หลังจากพูดถึงนิยายอิงประวัติศาสตร์และภาพยนตร์ซึ่งอาศัยฉากหลังของประวัติศาสตร์สร้างเลือดเนื้อให้มีชีวิตชีวาขึ้นมา นิยายเล่มสำคัญของ รอมแพง ซึ่งกลายเป็นภาพยนตร์ชุดทางโทรทัศน์ ‘บุพเพสันนิวาส’ ก็สร้างปรากฏการณ์ขึ้นในสังคมไทย
ไม่กี่ปีก่อน หนังชุดเกาหลีกวาดเงินนักท่องเที่ยวไทยไปเป็นกอบเป็นกำ จากการยกกลุ่มพาคณะกันไปเที่ยวเกาหลีใต้ ตามรอยฉากหนังชุดเรื่องต่างๆ ที่แพร่ภาพในเมืองไทย ถึงขนาดแฟนประจำจำนวนไม่น้อย เปิดคอมพิวเตอร์ตามดูสดๆ ‘ออนไลน์’ กันเวลาเดียวกับเกาหลี แม้จะมีหรือไม่มีบรรยายภาษาอังกฤษก็ตาม
บัดนี้ ด้วยนิยายและหนังโทรทัศน์ฝีมือคนไทย สามารถเรียกให้คนไทยด้วยกันออกจากบ้านไปอยุธยากับลพบุรี เที่ยวชมเมืองโบราณได้อย่างเต็มอกเต็มใจ แถมยังนุ่งชุดไทยตามแต่จะหาได้ไปเยือนเมืองโบราณเหล่านั้นกันอย่างไม่กระสาอากาศร้อน เพื่อให้เข้าบรรยากาศกับที่ตามชมอยู่ทางโทรทัศน์ด้วย
นอกเหนือจากที่สนับสนุนความเป็นไทยกันในทุกที่ ทุกทาง และทุกรูปแบบ
ถือเป็นคุณูปการจากนักเขียนผู้หนึ่งและคณะผู้ผลิตภาพยนตร์ชุด ที่มีต่อสังคม ซึ่งต้องได้รับเสียงปรบมือนิยมชมชื่นไปจากผู้ปรารถนาให้คนไทยสนใจประวัติศาสตร์ตัวเองไปด้วยเต็มๆ
ตลอดเวลามา มิได้หมายว่าคนไทยไม่สนใจประวัติศาสตร์ แต่การเรียนการสอนประวัติศาสตร์ในบ้านเรา ไม่ช่วยให้ผู้เล่าเรียนงอกเงยสติปัญญาใดๆ ขึ้นมา ทั้งๆ เป็นวิชาที่ต้องคิด ต้องค้นคว้าหาหลักฐาน ต้องวิเคราะห์วิจัยหลักฐาน มองภาพอันจดจารไว้เป็นตัวอักษรหรือจารึกในศิลา หรือเรื่องเล่าในตำนาน อันปราศจากชีวิตชีวา ให้เห็นเป็นภาพเลือดเนื้อผู้คนที่อาจรัก หลง โลภ โกรธ มีสัมมาทิฐิหรือมิจฉาทิฐิ ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นใด ที่พฤติกรรมอาจส่งผลนานาต่อทั้งตนเองและสังคม อย่างมีทิศทางให้คาดการณ์สันนิษฐานได้
มิใช่ท่องบ่นตัวเลข พ.ศ. เป็นนกแก้วนกขุนทอง ว่า พ.ศ.นั้นเกิดเหตุการณ์นั้น พ.ศ.นี้เกิดเหตุการณ์นี้ อย่างไม่สนใจที่มาที่ไป ซึ่งอาจเป็นคำตอบสำคัญที่อดีตจะให้กับปัจจุบันและอนาคตได้
การเรียนการสอนประวัติศาสตร์ไทยของเราจึงแห้งแล้ง ชวนให้เบื่อหน่ายอยู่เรื่อยมา นอกเหนือความตื่นเต้นของการศึกการสงครามอยู่บ้าง แต่การศึกการสงครามเหล่านั้นก็มิได้สร้างความเข้าใจที่แท้แก่ผู้ศึกษา กลับเป็นเรื่องแพ้ชนะ ที่สร้างความทรงจำของการเสียกรุง กู้กรุง เป็นศัตรูกันเสียมากกว่าจะเข้าใจสถานการณ์แท้ที่เกิดขึ้น อันเป็นไปตามคติหรือความเชื่อของยุคสมัย ที่จะทำให้มองเห็นโลกตามสภาวะที่เป็นไป มิใช่ศึกษาให้เกิดความเกลียดชังระหว่างกัน เพียงเพราะเป็นคู่กรณีกันในประวัติศาสตร์
การเรียนการสอนประวัติศาสตร์จึงแทนที่น่าจะตื่นเต้น โดยข้อสันนิษฐานจากหลักฐานที่หาได้รอบด้าน ค้นหาความเป็นไปได้อันเร้าใจที่จะนำเราล่วงลึกไปในอดีต จึงไม่เคยเกิดขึ้นในห้องเรียน
เมื่อนิยายเล่มหนึ่งทำได้ หนังชุดเรื่องหนึ่งทำได้ เช่นที่หนังย้อนยุคเกาหลีช่วยให้คนบ้านเขาได้รู้จักตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าตัวเป็นมาอย่างไร
จึงน่ายินดีนัก
โดยเฉพาะเมื่อ หนังสือประวัติศาสตร์นิพนธ์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับนิยายและหนังชุด กลับฟื้นชีวิตขึ้นมา เป็นที่สนใจของบรรดาผู้คนซึ่งแท้จริงแล้วอยากรู้เรื่องตัวเองนัก
หนังสือสองเล่มที่สำนักพิมพ์มติชนถูกถามถึงและซื้อหากันอย่างมากในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติคราวนี้คือ ‘การเมืองไทยสมัยพระนารายณ์’ ของอาจารย์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ อันเป็นงานซึ่งเสนอต่อที่ประชุมสัมมนาประวัติศาสตร์ลพบุรีในปี 2522 ก่อนสถาบันไทยคดีศึกษา มธ. พิมพ์เผยแพร่ในปี 2527 และสำนักพิมพ์มติชนพิมพ์เสนอเป็นครั้งแรกในปี 2537

เป็นหนังสือสำคัญเล่มหนึ่งซึ่งประมวลหลักฐานที่มี มองภาพการเมืองซึ่งเกิดขึ้นในสมัยดังกล่าวด้วยทิศทางที่แตกต่างออกไป
แต่ก่อนนั้น ด้วยข้อสมมุติฐานส่วนใหญ่ที่ได้จากข้างฝรั่งเศส มักจะมองว่าพระนารายณ์จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับฝรั่งเศส เพื่อคานอำนาจต่างชาติอื่นๆ เช่น ฮอลันดา อังกฤษ เป็นต้น เกือบทำให้บ้านเมืองเสียเอกราชไป เพราะความเจ้าเล่ห์ของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ หากพระเพทราชาไม่ชิงปฏิวัติเสียก่อน เป็นการมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นยุคนั้นเป็นเพราะการเมืองระหว่างประเทศ
แต่ผู้เขียนกลับพยายามนำหลักฐานมาให้อรรถาธิบายเป็นตรงกันข้ามว่า เป็นเพราะการเมืองในประเทศต่างหาก ที่ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ขึ้นมา
หลักฐานทั้งจากด้านอังกฤษและฮอลันดาเอง ที่อาจารย์นำมาแสดงให้เห็นว่า 20 ปีหลังปลายรัชกาลพระนารายณ์นั้น ราชสำนักสยามได้ความช่วยเหลือจากฮอลันดามากเสียยิ่งกว่าฝรั่งเศสอีก และปัญหาที่ข้อสมมุติฐานแรกยกให้ฮอลันดาเป็นคู่กรณี จนต้องนำฝรั่งเศสเข้ามานั้น แท้แล้วมิได้เป็นปัญหาสำคัญ เพียงสองปีก็กลับสัมพันธ์กันตามปกติเช่นเคย
พระนารายณ์กับฟอลคอนเอง ต่างฝ่ายต่างพึ่งพาเพื่อสมประโยชน์กันแต่ละฝ่าย โดยเฉพาะฟอลคอนที่พยายามดึงให้ฝรั่งเศสเดินไปตามทางที่ตนประสงค์ แต่จะใช่ความต้องการของฝรั่งเศสอื่นด้วยหรือไม่
ประเด็นเหล่านี้ ผู้เขียนนำหลักฐานมาบ่งชี้ ตลอดจนการเสียหรือไม่เสียเอกราชในความหมายของรัฐสมัยใหม่นั้น ก็ยังชี้แจงให้เห็นว่า สภาพสังคมยังมิได้ระบุความหมายและความเชื่อดังกล่าวให้ผู้คนได้ตระหนัก กระทั่งว่าสยามได้มากกว่าจากวิทยาการฝรั่งตะวันตก ก็มิได้เป็นเช่นที่ว่า ด้วยเหตุใดนั้น หากหาอ่านกันให้กระจ่างได้ น่าจะตื่นเต้นและหูตาสว่างด้วยตัวเองย่อมอิ่มอกอิ่มใจกว่า
ส่วนอีกเล่ม ‘หอกข้างแคร่-บันทึกการปฏิวัติในสยาม และความหายนะของฟอลคอน’ ยิ่งสนุกเข้าไปใหญ่ เพราะอะไร

ก็เพราะว่า เรื่องนี้เขียนโดยนายทหารที่อยู่ในเหตุการณ์จริงของการปฏิวัติพระเพทราชาคราวนั้น พ.ต.โบชอง ที่ถูกจับและกลายเป็นผู้ต้องส่งสารไปมาระหว่างลพบุรีกับป้อมบางกอก เพื่อให้ นายพลเดส์ฟาร์จ กับกองทหารฝรั่งเศสขึ้นไปลพบุรี จากนั้นต้องประสานงานกับฝ่ายข้าราชการสยามอีกหลายครั้ง กว่ากองทหารฝรั่งเศสจะยกออกไปจากราชอาณาจักรในปี 2231 ได้
ดังนั้น ไม่น่าอยากรู้จนขนลุกหรือ ที่นายทหารซึ่งถูกจับพร้อมเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ เขียนบันทึกเล่าให้ฟังด้วยตัวเอง
เอกสารสำคัญนี้ อาจารย์ ปรีดี พิศภูมิวิถี แปลจากภาษาฝรั่งเศสโดยตรง อ่านแล้วประจักษ์ว่า ฝ่ายฝรั่งเศสที่เพลี่ยงพล้ำไปไม่ว่าแต่ละฝ่ายจะประสงค์เป้าหมายใดก็ตาม เป็นด้วยแตกแยกกันเอง เอกสารที่เนื้อหาเปี่ยมชีวิตชีวานี้ แสดงถึงความคิด ทัศนะที่ชาวฝรั่งเศสมีต่อกันเอง และมีต่อชาวสยาม ท่าที พฤติกรรม ความสัมพันธ์ ที่ปรากฏต่อกันและกัน ช่วยให้เราเข้าใจยุคสมัยได้ดีขึ้น
โอ้ย, ยังไม่รีบหาอ่านกันอีกหรือ.
…
พยาธิ เยิรสมุด

