รู้จัก “เดอะสตาร์12” ดาวดวงใหม่ผู้มี “ฝัน” และ “ใจ” เดียวกัน

สร้างความคึกคักได้มากทีเดียว สำหรับ เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 12 ที่ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 20.00 น. ทางช่องวัน เพราะนอกจากจะเป็นปีแรกที่เปลี่ยนโฉมใหม่หมดตั้งแต่รูปแบบรายการ กระทั่งกรรมการผู้ตัดสิน ความสามารถของผู้เข้าแข่ง 8 คนสุดท้าย ยังถือว่าไม่ธรรมดา

และแม้ว่าถึงตอนนี้บางคนจะต้องก้าวออกจากบ้านไปแล้ว แต่อย่างน้อยพวกเขาทั้ง 8 ก็จะต้องได้โลดแล่นในวงการบันเทิงต่อ มติชน จึงขอพาดาวดวงใหม่มาให้รู้จัก

หมายเลข 1 น้ำผึ้ง – ธนัญญา รักแก้ว1

“ติดตามรายการเดอะสตาร์มาตั้งแต่เด็กๆ เห็นรุ่นพี่ได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำก็เลยมาลองทำตามความฝันดู” น้ำผึ้ง-ธนัญญา รักแก้ว฿ สาววัย 18 ผู้ได้ ฿หมายเลข 1 ว่าถึงเหตุผลที่มาสมัคร หลังหลงรักการร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กๆ
ดังนั้นถ้าถามถึง “จุดแข็ง” เธอจึงบอก “คิดว่าตัวเองไม่ใช่สายหน้าตาแน่ๆ แต่เป็นเสียงร้องมากกว่า”
เสียงร้องสไตล์ “ดีว่า” ที่หลายคนถึงกับยกให้เป็น แก้ม เดอะสตาร์ (วิชญาณี เปียกลิ่น) คนที่ 2
“โหย ไม่กล้าเทียบกับพี่แก้มค่ะ พี่แก้มเป็นไอดอล” คนถูกชมรีบแก้
“ไม่อยากให้เปรียบเทียบว่าเหมือนกัน เพราะเราก็คือเรา พี่แก้มก็คือพี่แก้ม ต่างคนต่างมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง”
ถึงอย่างนั้นสิ่งที่เหมือนกันคงเป็นความมุ่งมั่น พยายามและตั้งใจ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะพาให้เธอผ่านมาถึงรอบนี้
รอบที่บอกเลยว่ามีแต่คนเก่งๆ ทว่าก็ไม่กดดัน
“เราเต็มที่กับตัวเอง แล้วก็สนุกไปกับเพื่อนๆ เพราะเราทั้ง 8 คนมีความฝันเดียวกัน เรามาสนุกด้วยกันดีกว่า อย่ากดดัน”
“อีกอย่างนอกจากรางวัล ประสบการณ์ที่ได้สำคัญ เราได้ทำอะไรจริงๆ ได้เรียนรู้ทุกสิ่งในวงการซึ่งเป็นอะไรที่เราไม่สามารถหาได้”

หมายเลข 2 ตงตง – กฤษกร กนกธร 1

ขณะที่ หมายเลข 2 ตงตง-กฤษกร กนกธร ว่า “ของผมคงเป็นความสุขครับ เห็นคนที่ดูเรา ชื่นชอบเรา แล้วก็ยิ้มไปกับเรา ร้องเพลงไปกับเรา เราก็มีความสุขแล้ว”
แม้นั่นจะต้องแลกกับสารพัดคำวิจารณ์ทั้งร้องเพี้ยน เด็กเส้น ก็เถอะ
“ด้วยโซเชียลต่างๆ ผมก็พอรู้พอสมควรนะครับ” หนุ่มมหาสารคามวัย 21 สารภาพ
กระนั้นก็ยืนยันว่าไม่ได้บั่นทอน แต่กลับเป็นแรงบันดาลใจเสียด้วยซ้ำ
“ทำให้เรารู้ว่าทำตรงนี้ผิดพลาดนะ เราจะได้เข้าไปเรียน เข้าไปฝึกฝนในสิ่งที่เรายังไม่แข็งพอให้พัฒนามากขึ้น และก็จะได้เอาไปโชว์ให้เขาดูว่าเรามีความพัฒนานะ”
เพราะสำหรับเขา นอกจากการร้องเพลงจะเป็น “ความฝัน” ยังเป็นบทพิสูจน์ของคนเรียนไม่เก่ง
“ผมฝันตั้งแต่เด็กๆ ที่จะเลี้ยงดูครอบครัวได้ ทางญาติผมเป็นหมอหมดแต่ผมเรียนไม่เก่งคนเดียว ก็เลยอยากเอาความสามารถของตัวเองมาพัฒนา ทำให้ที่บ้านรู้ว่าเราก็สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้โดยที่ไม่ต้องเป็นหมอ”
ดังนั้นต่อจากนี้จะเจองานหนักแค่ไหน ตงตงก็บอกอย่างมั่นใจ “ผมคงไม่กลัว ไม่เกร็งแล้วครับ”
“เรามาอยู่ตรงจุดนี้ เข้า 8 คนได้ ก็มีค่ามากพอแล้ว ผมว่าเราต้องตั้งใจกับตัวเองมากกว่า ทำของตัวเองให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุด”
“ผมก็ไม่รู้ว่าผมจะพัฒนาได้ขนาดไหน แต่ผมก็จะพยายามตั้งใจให้มากขึ้น”


หมายเลข 3 ปิ่น - พรชนก เลี่ยนกัตวา 1

ไม่ต่างจากสาววัย 18 ที่แม้จะถูกกล่าวขวัญเรื่องเสียงเพราะๆ ไปทั่วโซเชียลเน็ตเวิร์ก แต่ ปิ่น-พรชนก เลี่ยนกัตวา หมายเลข 3 กลับว่า “กดดันบ้างเหมือนกันค่ะ”
“อย่างที่ พี่อ๊อฟ (ปองศักดิ์ รัตนพงษ์) ป๋าเต็ด (ยุทธนา บุญอ้อม) พี่ลูกเกด (เมทินี กิ่งโพยม) ก็จะบอกว่า จะรอดูรอบหน้าว่าจะมีการพัฒนาขึ้นไหม ก็เริ่มกลัวแล้วว่าเราจะทำได้ไม่ดี เพราะว่าเราต้องดีขึ้นไปเรื่อยๆ ดีแล้วก็ต้องดีขึ้นไปอีก”
“ปิ่นไม่ได้มองว่าจุดแข็งเราคืออะไร แต่พยายามจะทำให้ได้ครบทุกๆ แนวเพลง แล้วก็พยายามที่จะทำให้สมบูรณ์ในทุกๆ แนวเพลง”
“แต่ถามว่าสมบูรณ์ไหม มันก็เต็มที่ที่สุดของเราแล้ว”
โดยที่ตั้งใจขนาดนั้น เพราะคนที่กวาดรางวัลมานับร้อยเวทีอยากจะเป็นนักร้อง ด้วยนอกจากจะได้ทำสิ่งที่รัก ยังสามารถจุนเจือครอบครัวได้
อย่างไรก็ตามสำหรับตำแหน่ง “ตัวเต็ง” ที่เพื่อนๆ ยกให้ เธอรีบบอก “ไม่จริง ปิ่นว่าทุกคนเป็นเดอะสตาร์ได้”
“ทุกคนมีเอกลักษณ์ มีสิ่งที่เดอะสตาร์ตามหาอยู่ แล้วทุกคนยิ่งพัฒนา ยิ่งมีอะไรออกมาเรื่อยๆ ปิ่นเชื่อว่าทุกคนไม่มีการหยุดนิ่ง ยิ่งอยู่กันนาน เราจะได้เห็นอะไรที่มันเซอร์ไพรส์มากขึ้น”
อย่างเธอเองกว่าจะถึงทุกวันนี้ ที่ถือว่าประสบความสำเร็จไปขั้นหนึ่งก็พยายามมาเป็นสิบปี
“ปิ่นเชื่อว่ากว่ามันจะถึงความฝันมันต้องเหนื่อยมาก แต่เชื่อว่ามันคุ้มค่ามากถ้าเราได้มันมา”
“ปิ่นไม่เคยเรียนร้องเพลงเลย เพราะฉะนั้นเราได้มาอยู่จุดนี้ เราได้เรียนร้องเพลง เรามั่นใจและได้เยอะขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแสดง ซึ่งเราไม่เคยผ่านจุดนั้น มันคุ้มค่า ถึงเราจะตกรอบไปวันเสาร์นี้มันก็โอเคมาก”

หมายเลข 4 เจนนี่ – รติพันธ์ พันธ์พินิจ 1

ฝั่ง เจนนี่-รติพันธ์ พันธ์พินิจ หมายเลข 4 ช่วยเสริม “สิ่งหนึ่งที่ทุกคนได้รับและไม่คิดว่าจะได้รับจากที่นี่ คือ มิตรภาพ”
ฟังแล้วคล้ายคำพูดจากเวทีนางงาม แต่สาววัย 26 ยืนยันว่าเป็นความจริง
“ถ้าได้มาอยู่กับพวกเรา 1 วันจะเข้าใจเลยว่ามันไม่ใช่การแข่งขัน มันคือครอบครัวจริงๆ”
ครอบครัวที่คอยช่วยเหลือกัน อย่างเธอที่เคยออกอัลบั้มกับ ค่ายเมโลดิก้า ในเครือ อาร์เอส เมื่อ 10 ปีก่อนก็พอแนะนำประสบการณ์ให้น้องๆ ได้
ส่วนเหตุผลที่หวนกลับเข้าวงการบันเทิงอีกครั้ง หลังเรียนจบจากสถาปัตย์ จุฬาฯ และมีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง เธอว่า “ทุกเช้าที่ตื่นมาเหมือนชีวิตมันขาด ไม่มีแรงบันดาลใจ”
“เจนนี่ค้นพบว่าความสุข ก็คล้ายๆ เพื่อนๆ คือโมเม้นท์ที่อยู่บนเวที ฟินไปกับมัน”
และแน่นอนว่า การผ่านงานบันเทิงมาทำให้สาวเจ้าได้เปรียบเรื่องประสบการณ์ แต่ขณะเดียวกันก็มีข้อเสีย “มันเป็นเรื่องความกดดัน” เจนนี่ว่า
“เพราะทุกคนรู้ว่าเคยออกอัลบั้มมาแล้ว เคยทำนู้นทำนี่มาแล้ว ถ้ามานี่ก็ต้องเจ๋ง มีมาตรฐานที่สูงกว่าเก่า ไม่ใช่ขึ้นไปเวทีทำไมคุณทำได้แค่นี้ เคยมีผลงานไม่ใช่เหรอ คนคาดหวัง”
ถึงอย่างนั้น “จุดดีของเจนนี่น่าจะเป็นสไตล์ที่ชัดเจนของตัวเอง แต่ละรอบเจนนี่จะเอาเพลงที่ค่อนข้างติดหู มาดัดแปลงและร้องให้เป็นแบบของตัวเองและเพิ่มจริตจะก้าน เพิ่มความเป็นเรา”
“แต่ด้วยพื้นฐานนิสัยเจนนี่เป็นคนตั้งใจมาก ทำอะไรต้องวางแผน คิดเยอะ เวลาเราตั้งใจ ใส่เต็มแล้วมันอาจเกินพอดี”
ซึ่งข้อเสียนี้ก็ต้องค่อยๆ ปรับแก้ เพื่อเป้าหมายที่ตั้งไว้
“ที่มาเดอะสตาร์ ไม่ได้แค่ออกซิงเกิล แต่เป็นเวทีที่ให้ได้ครบที่สุดแล้ว ทั้งการแสดง ทั้งการร้องเพลง หลักๆ เลยอยากสานต่อให้ครบวงจรเลยค่ะ”
รอดูงานของเจนนี่ได้ในอนาคตอันใกล้

และคอยเดอะ สตาร์ อีก 4 รายในมติชนต่อวันพรุ่งนี้

บทความก่อนหน้านี้ป้องกันประวัติศาสตร์ซ้ำรอย! ‘คณะวิศวะ จุฬาฯ’ นำเครื่องมือสแกนตรวจสอบความแข็งแรงของต้นไม้
บทความถัดไปคอลัมน์ : ตาชั่งพันดาว โดยทรงกลด