‘หนึ่งด้าว ฟ้าเดียว’ -ความคิด ความหวัง ความตั้งใจ และเรื่องเหลือเชื่อ

“เป็นอะไรที่ชื่นชอบมาก” ปิ่น ณัฏฐนันท์ ฉวีวงษ์ ผู้จัดละครแห่งค่ายทีวีซีน ผู้ตัดสินใจนำเรื่องราวของพระจ้าตากสินมหาราชมาสร้างเป็นละคร ‘หนึ่งด้าว ฟ้าเดียว‘ บอก

ด้วยในความรู้สึกของเธอนั้นพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ทรงมีบุญคุณกับประเทศและประชาชนอย่างใหญ่หลวง อะไรที่เธอพอจะทำให้คนไทยได้รับรู้ถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ท่านได้ก็อยากจะทำ ดังนั้นในวาระครบรอบ 25 ปีของบริษัทจึงนึกถึงเรื่องของพระเจ้าตากสินมหาราชซึ่งทีวีซีนยังไม่เคยทำขึ้นมา อย่างไรก็ดีไม่อยากจะหยิบจับเรื่องที่เคยมีคนทำมาแล้ว ด้วยแต่ละเรื่องนั้นเขาก็ทำมาดีอยู่แล้ว อีกอย่างคนดูก็น่าจะรู้เรื่องหมดแล้วเช่นกันจึงหารือ วรรณวรรธน์ คนเขียน  ‘ข้าบดินทร์’ ให้ช่วยเขียนในยุคสมัยพระเจ้าตากสิน ผ่านตัวละครต่างๆเรื่องราวใหม่ๆ

“บอกอยากได้ยุคพระเจ้าตากสิน ขออีกว่าพระเอกต้องไม่เป็นทหารแบบเรื่อง ‘ขุนศึก’ หรือ ‘ข้าบดินทร์’  มีอะไรแปลกๆบ้างไหมที่พระเอกจะเป็นได้ ส่วนนางเอกไม่เอาเรียบร้อย นุ่งห่มสไบ เพราะทำมาหมดแล้ว อยากได้อะไรที่แก่นๆ ฉลาดๆ เขาก็ขอเวลาประมาณ 3 ปี เราบอกไม่ได้ ขอ 3 เดือนแล้วกันนะ” บอกพลางหัวเราะ

เล่าอีกว่าหลังฟังประโยคนี้จบวรรณวรรธน์ก็นิ่งไป ไม่รับปาก หากเธอก็เพียรโทรหา กระทั่งได้ข่าวดี

“เขาบอก หาข้อมูลมาแล้ว พระเอกเป็นขันทีไหม เฮ้ย! มีจริงเหรอ เขาบอกมี แต่ไม่ใช่ขันทีจีน เป็นขันทีจากตุรกี”

นั่นเลยเป็นจุดเริ่มต้นของละครที่จะบอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่ครั้งเป็นพระยาตาก การกู้ชาติ มาจนถึงได้ขึ้นครองราชย์

หากกระนั้นก็ใช่ว่าหนทางจะราบรื่น ” เพราะพอเรื่องเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ทางช่องก็ต้องดูว่าเรื่องจะเป็นยังไง”

“ถูกปฏิเสธมา 2 หน 3 หน” ด้วยเหตุผลโน่น นี่ นั่น ก่อนจะได้รับการอนุมัติ และเราจะได้เห็นเรื่องราวที่ถ่ายทอดโดย เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข , แต้ว ณฐพร เตมีรักษ์ , อั้ม อธิชาติ ชุมนานนท์ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 หลังข่าวค่ำ เริ่มตั้งแต่คืนนี้วันที่ 25 เมษา

“วิธีการเล่า ถ้าเล่าเกี่ยวกับพระองค์ท่านโดยเฉพาะก็เป็นสารคดีไป ก็จะเล่าแบบมีพระเอก นางเอก ร้อยเรียงกันให้สนุก มีเกร็ดความรู้ และให้คนมีความสุขในการดูด้วย”

 

ปิ่น ณัฏฐนันท์ ยังเผยอีกเหตุผลสำคัญ ที่แม้จะโดนปฏิเสธหลายครั้ง แต่ยังอยากทำเรื่องนี้ว่า เพราะในความรู้สึกของเธอท่านเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงกอบกู้เอกราชให้ประเทศไทยนั้น ความจริงแล้ว “ท่านเป็นต่างด้าวนะ เป็นคนจีน ยังรักแผ่นดินไทยขนาดนี้ เราเกิดในเมืองไทย เราเป็นคนไทย แล้วไม่รักแผ่นดินไทยได้ยังไง”

แล้วแต่ ‘ความเชื่อ’

“ตอนเสนอเท่าไหร่ก็ไม่ได้ ติดนี่ โน่น นั่น คิดว่าคงไม่ได้ทำแล้วมั๊ง คงไม่มีบุญ แต่แปลกที่ตอนถ่ายข้าบดินทร์ ไม่ว่าจะไปที่วัดไหนหลายจังหวัด ท่านเจ้าอาวาสของวัดที่ไปถ่าย หรือวัดข้างๆจะเรียกเข้าไป แล้วให้พระเจ้าตากสินมา แทบทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นเพชรบุรี อยุธยา กาญจนบุรีได้มาเป็นสิบองค์ ไม่ใช่เล็กๆนะ องค์ใหญ่ๆทั้งนั้นเลย”

ไม่เพียงเท่านั้น ปิ่นซึ่งชื่นชอบเลข 5 มาแต่ไหนแต่ไร ยังพบว่านอกจากละครเรื่องนี้จะทำขึ้นในวาระครบ 25 ปี ทีวีซีนแล้ว  ปีที่ถ่ายทำก็เป็นปีที่ครบรอบ 250 ปีของการกอบกู้เอกราชได้สำเร็จของพระองค์ท่าน อีกทั้งเมื่อมีคนทำดาบของพระองค์ท่าน เธอก็ได้ดาบเล่มที่ 25

“แล้ววันที่ออนแอร์ตอนแรก เดิมทีจะต้องออนแอร์วันที่ 12 เมษา แต่ ‘บุพเพสันนิวาส’ ดังมาก และก็เป็นความน่ารักที่เขาทำตอนพิเศษ 3 ตอน คือถ้าเราออนวันแรกแล้วออกอากาศวันเดียวคือวันที่ 12 เมษา แล้วเป็นสงกรานต์ เราจะทำยังไง ในที่สุดก็เหมือนเป็นโชคชะตาที่ดี ที่ได้วันออนแอร์วันแรกคือวันที่ 25 เมษาอีกน่ะ คิดดู คือเป็นความรู้สึกที่ดีของเรา เราก็มีความสุขกับการที่ได้สิ่งดีๆแบบนี้มา”

ฟังแล้วก็เป็นเรื่องน่าประหลาด

“เป็นเรื่องประหลาดมาก” เธอเองก็เห็นด้วย

ประหลาดเหมือนกับหลายครั้งเวลาที่ถ่ายทำละครพีเรียด แล้วเจอ…

“ตอนถ่ายข้าบดินทร์ ถ่ายขุนศึก มีตลอด แต่ไม่ได้มีอะไรน่ากลัวนะ เราไปถ่ายสถานที่ที่เคยเกิดการรบที่สงครามเก้าทัพบ้าง อะไรบ้าง เพราะฉะนั้นพอจะมีเหตุการณ์อะไรที่เหมือนจะดูเลวร้าย อย่างน้ำป่าไหลหลากที่เขาบอกว่าจะมา แต่พอเรานึกถึงพระองค์ท่าน ว่าเราตั้งใจจะมาทำตรงนี้ ถ้าเราลบหลู่หรือทำอะไรที่ไม่ดีไป โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นใคร ทีมงานหรืออะไร ก็ขอขมาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือบรรพบุรุษที่เคยรบ ณ สถานที่แห่งนั้น ก็จะมีเหตุการณ์ที่ดีขึ้น ไม่เลวร้ายและถ่ายทำต่อไปได้อย่างราบรื่น”

“ตอนถ่ายข้าบดินทร์ฉากของแมท (ภีรนีย์ คงไทย) รำ จะถ่ายตอนเที่ยงคืน ตีหนึ่ง ตรงสถานที่จริงที่มีคนตายในสมัยก่อน เชื่อไหมว่ามีทีมงานเห็น เขามารอดูกันเป็นแถว เป็นสิบๆ เป็นห้าสิบได้ เหมือนเรามารำให้เขาดู ซึ่งในเรื่องก็เป็นฉากรำให้ทหารดูด้วยเช่นกัน”


“ก็จะมีอะไรแบบนี้ ซึ่งใครเชื่อ ก็เชื่อ ใครไม่เชื่อ ก็ไม่เชื่อนะ แต่เราก็รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ลบหลู่ไม่ได้ เอาอย่างนี้ดีกว่า”

ว่าด้วย ‘แต้ว’ และ ‘เจมส์’

“ถ้าอ่านหนังสือหน้าเจมส์จะลอยมาเลย เป็นขันทีแล้วหน้าสวยดั่งผู้หญิง จะเป็นใครไม่ได้ ส่วนแต้วเป็นอะไรที่แก่น ซน เซี้ยว ได้หมด แล้วเป็นนักแสดงที่ฝีมือดีเยี่ยมเราก็คิดถึงแต้วขึ้นมาทันที”

กับเจมส์ซึ่งไม่เคยร่วมงานกัน เธอว่าตั้งใจจะพลิกคาแรคเตอร์ ให้คนที่เคยเล่นแต่บทโรแมนติค ดราม่า มารบ มาขี้ม้า มาปลอมตัวในหลายคาแรคเตอร์ ซึ่งเขาก็ทำได้ดีนะ

“ดีมากด้วย เขาเป็นคนตั้งใจ เป็นเด็กไม่หยิบโหย่ง ไอ้นี่ไม่เอา ไอ้นี่เหนื่อย ไอ้นี่ไม่ได้  ให้ทำอะไร ทำหมด แล้วบทเขายากมากกว่านางเอกอีกนะ”

*ดูละครแล้วย้อนดูตัว

“โห หวังว่าคนดูจะชอบและมาดูกันเยอะ”

“เพราะได้ทั้งความสนุก ความบันเทิง ได้ความรู้ ว่ายุคนั้นเป็นอย่างนี้เหรอ มีกลบทเหรอ ได้รู้ประวัติศาสตร์ ได้เห็นความรักชาติ รักแผ่นดิน เห็นความหวงแหนของคนไทยต่อแผ่นดิน เห็นคนไทยด้วยกันฆ่ากันเอง คือได้เห็นหมด”

“แล้วถามว่าปัจจุบันมีไหม มันก็มี และนี่แหละเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า หรือเราอยากจะกลับไปเป็นอย่างนั้นอีก”

” คือดูละครแล้วอยากให้ย้อนดูตัวด้วย”

“จริงๆลึกๆในละครเรื่องนี้จะทำให้เรารู้สึกรักชาติมากขึ้น รู้ว่าบรรพบุรุษเสียสละขนาดไหน และพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก เด็กรุ่นใหม่จะไม่ค่อยมีความใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์เหมือนในสมัยก่อน แต่เราจะต้องให้เขาได้รับรู้ ว่าที่เขามีความสุขอยู่นี่ ไม่มีใครมากดขี่ ไม่เป็นเมืองขึ้นของใคร เพราะใคร? เพราะพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ที่ผ่านมาท่านทรงเสียสละ ก็จะได้อะไรตรงนี้ด้วย”

ในความผิดพลาด

“ละครอย่างนี้เรื่องหนึ่งใช้ทุนมหาศาลมาก ถ้าช่องไม่สนับสนุน ทำไม่ได้หรอก เพราะไม่ใช่แค่ 50 ล้าน 60 ล้าน มากกว่านั้นเยอะ ต้องเป็นคนที่รักในการที่จะทำละครแนวนี้จริงๆ”

ด้วยถ้าเป็นละครปกติธรรมดาแบบที่เธอเองก็เคยทำ โลเกชั่นมักอยู่ในตึก เปิดแอร์สบายๆ อยู่ในรถหรืออยู่ในบ้าน ซึ่งง่ายกว่า ใช้เวลาน้อยกว่า สบายกว่าการทำละครพีเรียด ด้วยละครแนวนี้ทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะของเจ้าไหน ต้องใช้โลเกชั่นกลางแจ้ง ต้องไปสร้าง-เซทฉากตากแดด ตากฝน อยู่ป่า แถมต้องถ่ายกับช้าง ม้า วัว ฯลฯ ยังมีโอกาสขาดทุนสูงมากอีกด้วย

“จริง” เธอยืนยัน เมื่อเห็นเราทำท่าสงสัย ไม่อยากจะเชื่อ

“สมมุติว่าเราเสนองบไป 10 บาท ช่องให้ แต่ไปถึงหน้างานจริงๆ วันนี้ควรจะได้ 5 ฉาก แต่กลับได้ฉากเดียว เพราะฝนตก แล้วออกกองครั้งหนึ่งไม่ต่ำกว่า 5 แสน 6 แสนบาท เพราะฉะนั้นโอกาสขาดทุนเกือบจะ 100 %”

ส่วนกับคำติชมจากคนดูที่อาจจะมีมานั้น เธอก็ว่ามีส่วนให้มีกำลังใจและทำให้ท้อได้เหมือนกัน

“เพราะแม้จะพยายามอย่างที่สุดแล้ว ก็ยังมีพลาดได้อยู่ดี”

ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้แปลว่าจะมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นแน่ๆหรอกนะ-เธอออกตัว แต่กระนั้นก็ “ขออภัยตั้งแต่ต้นเลย ถ้ามีความผิดพลาดเกิดขึ้นจริงๆ”

“แต่เราไม่อยากให้เกิดหรอก เราทำเต็มที่ที่สุดแล้ว นักแสดง  ผู้กำกับ บทประพันธ์ คนเขียนบทละคร ทุกคนเต็มที่หมด เพราะในความตั้งใจ ในความปรารถนาอย่างยิ่ง คืออยากทำให้ดีที่สุด” เพื่อถวายแด่พระองค์ท่าน สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และเพื่อให้เยาวชนรุ่นหลังได้เห็นถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ที่ท่านกอบกู้เอกราชร่วมกับบรรพบุรุษของเราจนได้มีแผ่นดินไทยมาจนทุกวันนี้และนี่คือเหตุผลทำไมถึงมาเป็น “หนึ่งด้าวฟ้าเดียว”

สำหรับละคร ‘หนึ่งด้าว ฟ้าเดียว’ เรื่องนี้