หน้าแรก บันเทิง จากอดีตสู่อนา...

จากอดีตสู่อนาคต การก้าวเดินบนพื้นฐานของ ‘ความรู้’

30.03.16 | 15:05 น.

 

คร่ำครึ ผ่านแล้วก็ผ่านเลย จะสนใจทำไม ไม่ได้มีผลอะไรกับเรื่องวันนี้ หรือถ้ามีก็ควรอยู่ในแง่ของการส่งเสริมยกย่อง เพื่อประกอบสร้างอุดมคติบางอย่างที่รัฐต้องการขึ้นมา

เชื่อมั่นว่า ยังมีคนอีกไม่น้อยที่ยังรู้สึกกับสิ่งที่ผ่านเลยในอดีตอย่าง ‘ประวัติศาสตร์’ ในทำนองดังกล่าว โดยเฉพาะเมื่อลองพิจารณาผ่านวาทกรรมและการก่อเกิดแห่งประวัติศาสตร์กระแสหลักบางอย่างในสังคม

ใน งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ที่กำลังจัดขึ้นนี้ สนพ.มติชน ก็ได้ยกแนวคิด ‘ประวัติศาสตร์ คือ อนาคต’ ขึ้นมานำเสนอ เพื่อชวนไปศึกษาบทเรียนแห่งประวัติศาสตร์ ถกเถียงถึงความจริงที่หลากหลายในแต่ละมุมมอง สร้างปัจจุบันบนรากฐานที่แข็งแกร่ง นำไปสู่ถนนคอนกรีตของอนาคต

ไม่ใช่แค่เราที่มองอย่างนี้ ยังมีอีกหลายคนที่เห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นของการศึกษาประวัติศาสตร์ และในงานสัปดาห์หนังสือครั้งนี้ก็มีหลายเล่มที่พวกเขาอยากจะอ่าน

Advertisement

ดร.ลลิตา หาญวงษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.มหาสารคาม อธิบายถึงความสำคัญของประวัติศาสตร์ว่า หลายคนคิดว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องคร่ำครึที่ผ่านการเล่าต่อๆ กันมาแบบซ้ำๆ แต่ในความเป็นจริง ประวัติศาสตร์เป็น ‘ศาสตร์’ ที่มีเสน่ห์ และการละเลยก็ไม่ต่างอะไรกับการตัดนิ้วโป้งทิ้ง

ดร.ลลิตา หาญวงษ์
ลลิตา หาญวงษ์

“มีเสน่ห์ในฐานะที่ประวัติศาสตร์เป็นครูที่กระตุ้นให้เราคิดพิจารณาและเรียนรู้ข้อผิดพลาดที่มนุษย์ทำในอดีต นำมาปรับใช้กับปัจจุบัน และทำยังไงก็ได้ไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ซึ่งการละเลยประวัติศาสตร์เหมือนกับเราตัดนิ้วโป้งของเราทิ้ง เราอาจมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ แต่เมื่อใดที่ต้องหยิบต้องจับอะไรสักอย่าง เราก็จะฉุกนึกได้ว่านิ้วโป้งที่ถูกตัดไปนี่เองที่ทำให้เราสามารถหยิบอะไรสักอย่างได้อย่างหนักแน่นมั่นคง และไม่มีวันร่วงหล่น”

ซึ่ง ดร.ลลิตายังกระซิบมาด้วยว่า สำหรับเธอแล้ว เล่มที่อยากอ่านมากๆคือ ‘Thou Shall Fear เจ้าจงตื่นกลัว การก่อร้าย ความรุนแรง และการครอบงำ’ โดย กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช เพราะนอกจากจะเข้ากับสถานการณ์ของโลกที่เข้าสู่ยุคแห่งความกลัวภายใต้การก่อการร้ายอย่างเต็มรูปแบบแล้ว หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นแก่นกระพี้หรือคุณูปการของประวัติศาสตร์ที่มีต่อมนุษย์โดยตรง

THOU SHALL FEAR

 

 “เราจะไม่สามารถเข้าใจมูลเหตุของการก่อการร้ายสากลได้เลย หากไม่กลับไปทำความเข้าใจบริบทความขัดแย้งระหว่างศาสนาในอดีต มาถึงการก่อวินาศกรรม 9/11 และการก่อการร้ายในปัจจุบันซึ่งมีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไป”

ขณะ อ.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ จากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ก็บอกว่าก่อนอื่นขอแบ่งคำว่า ‘ประวัติศาสตร์’ ออกเป็น 2 ส่วนคือ ประวัติศาสตร์เพื่อคาดการณ์อนาคต กับ ประวัติศาสตร์เพื่อปัจจุบัน

พิพัฒน์ กระแจะจันทร์
พิพัฒน์ กระแจะจันทร์

“ขออธิบายเรื่องประวัติศาสตร์เพื่อคาดการณ์อนาคตก่อน หลายคนชอบไปดูหมอดูกันก็เพราะหมอดูรู้อนาคต ซึ่งการทำนายอนาคตของหมอดูนั้นส่วนหนึ่งก็ใช้หลักสถิติ ที่ผมเริ่มต้นอธิบายตรงนี้ก็เพื่อต้องการอธิบายว่าการจะคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคตได้แม่นยำก็ต้องผ่านการศึกษาประวัติศาสตร์ทั้งนั้น แต่ผมไม่ได้บอกว่าถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์นะ เป็นแค่ความเป็นไปได้เท่านั้น ดังนั้นถ้าคุณอยากรู้อนาคต ทางเดียวเลยคุณต้องศึกษาประวัติศาสตร์

ส่วนประวัติศาสตร์เพื่อปัจจุบันนั้น ประวัติศาสตร์ที่เป็นวิชาทุกวันนี้คือการเขียนอดีตโดยคนในปัจจุบันทั้งนั้น ทำไมพวกเขาจึงต้องเขียนมัน มีหลายเหตุผลมาก เช่น ทบทวนความผิดพลาดในอดีต กระทั่งเอามาใช้เป็นประโยชน์ในทางการเมืองก็มี เช่นส่งเสริมแนวคิดชาตินิยม เห็นได้ชัดในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม หรือเอาไปส่งเสริมอำนาจของกลุ่มคนผู้มีอำนาจในการเขียนประวัติศาสตร์ก็มี

“ปัญหาของสังคมไทยคือเราไม่ค่อยเข้าใจว่าประวัติศาสตร์มันเขียนขึ้นโดยมีเป้าหมายเบื้องหลัง เพราะฉะนั้นถ้าเราเรียนรู้ประวัติศาสตร์คือหนทางหนึ่งที่จะช่วยทำให้เรารู้ว่ากำลังถูกป้อนให้กินยากล่อมประสาทอยู่หรือไม่ และตระหนักเท่าทันอำนาจรัฐ” อ.พิพัฒน์อธิบาย

ซึ่งการไม่แยแสประวัติศาสตร์ นำไปสู่การไม่รู้ว่าตนเองเป็นใคร ไม่รู้ว่าปัญหาในสังคมที่เผชิญอยู่ทุกวันนี้มีที่มาอย่างไร

“อย่างการที่ทหารเอารถถังมาวิ่งรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก็มีที่มาจากอุดมการณ์ชาติที่ถูกปลูกฝังตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 หรือการที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดปัญหามาอย่างต่อเนื่อง ก็เกิดจากการก่อตัวของรัฐชาติสมัยใหม่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่อำนาจมาจากกรุงเทพฯ อีกตัวอย่างคือทุกวันนี้คนไทยบางกลุ่มยังมองกลุ่มชนอื่นๆ ในประเทศหรือมองเพื่อนบ้านด้วยสายตาหวาดระแวงก็เพราะประวัติศาสตร์แบบเชื้อชาตินิยม

ถ้าไม่รู้ประวัติศาสตร์ คุณแก้ปัญหาสังคมไม่ได้เลย แต่จริงๆ แล้วผมเชื่อว่าทุกคนใช้ประวัติศาสตร์ในชีวิตประจำวัน ไม่ถึงกับไม่แยแส เพียงแต่ไม่ตระหนักรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นประวัติศาสตร์ เพราะประวัติศาสตร์ในสังคมไทยมีความหมายแคบมาก ทำให้ข้อมูลที่จะเอามาใช้แก้ปัญหามันมีน้อยเกินไป”

โดยเล่มที่ อ.พิพัฒน์อยากอ่านคือ ‘ราษฎรสามัญหลังวันปฏิวัติ ๒๔๗๕’ โดย ศราวุฒิ วิสาพรหม

ราษ

 

 “เป็นงานแนวใหม่หน่อย เพราะถ้าลองไปอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับ 2475 จะพบว่ามีแค่เรื่องการต่อสู้ระหว่างชนชั้นนำกับคณะราษฎรเกือบทั้งหมด แต่ปัญหาคือเราแทบไม่รู้เลยว่าแล้วสามัญชนคนทั่วไปใช้ชีวิตอย่างไรหลัง 2475 ทั้งๆ ที่คนพวกนี้จะเติบโตกลายมาเป็นชนชั้นกลางและชนชั้นฐานรากที่มีบทบาทขับเคลื่อนประเทศทุกวันนี้”

ในขณะที่ ผศ.ดร.พิเชฐ แสงทอง จากภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ มองว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องเล่าประเภทหนึ่ง ซึ่งทุกคนต่างก็มีตัวตนขึ้นมาได้เพราะเรื่องเล่า ไม่ว่าอดีตนั้นจะผ่านมานานเพียงใดก็ตาม

พิเชฐ แสงทอง

พิเชฐ แสงทอง

“เรื่องเล่าจะเข้ามากำหนดกรอบวิธีคิด กำหนดการแสดงออก หรือแม้กระทั่งกำหนดกรอบแว่นที่เราใช้ในการตัดสินหรือประเมินค่าสิ่งต่างๆ คนเราจึงต้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เพราะคือกระบวนการสอบทานเรื่องเล่าว่ายังใช้การได้อยู่หรือเปล่าในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ตรงนี้นี่เองที่ทำให้ประวัติศาสตร์มีความเป็นปัจจุบัน มากกว่าที่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตจริงๆ”

ผศ.ดร.พิเชฐมองว่า สังคมไทยไม่ค่อยสนใจประวัติศาสตร์ ความผิดพลาดก็เลยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“อย่างความขัดแย้งทุกวันนี้ ถ้าเราสนใจประวัติศาสตร์สักนิด เปิดพื้นที่ให้กับเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์หลายๆ สำนวน ผมว่าเราน่าจะจัดการปัญหาความขัดแย้งร่วมกันได้ แต่นี่เหมือนเรามองว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องอดีต ที่ไม่สัมพันธ์กับปัจจุบัน เราจึงไม่แยแสที่จะนำมันมาใช้ประโยชน์”

และ 3 เล่มที่ ผศ.ดร.พิเชฐเล็งไว้ในงานหนังสือครั้งนี้ คือ ‘เบื้องลึก เบื้องหลัง ในพระราชบันทึกเรื่อง ประวัติต้นรัชกาลที่ ๖’ , ‘การเมืองในการทหารไทยสมัยรัชกาลที่ ๖’ และ ‘ราษฎรสามัญ หลังวันปฏิวัติ ๒๔๗๕’

หนังสือ

การ

“สองเล่มแรกผมว่าน่าสนใจมาก เพราะเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ในสมัยรัชกาลที่ 6 นั้นยังคงมีช่องว่างที่ไม่ค่อยถูกอธิบายอีกเยอะมาก ส่วนเล่มสุดท้ายคือสิ่งที่เรียกว่า การเปิดพื้นที่ให้กับเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ที่หลากหลาย ในโครงเรื่องเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เราเคยแต่ได้ยินได้ฟังเรื่องราวของนายทหาร เรื่องของข้าราชการชั้นสูงหลัง  เรื่องของเจ้านาย แต่เราไม่เคยเห็นตัวละครที่เป็นชาวบ้านหรือสามัญชนมากนัก ผมคาดหวังว่าหนังสือเล่มนี้อาจจะทำให้มอง 2475 ชัดเจนขึ้นว่าชาวบ้านอยู่ตรงไหนในเรื่องเล่าสำนวนมาตรฐานว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงการปกครอง”

ยังมีหนังสืออีกมากมายที่น่าสนใจไม่แพ้เล่มที่พวกเขาสนใจ ในงานซึ่งจัดขึ้นจนถึง 10 เมษายนนี้ บูธมติชน โซนพลาซ่าที่เดิม