สำหรับคนเพิ่งพบเห็นแรกๆอาจไม่เข้าใจ ว่าดูอินสตาแกรมของดาราหรือคนดังคนนั้นคนนี้ หรือแม้แต่คนที่ถูกเรียกว่าเป็นเนท ไอดอล มักเห็นคนดังเหล่านั้นแต่ละคนมีเครื่องสำอาง(ที่แต่แรกคิดว่า)เป็นของแต่ละคนเอง ใช้ประจำ ทาให้ดูก่อนนอนบ้าง หรือเป็นแคปซูลกินก่อนนอนบ้าง ตื่นมาหน้าใสปิ๊ง หรือช่วยให้ย่อยง่ายระบายคล่องท้องไม่ลงพุง ตามแต่จะบรรยายสรรพคุณกันไป
แต่ที่จริงแล้ว นอกจากหลายรายซึ่งลงทุนคิดค้นสร้างผลิตภัณฑ์ของตัวเองทำธุรกิจ ชวนเชิญให้ใช้ในสื่อสาธารณะของตัว รายอื่นๆไม่น้อยที่มักถูกฝากให้ช่วยใช้ออกสื่อตามช่องทางของตัว โดยมีรายได้ตอบแทนเป็นการแลกเปลี่ยน
ว่ากันถึงสินค้าโดยเฉพาะที่เป็นเครื่องสำอาง แม้จะเป็นยี่ห้อที่มีคุณภาพซึ่งคนไม่น้อยยอมรับ แต่ก็ยังเป็นสินค้าที่ลางเนื้อชอบลางยาอยู่ดี อาจไม่เหมาะกับผู้ใช้ผู้บริโภคทุกคนเสมอไป ยิ่งเกิดเป็นสินค้าปลอม เลียนแบบข้าวของคนอื่นขึ้นมา ก็ยิ่งน่าจะเป็นเรื่องใหญ่ พลาดพลั้งหนังลอกหน้าเยินขึ้นมาจะทำไง ต่อให้เป็นน้ำเปล่าผสมแป้งดินสอพอง แต่หากราคาไม่น้อย ก็เท่ากับผู้ใช้ถูกล่อลวงเอาเปรียบ
เจ้าของสินค้าจริงย่อมเสียหาย กว่าจะแก้ไขข้อเท็จจริงได้จะใช้เวลานานเท่าไหร่ ธุรกิจจะฟุบไปหรือไม่ ส่วนผู้ใช้ของลมๆแล้งๆยิ่งงมงาย
คนทำของปลอมเลียนแบบออกมาขายนั้น ผิดกฎหมายจริงแท้แน่นอน จะกี่กระทงก็ว่ากันไป น่าสงสารคือคนที่หลวมตัวไปโฆษณาให้
จะรู้ได้ไงว่าเป็นของปลอม มิกลายเป็นคนสมรู้ร่วมคิดทำผิดไปด้วยหรือ
ที่ทำได้เฉพาะหน้าก็คือ หากหลวมตัวโฆษณาสินค้าปลอมไป ก็ต้องให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในทุกๆทาง ที่จะออกตัวปัดความรับผิดชอบไปง่ายๆนั้น ดูจะสะดวกเกินไป เพราะอย่างน้อยๆ ผู้โฆษณาสินค้าก็คือผู้สร้างความเชื่อถือกับผู้ใช้ เขาเห็นว่าเราใช้ให้ดู เขาจึงอยากใช้เหมือนเราด้วย
จึงน่าจะหาหนทางป้องกันตัวเองไว้บ้าง
สัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษรน่าจะดี และปัญหาสินค้าปลอมมักมีอยู่ไม่ขาด คนดังหรือสาวงามทั้งหลายที่มีผิวพรรณหรือรูปร่างโฆษณาสินค้าประเทืองความงามได้ ควรหาความรู้ทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปัญหานี้ไว้บ้าง จะได้ทำสัญญาหรือเขียนสัญญาป้องกันตัวเองได้สักระดับ จะรับเงินหรือไม่รับเงินค่าไหว้วานก็ว่าไป รับเงินก็อาจเสียภาษีอากรเข้ารัฐหน่อย แต่ถึงไม่ได้รับเงินก็ยังต้องรับผิดชอบด้วยอยู่ดี หากเกิดเหตุดังกล่าวขึ้นมา แต่จะรับผิดชอบถึงขนาดไหนนั้นก็ต้องว่าไปตามที่กฎหมายระบุ ที่สำคัญก็คือ ผู้ผลิตสินค้าปลอมจะยอมทำสัญญาที่จะมัดตัวเองนี้ไหม
นี่เพียงคิดขึ้นมาเพื่อป้องกันความพลาดพลั้งของคนกลาง ซึ่งมีผู้คนเชื่อถือศรัทธา ไม่กลายเป็นเครื่องมือของการหลอกหลวงไป เหนือไปกว่านั้น ชาวบ้านผู้บริโภคก็จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ เนื่องจากเราซึ่งเป็นคนดังทั้งหลายเป็นผู้ช่วยเกี่ยวเบ็ด
ทุกวันนี้ ช่องทางสื่อสารสาธารณะเปิดออกมาก แต่ละคนแต่ละฝ่ายจึงควรช่วยปกป้องกันและกัน แทนที่จะแสวงประโยชน์จากกันและกัน
มีคนดังจำนวนหนึ่ง ซึ่งไม่ยอมเป็นแบบโฆษณาสินค้าที่เขาไม่ได้ใช้ หรือที่เขาไม่เชื่อถือ แต่คนลักษณะนี้อาจมีน้อยเกินไปหรือเปล่า ประเด็นก็คือ หากเราคิดถึงผู้อื่นบ้าง ถ้าแม้นเป็นเรื่องที่เราไม่เชื่อมั่น เราจะไปคะยั้นคะยอให้คนอื่นๆเชื่อได้อย่างไร
ที่จริงมีคนเคยพูดไว้แล้วว่า การโฆษณาคือการทำสิ่งที่ไม่จำเป็นให้ดูจำเป็นขึ้นมา
เห็นใจตัวเองหน่อย แล้วช่วยเห็นใจชาวบ้านด้วย.
อารักษ์.

