย ดังความตอนหนึ่งใน “พระราชกำหนดเก่า : การลงพระราชอาญาเฆี่ยนข้าทูลลออง”
ดังนี้ (สะกดตามต้นฉบับโบราณ)
“…ถ้าข้าทูลอองฯ ผู้เปนโทษผิดระแวงในราชการแลเกียดคร้านด้วยประการใดๆ โทษมิถึงตาย ผู้ใดเปนกระลาการพิจารณาเปนสัจแล้วจะให้ลงพระราชอาชญา อย่าให้เฆี่ยนสองหวาย ให้เฆี่ยน 30 ทีแต่หวายเดียว และหวายขมหวายใหญ่อย่าตีเปนอันขาดทีเดียว
ถ้าแลมีรับสั่งให้ตีด้วยหวายใหญ่ ให้เอาแต่หวายสกรรหวานสะเทีนตี ถ้าโทษตีถามให้ตีแต่ 20 ที ถ้าแลให้ลงพระราชอาชญาตี ให้ตี 20 ทีด้วยหวายเลก ตามควรด้วยโทษานุโทษนั้น อย่ารีบราชบาดลงอาชญาให้ถึงตาย
ถ้าโทษลักพระราชทรัพยแลคบผู้หญิงข้างใน ให้ลงพระราชอาชญาด้วยหวายใหญ่ห้าสิบที ถ้าแลโทษแต่เกียดคร้านระแวงราชการไม่ถึงตาย แลรีบราชบาดขับเฆี่ยนตีถึงตาย จะให้รีบราชบาดผู้รับสั่งกระลาการ ผู้นั่งพิจารณาจงสิ้นเชีง จะเอาตัวเปนโทษถึงตายดุจหนึ่งผู้ตายนั้น….”

