ลีซอ รับเคยเป็นดีลเลอร์ ดิไอคอน ยันเป็นผู้เสียหาย ไม่มีลูกข่าย-ไม่เคยขายของ
เมื่อเวลา 16.50 น. วันที่ 15 ตุลาคม นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ กัน จอมพลัง พา นายธีรเทพ วิโนทัย หรือ ลีซอ อายุ 39 ปี อดีตนักฟุตบอลทีมชาติ เข้าให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวน ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) กรณีดิไอคอนกรุ๊ป
นายกัณฐัศว์เปิดเผยว่า เนื่องจากก่อนหน้านี้มีประเด็นภาพของนายธีรเทพ ที่มีการเผยแพร่พร้อมตั้งคำถามว่า คุณลีซอเป็นผู้เสียหายหรือเป็นแม่ทีมกันแน่ ต่อมาเมื่อวานนี้ (14 ต.ค.) ทางภรรยาของนายธีรเทพ ก็มีการเดินทางเข้ามาให้ปากคำไปแล้ว วันนี้นายธีรเทพจึงเดินทางเข้ามาพบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อมายืนยันความบริสุทธิ์ใจ แต่เบื้องต้นนายธีรเทพไม่ได้ขายของออกและยังไม่ได้หาลูกทีม ก็จะเป็นเหมือนคนทั่วๆ ไป ที่เปิดดีลเลอร์และไม่ได้ปล่อยของออกไป นอกจากนี้ในวันนี้ยังพาอีกท่านหนึ่งที่เป็นอดีตผู้บริหารของบริษัทดังกล่าวมาด้วย เนื่องจากขณะที่อดีตผู้บริหารดังกล่าวออกรายการโหนกระแสอยู่นั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการติดต่อมาว่า อยากได้คนนี้มาให้ปากคำ เนื่องจากคาดว่าบุคคลดังกล่าวจะมีข้อมูลเยอะ
ด้าน นายธีรเทพกล่าวว่า วันนี้มาแสดงจุดยืนชัดเจนว่าตนเป็นผู้เสียหาย เนื่องจากไม่ได้มีการขายของออกไปหรือหาลูกทีมใดๆ โดยเหตุผลที่ตนไปเจอกับนายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล หรือบอสพอล เนื่องจากตนได้รู้จักกับแม่ข่ายคนหนึ่งเป็นการส่วนตัว และก็มีโอกาสพูดคุยกัน โดยเริ่มแรกได้พูดคุยกันในส่วนของที่ตรวจ ATK เพราะภรรยาทำธุรกิจเกี่ยวกับ ATK เเม่ข่ายคนดังกล่าวก็ได้ชักชวนให้เข้าไปพูดคุยกันต่อในออฟฟิศ ซึ่งตนคิดว่าจะพูดคุยกันในส่วนของธุรกิจภรรยา จึงเดินทางไปด้วย แต่เมื่อไปถึงกลับพบว่าแม่ข่ายคนดังกล่าวพยายามชักชวนและพูดถึงสินค้ารวมไปถึงการลงทุนของบริษัทดิไอคอน จำกัด ระหว่างนั้นตนก็ได้พบกับบอสพอล ได้มีการขอถ่ายรูปกับตน และตนไม่ได้คิดอะไรจึงถ่ายไป

ยืนยันว่าครั้งนั้นเป็นการเจอกันครั้งแรกและครั้งเดียว หลังจากที่ตนได้ถูกชักชวนและโน้มน้าวจากแม่ข่ายคนสนิท จึงตัดสินใจร่วมลงทุน เนื่องจากคิดว่าเป็นคนสนิทก็ช่วยๆ ไป โดยตนได้ลงทุนไปจำนวนเกิน 220,000 บาท เนื่องจากตอนนั้นมีโปรโมชั่น โดยเป็นการสต๊อกสินค้าที่เป็นคอลลาเจนจำนวนประมาณ 10 ลัง ซึ่งตนไม่ได้รับของมา เป็นการสต๊อกของเอาไว้ที่บริษัท โดยทางด้านฝั่งนั้นให้ความเชื่อมั่นว่าไม่ต้องห่วง เหมือนกับเคสของผู้เสียหายรายอื่นๆ
นายธีรเทพกล่าวว่า ตนไม่เคยขายของออกไป เพราะไม่ได้ตั้งใจจะขายตั้งแต่แรก และจากที่ตนตรวจสอบทางบริษัทมีการขายสินค้าดังกล่าวผ่านช่องทางออนไลน์ในราคาที่ถูก แต่ขายให้กับดีลเลอร์ในราคาที่ต่างกัน ซึ่งตนมองว่าหากจะขายปลีกก็ขายลำบาก และไม่ใช่เส้นทางของตนจึงไม่ได้มีการริเริ่ม
โดยวันที่ตนเข้าไปพบแม่ข่ายคนสนิทที่ออฟฟิศ มีรถซุปเปอร์คาร์จอดอยู่ประมาณหนึ่ง ในตอนนั้นดูเหมือนน่าเชื่อถือ
นายธีรเทพกล่าวว่า จนเมื่อตนทราบข่าวในขณะนี้เกี่ยวกับบริษัทดังกล่าว ก็ไม่ได้รู้สึกตกใจอะไร เพราะเป็นสิ่งที่หากเขาทำก็ต้องยอมรับในเหตุผลที่เขาทำ ในวันนี้ตนก็มาในฐานะผู้เสียหาย เนื่องจากรู้สึกว่าทางบริษัทไม่ได้บอกข้อมูลตนทั้งหมด
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าได้มีการพูดคุยกับแม่ข่ายคนสนิทเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่ นายธีรเทพระบุว่า ตนไม่เคยพูดคุยกันเรื่องนี้ แต่พบเจอก็ทักทายกันปกติ ส่วนตัวรู้สึกว่าไม่ได้ติดใจอะไร ที่ตัดสินใจลงทุนเพราะเป็นคนขี้สงสารและชอบช่วยเหลือคนสนิทอยู่แล้ว


