ทำเอาสาวๆ ถึงกับเคลิ้มไปกับความหวาน ของ ‘ออกพระศรีขันทิน’ ขันทีจากโต้ระกี่ และความมาดแมนของ ‘ขันทอง’ ที่แสดงโดย พระเอกหนุ่ม เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข ในละคร ‘หนึ่งด้าวฟ้าเดียว’ ที่เจ้าตัวเปิดใจให้ ‘มติชน’ ฟังถึงบทบาทขันทีที่ได้รับว่า ในชีวิตจริงนั้นตนก็อ่อนหวานอยู่แล้ว เลยรู้สึกว่าการต้องมาปลอมตัวเป็นขันทีนั้นไม่ยาก
“แต่มันก็ไม่ได้ถึงกับว่าเข้ากับเราซะทีเดียวนะครับ มันก็แค่โอเค ปรับตัวง่ายหน่อย”
ทั้งยังว่าการได้มาเล่นเรื่องนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความสนุก เพราะไม่เพียงแค่บทขันทีที่สร้างสีสันแล้ว แต่กระนั้นยังต้องเป็นนักรบ รวมไปถึง การเป็น ‘จารบุรุษ’ หรือ ผู้สอดแนม ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีฉากบู๊ด้วย
“ผมไม่เคยบู๊แบบนี้มาก่อน มันเป็นละครพีเรียดก็ต้องบู๊ด้วยดาบ ตื่นเต้นดีครับ ยากด้วย”
ก่อนถ่ายทำต้องไปเรียนคิวบู๊ถึง 3 เดือน เรียนทั้งการต่อสู้ด้วยมีดสั้น, เตะ ต่อย, ฟันดาบ และขี่ม้า ซึ่งเจมส์บอกว่า ทั้งหมดนี้การฟันดาบยากที่สุด
“ยากตรงที่ว่า ตอนถ่ายทำจริงถ้าเราเล่นช้ากล้องมันจะเห็นว่าท่าการฟันของเราไม่จริงจัง ไม่แรง”
จึงต้องอาศัยเทคนิคประเภท “ต้องฟันให้สุด ฟันผ่าน แต่ห้ามให้ดาบไปกระทบแรงๆ ต้องหักดาบนิดนึงเพื่อให้มันเฉี่ยว อะไรแบบนี้ครับ”
ทั้งนี้นอกจากการเรียนรู้เรื่องการต่อสู้การถ่ายทำดังว่า เมื่อเริ่มถ่ายทำไปไม่นานเขาก็โดนผู้กำกับ อย่าง ฟิวส์ กิตติศักดิ์ ชีวาสัจจาสกุล สั่งให้ไปเรียนรู้เพิ่มอีกเรื่อง นั่นก็คือ เรื่อง ‘ประวัติศาสตร์’
“ตอนเด็กผมเป็นคนที่ไม่ค่อยอ่านหนังสือ แล้วโง่เรื่องประวัติศาสตร์มาก ได้คะแนนน้อยมาก พอมาเล่นเรื่องนี้ผู้กำกับบอกว่ามันไม่ได้อ่ะเจมส์ มันดูไม่อิน บ้านเมืองจะแตกนะ เขาก็ให้ผมไปศึกษาประวัติศาสตร์เพิ่ม”

และนั่นก็ทำให้เขาเลือกที่จะเรียนผ่านภาพยนตร์ ‘ตำนานสมเด็จพระนเรศวร’ ทั้ง 7 ภาค
“ผมก็ไปดู พอดูเสร็จ อินมากเลยนะครับ คือยิ่งดูก็ยิ่งได้รู้ประวัติศาสตร์บ้านเรา แล้วสมัยก่อนมันไม่มีเหมือนสมัยนี้ที่ยังมีกฎหมาย มีเขตแดนชัดเจน สมัยก่อนที่เป็นยุคล่าอาณานิคมบรรพบุรุษไทยก็ปกป้องบ้านเมืองให้ยังคงอยู่”
เมื่ออินและเข้าใจกับบทบาทเนื้อเรื่องแล้ว ก็ใช่ว่าการแสดงละครเรื่องนี้จะง่าย ไร้อุปสรรค ด้วยเจมส์ว่า เขายังต้องเจอในพาร์ทของการแสดงที่ ‘ทุกฉากยากหมดเลย’
โดยเฉพาะซีนบู๊ที่ถึงกับบอกว่า ถึงตอนนี้ยังจำได้ขึ้นใจ
“เป็นซีนบู๊ที่ใช้เวลาหนึ่งฉากกับหนึ่งวันถ่ายทำกับอากาศที่ร้อน” ซึ่ง “โคตรทรมานเลยครับ”
“กว่าจะออกมาได้แต่ละฉาก มันยาก ต้องใช้พลังงานที่มหาศาลมากๆ”
“ร้อนก็ร้อน ชุดก็หนัก แล้วมีรายละเอียดที่ต้องทำ คือบู๊เนี่ยมันต้องทำท่านี้ซ้ำๆ เพื่อเปลี่ยนมุมเพื่อใช้ความเร็วเพิ่มขึ้น เพื่อใช้ความเร็วช้าลง มันมีดอกจันอีกเยอะแยะมากมาย”
ซึ่งดอกจันเยอะแยะมากมายของเจมส์นั้น ก็อย่างเช่น “บู๊แล้วคิวไม่ตรงบ้าง คิวตรงสวยแล้วแต่กล้องไม่ได้ หรือกล้องได้ก็ต้องเปลี่ยนมุม เปลี่ยนมุมก็ต้องเล่นอีกรอบนึง เปลี่ยนแคบเปลี่ยนกว้าง มีอินเสิร์ช ฟันอันนี้มาก็ต้องหยุดนิดนึงอะไรแบบนี้”
ฟังแล้วเราก็เหนื่อยแทน
![]()
แต่ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะยังมีเรื่องสภาพอากาศที่ไม่ค่อยจะเป็นใจ ด้วยตอนถ่ายเจอทั้งร้อนจัด หนาวจัด ฝนตก น้ำท่วม เรียกได้ว่าผ่านมาทุกสภาวะ
“ตอนถ่ายทำเป็นปีที่อุณหภูมิ 40 กว่าองศาแล้วใส่ชุดขันที โคตรร้อนเลย” แถมยัง “มีช่วงนึงที่ลงมา 16 องศา แล้วถ่ายกันถึงตี 3 กับชุดเกราะที่มันไม่ได้กันหนาวเลย”
“ยืนสั่นอ่ะ หนาวจนเจ็บ”พระเอกเล่าความรู้สึก
ความรู้สึกต่างจากเรื่องก่อนๆ ที่เจอแต่ละครที่การถ่ายทำค่อนข้างสะดวกสบาย เป็นคุณชาย ยืนหล่อๆ อยู่ในวัง ถึงอากาศจะร้อนบ้าง แต่ก็ไม่เท่าเรื่องนี้ที่ได้แผลกลับบ้านแทบทุกวัน
แต่กระนั้นก็เป็นงานที่เขาภาคภูมิใจ
สุดท้ายเมื่อถามว่าอยากจะพูดอะไรถึงละคร หนึ่งด้าวฟ้าเดียว เจมส์ ก็ว่า เขาอยากให้ทุกคนติดตามดูละครเรื่องนี้ เพราะนอกจากจะเป็นละครที่ครบรสและอิงประวัติศาสตร์อันน่าสนใจแล้ว
“ยังทำให้เราได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ว่ามีข้อผิดพลาดอะไรบ้าง”
เพื่อที่จะได้จำไว้เตือนใจ ไม่ให้ผิดซ้ำ

