เมื่อเวลาประมาณ 13.00 น. วันที่ 4 พฤษภาคม ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ กรุงเทพฯ มหาวิทยาลัยศิลปากรร่วมกับสมาคมนักศึกษาเก่าคณะโบราณคดี จัดงาน “เกร็ดประวัติศาสตร์ที่ยังคาใจ จากศิลปากรสู่บุพเพสันนิวาส”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศในงานคึกคักอย่างมากโดยมีผู้ทะยอยเข้าร่วมงานตั้งแต่ก่อนถึงเวลาเริ่มงานเป็นเวลานาน ส่วนหนึ่งแต่งชุดไทยในยุคสมัยต่างๆสร้างสีสันอย่างยิ่ง โดยก่อนเริ่มรายการเสวนา มีการขับเสภาโดยนาย ณัฏฐกฤษณ์ อกนิษฐ์ธาดา ฉายา “เสภาอาเซียน”แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกนำเนื้อหามาจากโคลงนิราศนรินทร์ ส่วนที่สองเป็นเนื้อหาที่แต่งขึ้นใหม่โดยศิษย์เก่าคณะโบราณคดี นามปากกา “ตึก หน้าพระลาน” บทเสภาส่วนนี้มีความเกี่ยวข้องกับฉาก “โล้สำเภา” ในละครบุพเพสันนิวาส
จากนั้น เวลาประมาณ 13.30 น. รศ.ดร.เชษฐ์ ติงสัญชลี อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี ได้ขึ้นเวทีสีซออู้เพลงประกอบละครบุพเพสันนิวาส ร่วมกับนายแทนไม นามเสน ศิษย์เก่าคณะโบราณคดี ตามด้วยเพลงลาวดวงเดือน
จากนั้น เป็นการเสวนาวิชาการด้านประวัติศาสตร์โดยมีการหยิบยกประเด็นต่างๆที่ปรากฏในละครและยังมีข้อถกเถียงในแง่มุมที่แตกต่าง ดำเนินรายการโดย รศ.ดร. รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเดียวกันกับ นางจันทร์ยวีร์ สมปรีดา หรือ “รอมแพง” ผู้แต่งนิยาย
นางจันทร์ยวีร์ กล่าวว่า ก่อนเขียนเรื่องบุพเพสันนิวาส ซึ่งเป็นเรื่องที่ 17 ของตน เป็นคนชอบดูละคร อ่านนิยายย้อนยุค เช่น สายโลหิต และทวิภพ จึงเกิดแรงบันดาลใจ โดยเลือกยุคพระนารายณ์เพราะมีความรุ่งเรืองหลายด้าน แต่ยังไม่ค่อยมีคนเขียนนิยายเกี่ยวกับยุคนี้ หากมีก็มักมีเนื้อหาที่ตึงเครียด ในขณะที่ตนชอบเขียนเรื่องโรแมนติคคอมเมดี้
“การใช้ข้อมูลจะร่างออกมาเลย ว่าปีไหนมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง บางเหตุการณ์อิงพงศาวดาร บางเหตุการณ์ใช้บันทึกฝรั่ง อยากตำนานของศรีปราชญ์มาใส่ในเรื่องก็นำมาใส่ และจะไม่ตัดสินว่าตัวละครในประวัติศาสตร์เป็นคนอย่างไร ส่วนตัวชอบอ่านเรื่องราวที่เป็นวิถีชีวิต เลยนำข้อมูลจากบันทึกของลาลูแบร์มาใช้เยอะ เช่น การดื่มชา มีบันทึกเลยว่าขุนนางอยุธยาชอบดื่มชา ก็เอามาใช้” นางจันทร์ยวีร์กล่าว
สำหรับกรณีที่มีผู้ตั้งคำถามว่า เหตุใดบางตอนในเรื่อง ไม่ใช่เรื่องจริงทางประวัติศาสตร์ เป็นการบิดเบือนหรือไม่ นางจันทร์ยวีร์กล่าวว่า เราไม่มีทางรู้ว่าเรื่องไหนจริงหรือไม่จริงร้อยเปอร์เซนต์ แม้กระทั่งในบันทึกต่างชาติก็มีการถกเถียงกันว่าเรื่องไหนจริงหรือไม่จริง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ ในตอนหนึ่ง “รอมแพง” ยังเล่าถึงเรื่องราวชีวิตของตนซึ่งก่อนจะมาเป็นนักเขียนนิยายเต็มตัว ได้ทำอาชีพมาอย่างหลากหลายหลังเรียนจบจากภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี ไม่ว่าจะเป็นพนักงานแนะนำเครื่องสำอาง หรือ บีเอ , เจ้าหน้าที่ธุรการ, เลขานุการทนายความ, ผู้ประเมินราคาการออกแบบตกแต่งภายใน, คอลเซ็นเตอร์ , พนักงานพิสูจน์อักษร จนถึงบรรณาธิการนิยตสารสัตว์เลี้ยง และพนักงานขายบ้านน็อกดาวน์
“เคยเป็นบีเอ ต้องไปเรียนรู้ส่วนประกอบของเครื่องสำอาง เรียนแต่งหน้า แต่ไม่ค่อยเข้าหัวเท่าไหร่ จากนั้นไปเป็นธุรการของราชภัฏแห่งหนึ่ง แล้วเป็นเลขานุการของทนายความที่ทำแม้กระทั่งให้เงินเดือนเมียน้อยเจ้านาย เคยเป็นคนประเมินราคาการตกแต่งภายใน เป็นคอลเซ็นเตอร์เคเอฟซี พิซซ่าฮัท แต่ละงานทำไม่นาน เพราะเป็นช่วงค้นหาตัวเอง นอกจากนี้ยังเคยเป็นปรู๊ฟ เป็นบก.นิตยสารสัตว์เลี้ยง ก่อนลาออกมาเป็นนักเขียนเต็มตัวคือพนักงานขายบ้านน็อกดาวน์ แล้วขายได้ด้วยนะ (หัวเราะ)”
“รอมแพง” ยังเล่าถึงรายละเอียดในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของอาชีพว่า ในปี 2549 เป็นช่วงที่ชอบเล่นเกมออนไลน์ จำได้ว่าเล่นเกมมังกรหยกออนไลน์ ตัวเองเป็นคนแนวนักเลง บู๊ แชทเร็ว คนชอบสำนวนแชทของเรา เริ่มมีคนตามเยอะ และยุให้เขียนนิยาย แต่คนคิดว่าเป็นสาวประเภทสอง (หัวเราะ) เรื่องแรกที่เขียนออกมาคือ มิติรักข้ามดวงดาว ปีนั้นปีเดียวเขียนได้ 6เรื่อง แค่เรื่องแรกก็มีสำนักพิมพ์ติดต่อมาแล้ว เลยลาออกจากงานจะเอาดีด้านนักเขียน คิดว่าเราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้


