‘3 วันดี 4 วันเศร้า’ กับเรื่องเล่าของ ‘ทราย เจริญปุระ’

“คนไม่เข้าใจหรอก คือคนก็จะบอกว่าคิดไปเองหรือเปล่า ก็ออกมาข้างนอกทำตัวร่าเริงสิ คืออะไรที่เขาโดนกันมา เราโดนมาหมดแล้ว ขนาดไปหาหมอแล้ว รักษาแล้ว ยังถูกบอกว่าดูไม่เห็นเป็นเลย กินยามากไปไม่ดีนะคะ คนเป็นห่วงตับไตเรา แต่ไม่มีใครห่วงสภาพจิตใจเราไง กลายเป็นอย่างนั้นไป

สมมุติว่าถ้าอนาคต 20 ปีข้างหน้าตับเราไม่โอเค แต่ถ้ามีชีวิตที่ดีมันก็โอเคนะ ระหว่างเลือกเจ๊งตอนนี้ เราเลือกไปลุ้นกับ 20 ปีดีกว่า เพราะหมอก็คำนวณส่วนได้ส่วนเสียอะไรต่างๆ มาแล้วก่อนจะจ่ายยา” ทราย เจริญปุระ เล่าให้ฟังในวันที่เปิดตัวหนังสือเล่มล่าสุดของเธอ ‘3 วันดี 4 วันเศร้า’ ที่เพิ่งผ่านไปหมาดๆ

หลายคนคงจำได้ถึงข่าวคราวที่นักแสดงชื่อดังมากความสามารถเคยเล่าถึงโรคซึมเศร้าที่เธอกำลังเผชิญหน้ากับมันอยู่ และมีหลายคำถามเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าที่เกิดขึ้นในสังคมไทย เป็นคำถามที่มาพร้อมความไม่รู้ ไม่แน่ใจ และไม่เข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นจากตัวผู้ป่วยเองหรือจากคนใกล้ชิด เมื่อทรายออกมาเปิดเผยถึงสิ่งที่เธอกำลังเผชิญอยู่ จึงมีบางส่วนที่สามารถแนะนำคำตอบเบื้องต้นบางอย่างให้คนที่ก็กำลังสงสัยในตัวเองได้ ก่อนที่จะไปหาหมอรักษาอย่างถูกวิธี

“คือก่อนหน้านี้เราเคยไปค้นหาในกูเกิ้ลยังไม่มีอะไรเลยที่ออกมาบอกว่า กินยาอะไร กินแล้วเป็นยังไง ง่วงไหม แพงหรือเปล่า คือไม่มีเลย ตอนนั้นรู้สึกเคว้งคว้างมาก เลยรู้สึกว่าไม่อยากให้คนที่เป็นเหมือนเราไปหากูเกิ้ลแล้วรู้สึกเคว้งคว้างเหมือนเรา ถ้าเราพอรู้อะไรบ้างเราก็อยากจะบอก บางอย่างเราบอกได้ เราให้ความมั่นใจได้ แต่สุดท้ายคุณก็ต้องไปจบลงที่หมอ จบที่เราไม่ได้ เราทำได้แค่ให้ความมั่นใจ ว่าหาหมอเถอะ”

ทรายป่วยเป็นโรคซึมเศร้า 2 ครั้ง ครั้งแรก เกิดจากประสบอุบัติเหตุรถชนเมื่อปี 2554 ซึ่งส่งผลกระทบให้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าประเภท PTSD (Posttraumatic Stress Disorder) คือความสะเทือนใจหลังอุบัติเหตุ อาการตอนแรกเริ่มจากอ่านหนังสือไม่ได้ ทั้งที่ชอบอ่านมาก รวมถึงฝันวนแต่เรื่องเหตุการณ์เดิมๆ จนตัดสินใจเข้ารับการรักษากับจิตแพทย์ กินยาอยู่ 9 เดือนจนหายจากการป่วย เว้นจากการกินยาไป 1 ปี แต่ก็กลับมาเป็นอีกครั้งในระดับ MDD (Major Depressive Disorder) คือเป็นโรคซึมเศร้าแบบออฟฟิเชียลที่เกิดจากความเครียดที่ต้องดูแลแม่ที่ป่วยเช่นกัน จากประสบการณ์ที่มีจึงสามารถถ่ายทอดหลายส่วนให้หลายคนที่เข้ามาถามได้
หลายส่วนในบางอย่างในวันนั้น กลายเป็นหนังสือเล่มดังในวันนี้อย่าง 3 วันดี 4 วันเศร้า ที่กำลังจะพิมพ์ซ้ำอีกครั้ง

“ตอนเขียนก็เศร้านะ เป็นช่วงเวลาที่เหน็ดเหนื่อย เพราะบางเรื่องเราก็ไม่อยากย้อนกลับไปแตะมัน บางวันก็ต้องไปหลบเขียนในห้องน้ำ คือสำหรับบางคนแค่ผ่านช่วงเวลานั้นก็หรูหราแล้ว แต่นี่ต้องกลับไปเขียนอีกจริงๆหรือ แถมพอเขียนไปแล้วก็โดนตีตก เพราะว่าเศร้าไป มันไม่ได้เศร้าไป นี่คือเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เพราะว่าตามข้อตกลงเราจะไม่ดึงดราม่ากัน เพราะทุกคนที่ออนยา หรือคนเกี่ยวข้องในชีวิตก็ดาวน์พออยู่แล้ว คุณจะมาเศร้าแข่งกันเพื่ออะไร อยากให้เป็นการพูดคุยมากกว่า แต่เขียนๆไปเราไม่รู้ตัวนะว่ามันเศร้ามาก พอเศร้ามาก บก. ก็จะบอกว่าพี่คะเศร้าเกินไปค่ะ ก็จะมีการปรับให้เจอกันตรงกันให้ได้มากที่สุด” ทรายเล่าให้ฟังด้วยรอยยิ้ม

หลายอย่างที่ทรายต้องการสื่อสาร ไม่ใช่แค่เพื่อคนป่วย แต่เพื่อคนรอบข้างคนป่วยด้วย

“เรื่องเหล่านี้พื้นฐานมาก เช่น ประโยคเหล่านี้ที่ไม่ควรพูดกับผู้ป่วย อันนี้ควรพูด” ทรายบอก ก่อนขยายความ

“บางคนอาจบอกว่าเรากำลังใช้ใจรับฟังเธออยู่นะ เล่ามาซิ แต่เราไม่ได้อยากให้เธอฟังนี่ ต่อให้มาคะยั้นคะยอเราก็ไม่เล่าไง คือคนป่วยนี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่น่ารักที่สุดแล้ว คือเรื่องมากเลือกคน จะรุงรังอยู่พอสมควร ทรายก็เคยเขียนในหนังสือเหมือนกันว่าถ้าคุณสบายใจจะเล่าให้คนนี้ฟังก็เล่า แต่ถ้าคนฟังอึดอัดก็บอกได้นะ คือบางทีมีคนบอกแล้วเครียด บอกแล้วเศร้า ก็ปล่อยไปเพราะนั่นคืออาการ เขาไม่มีทางดีขึ้นได้ถ้าเขาไม่ได้หาหมอ ไม่ใช่ความผิดของคุณด้วย สมมติเป็นแฟนกัน คนหนึ่งเป็นซึมเศร้า เหวี่ยงมาก ไม่รู้จะทำยังไง แต่ถ้าเลิกเดี๋ยวเขาตาย ปล่อยไปเลยค่ะ ไม่ได้ตายเดี๋ยวนี้หรอก คือคุณต้องบอกเขาด้วยว่า เรามีเรื่องเครียดเหมือนกัน เรายินดีรับฟังนะ แต่ก็ต้องรับฟังเราบ้าง ถ้ารักกันก็จะมีแบ่งปันกันบ้าง ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งจะต้องเป็นทาสรองรับอารมณ์อีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเรามองว่ามันไม่แฟร์”

ทรายเล่าสิ่งที่หวังจะสื่อสารผ่านหนังสือเล่มนี้นั้น ไม่ได้ต้องการทำให้โรคนี้เข้าใจง่ายขึ้น หรือบอกว่าโรคนี้เข้าถึงยาก แค่อยากให้มองว่าก็คือโรคหนึ่ง ที่ป่วยต้องไปรักษา เหมือนเป็นหวัด เป็นเก๊าท์

“ป่วยก็คือป่วย รักษากันไป การหาหมอถือเป็นการรับผิดชอบต่อสังคมเหมือนกัน เราก็พยายามดูแลตัวเองเพื่อเข้ากับสังคมให้ได้แล้ว ส่วนคนที่ไม่ป่วยแล้วต้องดูแลคนป่วยแล้วโดนทำไม่ดีใส่ บอกไปเลยว่าไม่ชอบ อย่าทำ เพราะว่าถ้าคุณปล่อยไป เขาอาจจะไปทำกับคนอื่นและอาจโดนต่อยกลับมาได้ ดังนั้นเราต้องทำให้เขาอยู่บนโลกความเป็นจริงให้ได้ ถ้ายังมีชีวิตกันอยู่ต่อ ต้องอยู่กับคนอื่น อยู่เลี้ยงชีพ แล้วอย่าไปคาดหวังว่าใครจะมาเข้าใจเรา พึ่งตัวเองแล้วอยู่กับมันให้ราบรื่นมากที่สุด”

เพื่อให้ทุกสามวันดี สี่วันเศร้า เป็นวันธรรมดาๆ

 

….

ดอกฝน

บทความก่อนหน้านี้คมคำ วันจันทร์ 4 มิถุนายน 2561
บทความถัดไป‘อิทธิพล คุณปลื้ม’ ประกาศรัฐบาลหนุน ‘กอล์ฟ’ สู่อุตสาหกรรมกีฬา (มีคลิป)