วงเสวนาชู ‘เหม เวชกร’ ศิลปินครองใจสังคมไทย หวั่นพ้นยุคงานหาย ขอคนครอบครองภาพร่วมเผยแพร่

30.04.18 | 16:42 น.

เมื่อวันที่ 30 เมษายน ที่หอแสดงดนตรี อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ จัดเสวนา “เหม เวชกร : จิตรกร-นักประพันธ์กับวันในอดีต” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการจัดนิทรรศการ “เหม เวชกร ศิลปินแห่งสยาม”

รศ.สุธี คุณาวิชยานนท์ หัวหน้าภาควิชาทฤษฎีศิลป์ คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ ม.ศิลปากร กล่าวว่า สิ่งแรกที่นึกถึงครูเหมคือภาพเขียนทั้งที่เป็นระบายสี และวาดเส้นด้วยดินสอ ปากกา สีน้ำ และคนจะคุ้นกับงานขาวดำ ซึ่งน่าจะเกี่ยวกับเทคโนโลยีการพิมพ์สมัยก่อนที่มักเป็นงานขาวดำ เพราะงานส่วนใหญ่ของครูเหมเขียนเพื่อตีพิมพ์ ภาพปก ภาพประกอบต่างๆ ส่วนภาพสีมีน้อย เท่าที่มีส่วนใหญ่เป็นปกหนังสือ และภาพวิจิตรเรื่องทศชาติ และพุทธประวัติ สมัยนั้นต้องส่งพิมพ์ที่ฮ่องกง แยกเพลตสี

“สิ่งที่น่าจะครองใจคนเพราะท่านเขียนสิ่งที่เข้าใจง่าย เขียนถึงคน สัตว์ สิ่งของ ไม่ใช่เรื่องนามธรรม งานยุคหลังจะเห็นว่าฝีมือเจนจัดมากขึ้น ลายเส้นสวยงาม กายวิภาคสมจริงงดงาม โดยเฉพาะที่ผมประทับใจคือชุดผีที่สมบูรณ์มาก วงการศิลปะอาจมองว่าภาพประกอบเป็นงานเกรดล่างลงมาเมื่อเทียบกับงานวิจิตรศิลป์ แต่งานครูเหมเป็นภาพประกอบที่แต่ละชิ้นมีความเป็นศิลปะในตัวเอง ยิ่งเวลาผ่านไปจะเห็นว่าแต่ละรูปมีความสมบูรณ์ในตัวเองโดยไม่ต้องไปอ่านเรื่องที่เขียนประกอบ สิ่งที่ท่านเขียนบ่งบอกยุคสมัย สะท้อนวิถีชีวิต เสื้อผ้าหน้าผมในแต่ละยุค แสดงบรรยากาศความเป็นไทย

“ผลงานสร้างชื่อคือภาพชุดผี ด้วยทักษะที่ดีทำให้สื่อสารสิ่งที่คิดออกมาได้ดี ภาพแรง ดูแล้วมีพลัง เห็นแล้วโดนใจ แล้วยังมีภาพวิจิตร ชุดทศชาติ ชุดขุนช้างขุนแผนที่โดดเด่นในสรีระผู้หญิง การโพสต์ท่าของตัวละคร เสื้อผ้าอาภรณ์เป็นองค์ประกอบที่ช่วยให้ภาพมีเสน่ห์เซ็กซี่อย่างมีชั้นเชิง วางองค์ประกอบภาพเหมือนผู้ชมอยู่ในเหตุการณ์ด้วย ชุดประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่โดดเด่นในการลงลายเส้นดำบนกระดาษขาวโดยลงเงาด้วยเทคนิคการสานเส้น

“คาดว่าครูเหมทันเจอกับศิลปินอิตาลีที่มาสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม คือ คาร์โล ริโกลีและกาลิเลโอ กินี ที่มีกลิ่นอายคล้ายกัน มีการวาดภาพแบบเสมือนจริงมากขึ้น มีการวางแสงเงาและองค์ประกอบภาพมีระยะใกล้ไกล การจัดองค์ประกอบภาพแบบตัดตก การเขียนภาพมุมย้อนแสง

Advertisement

“เบื้องหลังความสำเร็จนอกจากเรื่องคุณภาพและคุณค่า คือเรื่องปริมาณ ท่านทำงานเยอะ ขยัน ทำงานเร็ว สิ่งที่ท่านทำตอบสนองอุตสาหกรรมการพิมพ์ มีการผลิตซ้ำหนังสือกระจายไปทั่ว ทำให้งานครูเหมเป็นที่นิยม ครองใจคนยาวนาน ส่วนในแวดวงวิจิตรศิลป์จะมีคนรู้จักน้อยกว่าครูเหม เพราะครูเหมทำเรื่องที่คนชอบ ไม่ต้านกระแส แต่เมื่อพ้นยุคแล้วงานหายไปจากอุตสาหกรรมการพิมพ์ กลายเป็นศิลปะชั้นสูง ทั้งน่าดีใจและเป็นปัญหาที่ทำให้งานไม่เผยแพร่ เพราะตอนมีชีวิตอยู่งานท่านลงมาข้างล่าง กระจายให้คนรู้จัก ขณะที่ปัจจุบันจะมีสักกี่คนที่ได้เห็นหรือครอบครองงานจริง ที่ควรจะมีคือพิพิธภัณฑ์ เปิดให้สาธารณชนเข้าชม ทำให้งานครูเหมเผยแพร่ออกไปวงกว้าง อย่าไปหวง” รศ.สุธีกล่าว

นายเอนก นาวิกมูล ผู้เชี่ยวชาญศิลปะพื้นบ้าน เจ้าของผลงานอมตะ “เพลงนอกศตวรรษ” กล่าวว่า ตนรู้จักครูเหมตั้งแต่ยังเล็ก เพราะที่บ้านเป็นร้านขายหนังสือ และเด็กรุ่นนั้นต้องได้อ่านนิตยสารชัยพฤกษ์ ที่มี อ.เปลื้อง ณ นคร ใช้นามปากกา นายตำรา ณ เมืองใต้ เป็นผู้เขียนเรื่อง และครูเหมวาดรูปประกอบ ตั้งแต่ยุค 2500

“ครูเหมมีโอกาสออกไปทำงานต่างจังหวัดตั้งแต่เด็ก อยู่กับญาติในสายสกุลทินกร วัยหนุ่มมีโอกาสได้ทำงานที่ท่าหลวง สระบุรี ได้อยู่กับเครื่องยนต์เรือ คล้าย ป.อินทรปาลิต ครูเหมใส่เรื่องชีวิตชนบทในเรื่องผีและภาพวาดต่างๆ มาก เพราะได้ไปสัมผัสมา รวมถึงเรื่องอาหารการกินที่ครูเหมชอบสรรหาของกินแปลกๆ ชีวิตชาวบ้าน เรื่องราวพ่อเพลงแม่เพลง รวมถึงชีวิตคนกรุงเทพฯยุค 2470 ที่ท่านเริ่มเขียนหนังสือแล้ว บรรยายถึงสถานที่ต่างๆ ได้เห็นภาพน่าอ่าน

“ครูเหมทำงานมาตั้งแต่อายุยี่สิบกว่า มีงานเป็นหมื่นชิ้น เริ่มเขียนงานเกี่ยวกับเรื่องทหารให้กระทรวงกลาโหม แต่ไม่มีใครเคยเห็นงานชุดนั้น อายุราว 30 วาดจิตรกรรมที่ระเบียงวัดพระแก้ว เคยวาดให้กระทรวงศึกษาชุดแมวสีสวาดและอุดมเด็กดี รวมถึงปัญญาเรณู พิมพ์ปี 2497 ที่ผมชื่นชอบมาก มีการแทรกเรื่องรักชาติ ประเพณี ธรรมชาติวิทยา สังคม

“เหตุที่ครูเหมเป็นที่รู้จัก เพราะมีลายเส้นดีและทำงานมานาน มีโอกาสเขียนงานหน้าปกต่างๆ มาก จนเป็นที่รู้จัก งานจึงต่อเนื่องและมีปริมาณมาก จนตอนนี้ยังไม่มีใครสำรวจว่ามีผลงานกี่ภาพแน่ ส่วนงานเขียนเรื่องผีของครูเหมนั้นมีคนอ่านมาก เพราะเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ คนสนใจทั้งโลก จึงเป็นเรื่องที่ขายได้

“เสียดายที่ผู้ใหญ่บ้านเราสายตาสั้น ไม่เก็บผลงานศิลปินยุคต่างๆ ปล่อยให้กระจัดกระจาย แม้แต่นักวาดยุคปัจจุบันก็ต้องซื้อเก็บ สิ่งที่สามารถทำได้อย่างเอกชนที่ครอบครองงานก็สามารถพิมพ์ภาพเผยแพร่ได้ ผู้ที่ถือครองลิขสิทธิ์ก็น่าคิดว่าจะจัดการอย่างไรต่อเมื่อปีหน้าครูเหมจะเสียชีวิตครบ 50 ปี ผู้ที่ครอบครองงานอยากให้คิดว่าเป็นทรัพย์สมบัติของชาติและของโลก ควรคิดร่วมกันว่าจะตีพิมพ์ภาพผลงานครูเหมเผยแพร่อย่างไร ทำให้เห็นว่าพาณิชย์ศิลป์ เช่น ภาพประกอบของครูเหมก็มีค่าไม่แพ้วิจิตรศิลป์” นายเอนกกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้สนใจร่วมฟังการเสวนาจำนวนมาก โดยได้ร่วมชมนิทรรศการ “เหม เวชกร ศิลปินแห่งสยาม” ซึ่งจัดในที่เดียวกับสถานที่เสวนา