พีท ทองเจือ เผยโชคดีได้รับโอกาสเล่นละคร ‘อาหลอง’ จนแจ้งเกิด เป็นแรงบันดาลใจ

15.09.24 | 22:01 น.

‘พีท ทองเจือ’ เผยโชคดีได้รับโอกาสเล่นละคร ‘อาหลอง’ จนแจ้งเกิด เป็นแรงบันดาลใจ

เป็นอีกหนึ่งพระเอกของ อาหลอง-ฉลอง ภักดีวิจิตร ผู้กำกับคนดัง สำหรับ พีท ทองเจือ ที่ถือว่าได้แจ้งเกิดในงานแสดงจากละครแนวบู๊แอ๊กชั่น อย่าง ระย้า รวมถึง อังกอร์ ที่ทำให้พีทได้สร้างชื่อในบทบาทพระเอกนักบู๊ เรียกว่าเป็นอีกคนที่มีความสนิทสนม รักและเคารพอาหลองเป็นอย่างมาก ถือเป็นอีกหนึ่งการสูญเสียครั้งสำคัญ ทั้งนี้ ในงานสวดพระอภิธรรมคืนที่ 2 ที่วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร พีทก็ได้เปิดใจว่า

“จริงๆ อยากมาตั้งแต่วันแรกแล้วครับ แต่พาน้องๆ ไปแข่งที่บุรีรัมย์เพิ่งกลับมาเมื่อคืน วันนี้ก็เลยรีบมาเลย ตอนทราบข่าวก็รู้สึกไม่ดีมากๆ เพราะคุณลุงเป็นเหมือนคุณพ่ออีกคนหนึ่ง ผมฝากชีวิตกับคุณลุงประมาณ 4 ปี เป็นช่วงที่คุณลุงกลับมาบุกเบิกทีวีหลังจากไปทำภาพยนตร์ ก็ได้รับโอกาสทำงานกับแกตั้งแต่เรื่องระย้า ผมโชคดีมากๆ ที่คุณลุงเจอผม แล้วก็ให้โอกาส ผมเชื่อว่าระย้าเป็นหนึ่งในละครที่เป็นตำนาน เพราะลงทุนสูงมากๆ และใช้เวลาทำงานมา 1 ปีเต็มๆ ผลตอบรับก็ดีมากๆ จากนักแสดงคนหนึ่งได้มาแจ้งเกิดเต็มตัวกับเรื่องนี้ คุณลุงคงเห็นผมจากตอนที่ผมเล่นเรื่องหักลิ้นช้างกับทางกันตนา เหมือนดูทรงแล้วน่าจะปั้นคนนี้เป็นพระเอกแอ๊กชั่นได้ ประกอบกับผมชื่นชอบอยู่แล้ว”

ภูมิใจไหมได้โตมากับ “ฉลอง ภักดีวิจิตร”
“ใช่ครับ ก็ภูมิใจมากๆ เพราะปัจจุบันถ้าเดินไปกับผม ถ้าเจอประชาชน ทุกคนก็จะบอกว่าดีใจได้เจอตัวจริง ติดตามมาตั้งแต่อังกอร์ ตั้งแต่ระย้า ซึ่งผมยังได้ยินอยู่ทุกวัน ทุกครั้งที่ออกไปเจอพ่อแม่พี่น้องคนดู ที่เขาเพิ่งเคยเจอเราครั้งแรก ทุกคนจะพูดแบบเดียวกันหมดเสมอ ก็ดีใจมากๆ”

Advertisement

เรียกว่าคุณลุงเป็นคนปั้นให้เราได้เป็นพระเอกเต็มตัว
“ใช่ครับ แล้วมันก็ตรงกับแพชชั่นของเราด้วย คือเราเป็นนักแสดงอาชีพก็จริง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ถ้าเราเลือกได้ เราก็จะเลือกละครแอ๊กชั่นก่อน ตอนนั้นพอทำปุ๊บก็ถูกจริตกับคุณลุง ช่อง 7 ก็ชอบ คนดูก็ตอบรับดี งานที่ป้อนเข้ามาตอนนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็จะเป็นแอ๊กชั่นหมดเลย”

ได้เล่นกับคุณลุงทั้งหมดกี่เรื่อง
“ก็ได้เล่นกับคุณลุงอยู่ 4 เรื่อง 4 ปี คุณลุงจะถ่ายเรื่องละปีครับ ซึ่งอันนี้เล่าให้ฟังสนุกๆ ไม่ซีเรียส คือรายได้ของการทำงานแทบจะไม่มี คือใช้เวลาปีหนึ่งในการทำงาน ถ้าเราเฉลี่ยรายได้เป็นเดือน เดือนหนึ่งจะน้อยมากๆ แต่ว่าส่วนตัวผมไม่ได้ทำงานเพื่อเงินอยู่แล้ว ในไทม์ไลน์นั้นเราทำเพราะแพชชั่นของเราครับ ก็สนองความต้องการในการเป็นนักแสดงแอ๊กชั่น”

ตลอดเวลาที่ได้ทำงานกับคุณลุงมา เขาให้อะไรเราบ้าง
“คือทุกครั้งที่เราอยู่ที่กอง อายุเราน้อย แต่คุณลุงตอนนั้นก็เกือบ 80 แล้ว 80 กว่าแล้วด้วย แต่ตื่นเช้ามาถึงกองก่อนทุกคน เป็นคนสุดท้ายที่กลับบ้าน เอาแค่นี่ก็พอแล้ว คือเราอายุแค่นั้นเราจะมาขี้เกียจไม่ได้เลย ส่วนมากในไทม์ไลน์นั้น ผมก็จะเป็นคนแรกที่ไปถึงที่กองก่อนคุณลุงอีกครับ เมื่อก่อนเราทำงานจะไม่มีเลิก 4 ทุ่มเหมือนสมัยนี้นะครับ ถ่ายเสร็จตีสองก็คือตีสอง เช้านัด 6 โมงเช้าก็คือเป็นเวลานั้น สมมุติผมเลิกตีสามมาจากทีมดาราวิดีโอถ่ายเรื่องแม่นาค กับอั้ม พัชราภา ที่สุพรรณบุรี ต้องวิ่งมาเปิดกล้องที่โป่งน้ำร้อน ที่จันทบุรี ตอน 7 โมงเช้า ผมก็จะรีบไปทำงานเลยแทบจะไม่ได้นอน

เวลาไปอยู่กับคุณลุง ผมจะไปถึงกองคนแรก บางทีผมจะไปหลับอยู่บนรถ คุณลุงก็จะมาเคาะกระจกรถ ตื่นได้แล้ว มาทำงาน แล้วผมจะเป็นคนค่อนข้างอินกับคาแร็กเตอร์ที่ได้ อย่างบท ‘ผู้กองกาญจน์’ อังกอร์ ไปถ่ายฉากที่เราเคยเห็นปิ้งไก่อยู่ริมลำธาร พอเลิกกองทุกคนจะเข้าไปในตัวอำเภอ หรือในตัวจังหวัด เพื่อไปเข้าที่พัก แต่ผมจะนอนอยู่ที่หน้าฉากเลยริมลำธารตรงนั้น จะอยู่คนเดียวในรถ พอตอนเช้า คุณลุงจะมาเคาะรถ ผมก็จะตื่นมาอาบน้ำ ล้างหน้า ตรงลำธาร แล้วถ่ายต่อ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ทำงานสนุก มีแพชชั่นมาก

ความผูกพันยาวนาน จนช่วงหลังเราเฟดงานละครลง ยังได้เจอกันมั้ย?
“ก็ยังเจอครับ ตอนหลังผมก็พัฒนาตัวเองไปเป็นผู้สร้างหนัง ผมทำงานหนังเสร็จที่อเมริกากลับมา ผมก็ไปรับคุณลุงที่บ้าน พามาชมการตัดต่อ ให้คุณลุงติชม แล้วให้คุณลุงเช็กหนัง ให้คอมเมนต์เรื่องต่างๆ พอมีอะไร ผมก็จะโทรไปหาคุณลุงเสมอ ผมเชื่อว่าคุณลุงเห็นแพชชั่นในการทำงานของเรา ผมไม่เคยโดนคุณลุงดุหรือด่า หลายคนจะบอกว่าคุณลุงดุมาก โหด แต่จริงๆ ผมว่าคุณลุงน่ารักนะ แล้วผมไม่เคยโดนด่าสักคำ เราก็ไม่รู้สึกว่าดีใจหรือน้อยใจ เราทำงานเราพยายามดูว่าคุณลุงต้องการอะไรในการทำงาน คือเราพยายามอ่านใจและปรับตัวเองเสมอ สำหรับการเป็นผู้ใหญ่อย่างคุณลุง อย่างแรกที่เราจะให้คือเรื่องเวลาในการทำงาน เราควรตรงเวลา อย่างที่สองผมไม่เคยเลิกกองเร็ว หมดฉากตัวเองแล้วไม่รีบกลับ ผมจะอยู่กับคุณลุงจนเลิกกอง มันก็เลยทำให้คุณลุงเห็นว่าเราตั้งใจทำงาน ก็เลยเป็นคนที่อยู่กับแกได้นาน

เป็นลูกรักของอาหลอง?
“แกก็สนิทกับทุกคน แต่ว่าจริงๆ ผมเป็นคนพูดน้อยด้วย แต่ว่าทำเยอะ ทำงานเยอะ ก็อาจจะตรงใจแกนิดนึง แล้วด้วยนิสัยที่ผมไปถึงกองเร็ว ไม่รีบกลับบ้าน ระหว่างวันก็แสตนด์บายเสมอ แย่ที่สุดก็คือหลับไปคาที่เลย ด้วยความที่เป็นแบบนี้หลายๆ ฉากที่เกิดขึ้นในระย้า หรืออังกอร์ เนี่ย มันเป็นฉากที่เพิ่มขึ้นมา ณ วันที่เราอยู่หน้ากอง เช่น คุณลุงถ่ายฉากอื่นอยู่ เรือลอยอยู่ทะเล ผมก็โดดน้ำเล่น แกเห็นก็เรียกมาถามดำน้ำเป็นไหม ผมดำธรรมดาได้ นานไหมไม่แน่ใจ แต่พยายามได้ แกก็เลยเพิ่มฉากที่ระย้าดำน้ำลงไปนั่งสมาธิเพื่อวางแผนต่อสู้กับทหารญี่ปุ่น ซึ่งจริงๆ ในบทไม่มี เป็นฉากนึงที่เพิ่มๆ ขึ้นมา จริงๆ พวกฉากต่างๆ ที่เพิ่มเข้ามามันทำให้คาแร็กเตอร์ของเราค่อนข้างชัดเจน แล้วก็ทำให้คนดูถูกจริตกับพระเอกที่ดูมีแอ๊กชั่นที่ไม่ค่อยได้เคยเห็น (เรียกว่าเป็นความตาแหลมคมของอาหลอง?) ใช่ครับ คุณอาจะคิดแล้วให้ลองทำ“

วันนี้ได้มาเจอคุณอาตรงนี้แล้วมีได้บอกอะไรท่านไหม?
“ก็บอกว่าผมมาแล้ว ต้องขอโทษด้วยที่เมื่อวานมาไม่ได้จริงๆ อยู่ที่บุรีรัมย์ เมื่อวานก็รู้สึกว่าเป็นวันที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ทั้งโรเตอร์-มิย่า ที่ไปแข่งก็เป็นวันที่ไม่ดีของน้องๆ เหมือนกัน คือตำแหน่งขึ้นไปดีมากๆ แต่น้องยางแตกยางระเบิดทั้งคู่ ตอนกลางวันก็ทางญาติของคุณอาโทรมาบอกข่าว ก็เป็นวันที่ค่อนข้างแย่ ถ้าอยู่กรุงเทพฯเราคงทิ้งทุกอย่างแล้วมาเลย แต่วันนี้ก็มาตั้งแต่ 3 โมงกว่า มาหาคุณอา ตั้งใจรีบมาหา มาถึงก็รู้สึกเป็นความรู้สึกที่เราไม่ค่อยมี ยิ่งมาเจอทุกคนที่เราเคยเจอก็ไม่ได้ดีใจ ผมไม่ชอบการมาเจอกันแบบนี้เลย ไม่ค่อยโอเคแต่ก็พยายามเข้มแข็ง”

มีอะไรที่อยากจะบอกคุณอาไหม?
“แค่อยากให้คุณอาพักผ่อน เหนื่อยมาเยอะมากแล้ว คุณอาเป็นคนเดียวที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผม อายุ 90 ยังออกไปทำงานไปคุมกอง ไปนั่งกำกับ เราไม่แน่ใจว่าเราอายุเท่านั้นเราจะอยู่ในสภาพไหนอะ แต่คุณลุงสู้มากๆ แล้วก็ทำด้วยแพชชั่น ผมได้บอกทุกคนว่าถ้าเรามีแพชชั่น เราเจอแพชชั่นของตัวเองอะ อย่าทิ้งแพชชั่นเอามาสร้างอาชีพให้ตัวเองไปต่อได้ อย่าทิ้งสิ่งที่ตัวเองชอบแล้วก็รัก พยายามอยู่กับสิ่งนั้น วันนี้ทุกอาจจะบอกว่าพูดง่าย อาจจะยังไปไม่ถึง ไม่อยากให้ลืมสิ่งที่รักและแพชชั่นสักวันนึงมันจะไปได้ เราต้องไปอยู่ที่ที่เป็นที่ของเราได้”