เสพติดความเป็นไทย โดยรัฐราชการเผด็จการ

17.04.18 | 18:57 น.

เสพติดความเป็นไทยโดยรัฐ กระทั่งทะลักล้นวัดไชยวัฒนาราม อยุธยา (ภาพจากเฟสบุ๊กอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา)

“กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย” เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) จะมีกิจกรรมเพื่อแบ่งปันแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบสร้างและอนุรักษ์เพื่อให้สังคมเสพติด “ความเป็นไทย” โดยรัฐ เช่น

(1) อนุรักษ์โบราณสถาน (2) แต่งกายชุดไทย (3) เล่นดนตรีไทย (4) อ่านจินดามณี

ผมสรุปย่อๆ จากเอกสารที่มีผู้ส่งมาให้อ่าน แล้วต้องการความเห็น จึงขอบอกเล่าคร่าวๆ เท่าที่ได้จาก “ครูพักลักจำ” ดังนี้

“ความเป็นไทย” ที่รัฐพยายามประกอบสร้างและอนุรักษ์ให้สังคมเสพติด ด้วยจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อผดุงอำนาจของกลุ่มคนชั้นนำกลุ่มเล็กๆ ที่ได้มาโดยการแย่งชิงจากรัฐบาลเลือกตั้ง ซึ่งคิดว่าตนและพวกพ้องเท่านั้นเป็นคนดีของชาติ

Advertisement

 

อนุรักษ์โบราณสถาน

เน้นสิ่งก่อสร้างที่เป็นวัดกับวังทางศาสนาพุทธและพราหมณ์ ไม่ให้ความสำคัญสิ่งเกี่ยวข้องศาสนาผีที่เป็นความเชื่อของคนทั่วไป เพราะไทยไม่ศึกษาประวัติศาสตร์สังคม อันเป็นวิถีชีวิตของคนทั่วไปทั้งกินขี้ปี้นอน และอื่นๆ

อนุรักษ์ไว้ขายการท่องเที่ยวอย่างมูมมามตะกละตะกลามซึ่งเท่ากับทำลาย โดยไม่มีเสียงทักท้วงจากนักวิชาการด้านนี้ ดังมีตัวอย่างชัดๆ เช่น อยุธยา ขายวัดวาอารามต่างๆ ได้แก่ วัดไชยวัฒนาราม, วัดมหาธาตุ, วัดพระศรีสรรเพชญ์, ฯลฯ

ทรัพยากรทางทะเลของไทย มีผู้จับตาการจัดการของภาครัฐ ซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยคนสำคัญ ได้แก่ อ. ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ (คณะประมงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) แต่ทรัพยากรทางประวัติศาสตร์โบราณคดียังไม่มี  เลยถลุงกันสบาย

 

แต่งกายชุดไทย

ชุดไทยเป็นสิ่งเพิ่งสร้างเมื่อไม่นานมานี้ โดยลอกเลียนและดัดแปลงเครื่องยศของคนชั้นสูงสมัยโบราณ เพราะดั้งเดิมไม่มีชุดประจำชาติ

สะท้อนความไม่มั่นใจอนาคต เลยต้องค้นหาอดีต เพื่อแสวงหาลู่ทางแก้ปัญหาจากอดีตไปใช้ในอนาคต

ส่วนคนชั้นนำหวั่นไหวอนาคตจะไม่เหลือที่ยืนเหมือนเคยมีในอดีต เลยต้องฟื้นฟูอดีตเพื่อปลอบใจอนาคตของพวกตน

 

เล่นดนตรีไทย

ดนตรีไทยของรัฐมีความหมายแคบๆ จำกัดเฉพาะมโหรี, ปี่พาทย์, เครื่องสาย ซึ่งเป็นดนตรีของราชสำนักรัฐจารีตลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง

นอกเหนือจากนี้เรียกดนตรีพื้นเมือง แปลว่าดนตรีไม่ไทย

เพลงไทยที่ร้องกับดนตรีไทยเหล่านั้น จำกัดเฉพาะ “เพลงเถา” มีความช้า-เร็วต่างกัน ดังเรียกกันว่า สามชั้น, สองชั้น, ชั้นเดียว เป็นสิ่งสร้างใหม่ราว 100 ปีมานี้เอง แต่ถูกครอบงำให้คนทั้งประเทศเชื่อว่าเป็นแบบฉบับมีมาดั้งเดิมที่ต้องใช้ในการเรียนการสอนทั่วประเทศ

แล้วถูกนักเรียนนักศึกษารวมถึงประชาชนคนทั่วไปต่อต้านลึกๆ ปฏิเสธในความรู้สึก เล็กๆ โดยพูดกันทั่วไปว่า “เอื้อนมากลากยาว” น่าเบื่อโคตรๆ สุดๆ

เพลงร้องเนื้อเต็มแบบมโหรีกรุงเก่า และเพลงร้องเล่นของสามัญชนคนทั่วไป ล้วนมีทำนองง่ายๆ สบายๆ สนุกๆ ไม่เป็นปฏิปักษ์กับวัฒนธรรมป๊อปถูกกีดกันออกไป เช่น เพลงเจ้าการะเกด, เพลงเจ้าขุนทอง, เพลงรำโทน, เพลงแม่สี  (มักเขียนผิดเป็นแม่ศรี) ฯลฯ

 

จินดามณี

จินดามณี น่าจะพิมพ์เป็นหนังสือที่ระลึกประเภทของฝากจากการท่องเที่ยว โดยไม่จำเป็นต้องเปิดอ่าน เพราะไม่ใช่ตำราภาษาไทยเล่มแรก และถึงเปิดอ่านก็ไม่รู้เรื่อง

สมัยโบราณวิชาความรู้เป็นสมบัติของคนชั้นนำตามจารีต ไม่เป็นของคนทั่วไป ซ้ำ      มิหนำยังป้องกันมิให้คนทั่วไปรู้วิชา ดังมีคำเก่าๆ ว่าครูแต่ก่อน “หวงวิชา” แล้วยังมีพยานอยู่ในพระอภัยมณีของสุนทรภู่ว่าครูสอนวิชาดนตรีตั้งค่าเรียนไว้สูงๆ เพื่อ “ป้องกันมิให้ไพร่ได้วิชา”

ดังนั้น ที่รัฐบอกว่าจินดามณีเป็นตำราภาษาไทยเล่มแรกของไทยสมัยพระนารายณ์ จึงไม่จริง แต่เป็นแค่สร้างสิ่งเสพติดความเป็นไทย

สมุดข่อยต้นฉบับตัวเขียนในหอสมุดแห่งชาติ ก็ไม่ใช่ของจริงจากสมัยพระนารายณ์ แต่เป็นตัวเขียนสมัย ร.1-ร.3 (ยืนยันตรงกันจากนักค้นคว้าระดับปรมาจารย์ของไทย ทั้งอดีตอธิบดีกรมศิลปากร และอดีตที่ปรึกษานายกฯ เผด็จการทหาร)

จินดามณี เป็นสมุดข่อยส่วนตัวของผู้รู้หนังสือ หรือนักปราชญ์สมัยโบราณ ใช้จดข้อความวิชาความรู้เรื่องต่างๆ ทางอักขรวิธี และฉันทลักษณ์แปลกๆ จึงเป็นสิ่งหวงห้ามมิให้ผู้อื่นล่วงรู้สิ่งที่จดไว้

ดังนั้น หนังสือจินดามณีที่พิมพ์ออกมาโฆษณาชวนเชื่อ จึงไม่มีใครอ่านรู้เรื่อง แม้นักวิชาการในกระทรวงวัฒนธรรมก็ไม่เคยมีนิยามคำอธิบาย เพราะต่างก็อ่านไม่รู้เรื่อง

[อ. ฉันทิชย์ กระแสสินธุ์ เคยพยายามอธิบายไว้ แต่รัฐไม่ยกย่องผู้รู้นอกรัฐ เลยไม่มีใครรู้อีก ผู้มีข้อมูลเรื่องนี้และผมขอถ่ายสำเนามาได้แก่ ทองแถม นาถจำนง บรรณาธิการสยามรัฐรายวัน]

 

จำอวด

ความเป็นไทยโดยรัฐที่พยายามมอมเมาสังคมให้เสพติดงอมแงมน่าจะทำได้ชั่วครู่ยามเท่านั้น อีกไม่นานก็สร่าง

“แม้ดูตลกดีเหมือนจำอวด แต่ต่างคงมีคำตอบบางอย่างในใจ—-” อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนบอกไว้ในบทความเรื่องออเจ้าเล่าจำอวด (มติชนรายวัน ฉบับวันจันทร์ที่ 2 เมษายน 2561 หน้า 16)

ขอแนะนำให้อ่านอย่างละเอียดบทความของ อ. นิธิ แล้วจะรู้ว่าควรเผชิญหน้ากับ         ยาเสพติดจากรัฐราชการเผด็จการชุดนี้อย่างไร? และขอขอบคุณนักศึกษาธรรมศาสตร์กลุ่มนี้ที่ทำให้ได้ฉุกคิด