“มันเป็นความเชื่อของเรานะ เชื่อว่าพระองค์ทรงเลือกให้เราเป็นผู้มารับบทเป็นพระองค์” ปราบต์ปฎล สุวรรณบาง ให้สัมภาษณ์อย่างนั้นกับ ‘มติชนออนไลน์’
ทั้งนี้เหตุผลที่เชื่อ เขาว่า มาจากหลายอย่างที่เจอ ซึ่งจะว่าไปก็ตั้งแต่ตอนวันฟิตติ้งวันแรก ที่วันนั้นหลังจากแต่งหน้า ทำผมเสร็จ ทีมงานก็ขอให้ใส่ชุดแบบฉลองพระองค์
“แต่เราคิดว่ายังก่อน อยากขอพระราชานุญาตก่อน ก็เอาฉลองพระองค์ออกไปกลางแจ้ง ขอธูป 9 ดอก เพื่อที่จะอธิษฐานขออนุญาตเล่นเป็นพระองค์ท่าน ถ้าพระองค์ทรงมีพระราชานุญาตก็ขอให้งานทุกอย่างผ่านราบรื่นไปด้วยดี อย่ามีอุปสรรค”
ขณะเดียวกัน “ถ้าอะไรที่พระองค์มีพระราชประสงค์ว่าในประวัติศาสตร์ที่ทรงอยากให้คนรับรู้ความรู้สึกของพระองค์ ที่ทรงอยากจะแสดงออก ก็ขอให้ทุกอย่างผ่านตัวเราทั้งหมด”
เล่าด้วยว่าตอนที่เดินออกไปกลางแจ้งนั้น แดดร้อนแรงมาก แต่พอเขาวางฉลองพระองค์ แล้วคุกเข่ากราบ ก็เกิดพระอาทิตย์ทรงกลด และตรงที่เขากราบนั้นก็เกิดเป็นร่มเงา และที่แปลกยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ พอเสร็จพิธี เดินเข้าตึก แดดก็กลับแรงเหมือนเก่า
ไม่เพียงเท่านั้น ในช่วงการถ่ายทำฉากดูดาว ซึ่งถึงตอนนี้ยังไม่ได้ออกอากาศ ปราบต์ก็ว่า วันนั้นฝนตก
“เราขอพระองค์ ขอให้ฝนหยุด ฝนก็หยุด ขอให้ฟ้าเปิด ฟ้าก็เปิด คือตอนแรกแค่ฝนหยุด แต่ฟ้ายังไม่เปิด พอจะเข้าโรงถ่าย เราก็เดินมากลางแจ้ง ยกมือไหว้ บอกถ่ายไมได้ครับ เพราะฉากดูดาว ถ้าฟ้าไม่เปิด จะดูดาวยังไง ขอให้พระองค์ช่วยเปิดฟ้าให้ด้วย แล้วฟ้าก็เปิด”
“อันนี้คือพีคก๊อกสอง”
“เราจึงยิ่งศรัทธา ยิ่งเชื่อ แสดงว่าทรงอนุญาต ทรงเลือกให้เราแสดง”
บอกอีกว่า ก่อนหน้านี้เรื่องราวของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้น เขาก็รับรู้เฉพาะที่เคยเรียนจากโรงเรียนเท่านั้น แต่พอมาเป็นงานก็เริ่มด้วยการอ่าน และทำความเข้าใจบท
“เราไม่ได้เกิดทันยุคของพระองค์ ไม่สามารถเข้าไปในจิตใจหรือรับรู้ได้ว่าทรงคิดอะไร แต่เราเกิดทันในยุคของในหลวงรัชกาลที่ 9 ถ้าผมจะตีความว่า ในหลวงร.9 กับพระนารายณ์ทรงเหมือนกันเหลือเกินได้ไหม เพราะผมอ่านแล้ว ผมรู้สึกอย่างนั้น ผู้กำกับก็โอเค ผมได้ตีความตรงใจเขา”
กับการแสดงที่ใครๆต่างชมนั้น ปราบต์ปฎลบอก “ทุกอย่างมันออกมาจากข้างใน”
“วิธีการแสดงออกของคนที่เป็นพระมหากษัตริย์ ที่ทรงไม่สามารถฟูมฟายหรือแสดงออกมาได้เยอะ ทุกอย่างคือเก็บอยู่ในใจ แม้แต่ความอึดอัดก็ออกมาทางสีหน้าและแววตา เราจึงต้องทำยังไงก็แล้วแต่ให้คนดูเข้าใจ คนดูต้องเข้าไปอยู่ในจิตใจของพระองค์ นั่นคือความยากที่สุด”
“ยากที่สุดของชีวิตของการเป็นนักแสดง”

บอกด้วยว่าตั้งแต่ฉากแรกที่ปรากฏตัวในฐานะ ‘ขุนหลวง’ เขาก็ได้ยินเสียงสะท้อนกลับไม่ได้หยุด
“ฉากของพระนารายณ์ถูกยกให้เป็นที่สุดหลายฉาก ฉากที่พิพากษาขุนเหล็ก ทุกคนก็เห็นแล้วว่าเป็นอย่างไร ตอนปะทะกับพระเพทราชา หลายคนยกให้เป็นฉากที่ดีที่สุดเลย ซึ่งเราก็พูดเสมอว่าทุกฉากที่เกี่ยวกับพระนารายณ์ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์หมด แล้วถ้าดูไปเรื่อยจะตัดสินใจไม่ได้เลยว่าฉากไหนคือดีที่สุด”
“อย่างฉากรับสาสน์จากฝรั่งก็ถูกจัดให้เป็นเรตติ้งสูงที่สุด มีคำว่าที่สุดมาเรื่อยๆ”
“พอทรงออกมาฉากไหนก็เป็นที่สุด เพราะว่าคนอินกับเรื่องราว รักและเข้าใจในสมเด็จพระนารายณ์มากขึ้น”
“คนดูตอนแรกบอกว่าทรงหูเบา ทำอย่างนั้นกับโกษาเหล็ก แต่ว่าตอนนี้คนดูเข้าใจ ไม่มีคำถามแล้ว เพราะคนที่เป็นกษัตริย์ที่บริหารบ้านเมืองมาหลายสิบปี เป็นยุคที่รุ่งเรืองเฟื่องฟูในประวัติศาสตร์ ทรงเป็นสุดยอดขนาดนั้น คิดว่าจะเป็นแค่หูเบาหรือ แล้วถ้าหูเบาพระองค์จะทรงบริหารบ้านเมืองอย่างไรมาหลายสิบปี แล้วบ้านเมืองเจริญขนาดนั้น แล้วอันนี้แค่ในฉากที่เราแสดงนะ ถ้าเป็นเหตุการณ์จริงคิดดูว่าในยุคนั้นพระองค์จะทรงกดดันแค่ไหน”
“และถ้าถามว่ามีฉากไหนอีก สำหรับผมคือดีทุกฉาก จะเห็นว่าคำว่าที่สุดที่สุดๆไปเรื่อยๆ”
“แล้วหลังจากนี้จะเสียน้ำตาเยอะมาก”
ส่วนจะเป็นเพราะอะไร ต้องรอชม

