เมื่อราว 2 ปีที่แล้วได้ไปดูหนังเรื่องหนึ่งชื่อว่า “I Am Not Madame Bovary” ซึ่งตอนที่ซื้อตั๋วไม่ได้อ่านรีวิวอะไรไปเลย แต่เพราะเป็นแฟนคลับนางเอกคนสวยอย่าง “ฟ่านปิงปิง” ก็เลยต้องดู … ใครที่ชอบฟ่านปิงปิง น่าจะเข้าใจความรู้สึกนี้ดี
ปรากฏว่าเป็นหนังที่ดีมาก นอกจากฟ่านปิงปิงจะเล่นแบบไม่ห่วงสวยแล้ว ยังเป็นหนังตลกร้ายที่วิพากษ์ระบบข้าราชการของจีน ตั้งแต่ระบอบการปกครองส่วนท้องถิ่นยันนโยบายระดับประเทศได้แบบถึงพริกถึงขิง เนื้อหาเหมือนจะหนักทั้งจากชะตาชีวิตของนางเอกเองที่ถูกตราหน้าว่าเป็นผู้หญิงแพศยา และจากความลักลั่นล้มเหลวในระบบยุติธรรมของรัฐ แต่บทสนทนาของตัวละครและเทคนิคในการนำเสนอกลับทำให้ความหนักของหนังกลายเป็นความเสียดสีแบบตลกร้าย
ดีเด่นขนาดที่ทั้งตัวหนังเอง ทั้งผู้กำกับอย่าง “เฝิงเสี่ยวกัง” รวมถึงฟ่านปิงปิง คว้ารางวัลมาเพียบจากเวทีต่างๆ ชื่อของฟ่านปิงปิงถูกประกาศในฐานะนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในเกือบทุกเวทีของจีน
และในปีนี้ สนพ.มติชนก็ได้นำหนังสือเล่มนี้ซึ่งเป็นผลงานของ “Liu Zhenyun” ที่ใช้ชื่อในภาษาอังกฤษว่า “I Didn’t Kill My Husband” มาแปลเป็นภาษาไทยโดย “ศุณิษา เทพธารากุลการ”
จริงๆหนังใช้ชื่อว่า “I Am Not Madame Bovary” น่าจะเป็นเพราะชื่อภาษาจีนของหนังสือนิยายคือ “หว่อปู๋ซื่อพานจินเหลียน” แปลตรงตัวว่า ฉันไม่ใช่พานจินเหลียน ซึ่งพานจินเหลียน เป็นหนึ่งในตัวละครวรรณกรรมคลาสสิคจีนเรื่องจินผิงเหมยและซ้องกั๋ง ที่สุดท้ายถูกฆ่าตายเพราะมีชู้ หนังเลยตั้งชื่อล้อด้วยวรรณกรรมคลาสสิคของโลกสัญชาติฝรั่งเศสอย่างมาดามโบวารี่ เพราะตัวละครอ็องมาในมาดามโบวารี่ ก็ถูกวางให้เป็นผู้หญิงหลายใจ
อย่าเรียกฉันว่านังแพศยา เป็นเรื่องราวของ “หลี่เสวี่ยเหลียน” สาวบ้านนอกรูปโฉมงดงามที่แต่งงานใช้ชีวิตปกติสุขกับสามีอย่าง “ฉินอวี้เหอ” ทุกอย่างในชีวิตก็คงไปได้เรื่อยๆถ้าเธอไม่ตั้งท้องลูกคนที่ 2 เพราะรัฐบาลจีนมีกฏหมายให้มีลูกได้แค่คนเดียว เธอตัดสินใจไม่ยอมทำแท้ง แต่แก้ปัญหาด้วยการ “แกล้งหย่า”กับสามี แล้วค่อยกลับมาแต่งงานใหม่อีกครั้ง ซึ่งก็เท่ากับว่าต่างคนต่างมีลูกติดมาแค่คนเดียวตามกฏหมาย ไม่ได้ผิดอะไร หย่าได้ครึ่งปีฉินอวี้เหอก็แต่งงานใหม่อีกครั้งจริงๆ แต่ไม่ใช่กับเธอ เท่านั้นยังไม่พอยังต่อว่าเธอต่อหน้าสาธารณชนว่าเป็นพานจินเหลียน เพราะตอนที่แต่งงานกับเขา เธอไม่ใช่ผู้หญิงบริสุทธิ์แล้ว
หลี่เสวี่ยเหลียนโกรธควันออกหู สิ่งที่เธอต้องการที่สุดคือเรียกร้องความยุติธรรม เริ่มจาก(อดีต)สามีตนเอง ที่ต้องยอมรับให้ได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นโมฆะ เป็นการแกล้งหย่า แต่เมื่อไม่ได้ตามที่ต้องการ ลำดับการต่อสู้ของหลี่สวีเหลียนก็ค่อยขยับไปเรื่อยๆ ตั้งแต่อัยการ ผู้พิพากษา ผู้พิพากษาชำนาญพิเศษ อธิบดีผู้พิพากษาศาล นายอำเภอ นายกเทศมนตรีเมือง และนำไปสู่การเดินทางไปประท้วงเพียงคนเดียวที่ปักกิ่ง ระหว่างการประชุมสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ ซึ่งนั่นทำให้ข้าราชการซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดถูกปลดเกลี้ยง !
สาวบ้านนอก ไม่มีการศึกษา ไม่มีทรัพย์สมบัติ แถมยังถูกตราหน้าจากอดีตสามีว่าเป็นผู้หญิงแพศยานี่ล่ะ ที่ทำได้ขนาดนี้ เพราะความแค้นสุดใจที่ต้องการล้างมลทิน ล้างการถูกประณามจากคนนอกด้วยความจริงเพียงด้านเดียว ที่ออกมาจากปากอดีตสามีเธอให้ได้
สิ่งที่ทำให้นิยายเรื่องนี้สนุกมากไม่แพ้หนัง คือวิธีการเล่าเรื่องที่ค่อยๆบิวท์อารมณ์คนอ่านให้เห็นถึงความแค้นของหลี่เสวี่ยเหลียน ที่ค่อยๆขยายๆใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากความแค้นส่วนตัวของผู้หญิงที่มีต่อผู้ชาย กลายเป็นความคับแค้นที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมของสังคม สิ่งที่เธอต่อสู้ทั้งหมดดูเผินๆเหมือนกับว่าเธอจะไม่มีทางเอาชนะได้เลย และถ้าถามว่าเธอชนะได้จริงหรือเปล่าในท้ายที่สุดนั้น ก็ไม่ใช่ แต่สำคัญกว่าการชนะคือการได้สู้ โดยเฉพาะการสู้กับระบบอำนาจข้าราชการที่ไม่เคยเห็นหัวคนตัวเล็กๆในสังคมมาก่อน
ไม่น่าแปลกใจเลยที่เพียงน้ำผึ้งแค่หยดเดียวจะขยายใหญ่โตขนาดสามารถล้มช้างได้แบบนั้น โดยช่องว่างระหว่างรัฐกับประชาชนถูกขยายให้เห็นผ่านบทสนทนาและความคิดของตัวละครแต่ละตัว ผ่านอารมณ์ขันแบบตลกร้ายที่แสนซื่อของหลี่เสวี่ยเหลียน ก่อนจะจบลงแบบเรามีเหวอ เหวอจริงจังท่ามกลางสวนดอกท้อ ทั้งที่ดูหนังมาแล้วก็ตาม
นานๆทีจะมีนิยายจีนร่วมสมัยที่มีน้ำเสียงและเรื่องเล่าแบบนี้มาแปลให้ได้อ่าน
เล่มไม่หนามาก อ่านแป๊บเดียวก็จบ อยากชวนไปอ่านกัน
ดอกฝน

