บิวกิ้น อัพเดตชีวิตที่อังกฤษ รับคิดถึง พีพี ปลื้ม หลานม่า เข้ารอบ 15 เรื่องสุดท้าย ชิงออสการ์

18.12.24 | 19:52 น.

บิวกิ้น อัพเดตชีวิตที่อังกฤษ รับคิดถึง พีพี  ปลื้ม หลานม่า เข้ารอบ 15 เรื่องสุดท้าย ชิงออสการ์ 

หลังจากที่แฟนๆ ใจหาย บิวกิ้น พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล เตรียมตัวบินไปเรียนต่อที่อังกฤษ โดยการไปเรียนต่อในครั้งนี้เป็นการเรียนต่อในระดับปริญญาโทด้านผู้ประกอบการ เพื่อนำความรู้กลับมาต่อยอดการทำงานของตนเองนั้น

ล่าสุด บิวกิ้น ได้เดินทางกลับมาที่เมืองไทยเพื่อรับงานโดยเฉพาะ พร้อมกลับมาเจอแฟนคลับที่น่ารักอีกด้วย จากนั้นคาดว่าจะบินกลับไปประเทศอังกฤษต้นปีหน้า บิวกิ้น พุฒิพงศ์ ได้เผยถึงชีวิตที่ต่างแดนประเทศอังกฤษ และอัพเดตชีวิตช่วงนี้ให้ฟังว่า

อ่านข่าว – สร้างประวัติศาสตร์! หลานม่า หนังไทยเรื่องแรก เข้ารอบ 15 เรื่องสุดท้าย ชิงรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 97

อัพเดตชีวิตที่อังกฤษให้ฟังหน่อย?
“ดีครับ ค่อนข้างเปลี่ยนโมเมนตัมชีวิตนิดนึง พอไปอยู่ที่โน่นก็ได้ทำอะไรที่ตอนอยู่ที่นี่ไม่เคยทำ เช่น ซักผ้า ทำอาหาร ล้างจาน ล้างห้องน้ำ ฯลฯ คือกิจวัตรประจำวันที่ผมทำเองทุกอย่าง ถามว่าฝึกแต่ละอย่างยังไง ดูยูทูบเอา ยากสุดคือการทำกับข้าว เมนูที่ทำบ่อยข้าวผัดกระเทียม”

Advertisement

แล้วเรื่องเรียนยากแค่ไหน?
“งานเยอะครับ ปกติอยู่เมืองไทยไม่ค่อยได้จับคอมพ์ พอไปอยู่โน่นก็นั่งหน้าคอมพ์ทั้งวันทั้งคืน แต่ก็จะมีเวลาว่างเยอะขึ้น ตารางเรียนไม่เยอะ เรียนอาทิตย์ละ 4 วัน วันละ 3 ชม. ส่วนใหญ่จะเน้นให้เราออกไปเจอคน ไปสัมภาษณ์คนนั้นคนนี้ แล้วก็เอามาทำรีพอร์ต”

พอได้ใช้ชีวิตแบบคนปกติเป็นยังไงบ้าง?
“ผมอยู่เมืองไทยผมเป็นคนบ้าหรืออะไรครับ (หัวเราะ) การที่ไม่ได้มีโฟกัสมากก็ดีอีกแบบหนึ่ง ให้โอกาสเราได้ทบทวนหลายๆ อย่าง เรานิ่งขึ้น มีเวลาอยู่กับตัวเองเยอะขึ้น”

เพื่อนร่วมคลาสรู้ไหมว่าเราเป็นดารา?
“รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง ถ้าเป็นเพื่อนๆ ชาวเอเชียก็จะรู้ แต่ถ้าเป็นฝั่งยุโรป ฝั่งอเมริกาใต้ก็จะไม่ค่อยรู้ คลาสผมมีนักเรียน 70 กว่าคน มาจาก 30 กว่าประเทศ ถามว่าเขาฮือฮามั้ยกับอาชีพดาราของเรา ถ้าเป็นคนที่เคยดูหนังเราก็จะมีตกใจบ้าง เพราะเขาก็ไม่รู้ว่าเรามาเรียน แต่ถ้าเป็นเพื่อนๆ ฝั่งยุโรป ฝั่งอเมริกาก็จะไม่ค่อยอะไรมาก แค่รับรู้แล้วก็ทำตัวปกติ”

ช่วงที่ไปแรกๆ มีคิดถึงบ้านไหม?
“คิดถึงตลอดเลย เพราะช่วงแรกยังเจอกับอะไรใหม่ๆ อยู่ แต่พอเข้าที่แล้วก็เริ่มคิดถึงการทำงาน ยอมรับว่าอยู่คนเดียวก็เหงาครับ ส่วนหนึ่งก็จากอากาศด้วย แล้วก็เรื่องเพื่อนด้วย วิธีคลายเหงาก็วิดีโอคอล (หาใคร?) คนนั้นน่ะเหรอ (พีพี) ไลน์หายังไม่ตอบเลย เขาอ่านนะแต่เขาไม่ตอบ (ยิ้ม) จริงๆ ก็วิดีโอคอลหากันเรื่อยๆ แต่อาจจะไม่ใช่ทุกวัน อย่างช่วงที่ผมถ่ายเอ็มวีอยู่ที่โน่นเขาก็จะโทรมา”

บินไปเรียนต่อแต่ก็ยังมีงานเพลงให้ได้ฟัง?
“ใช่ครับ ก่อนไปก็ปล่อยเพลง Golden Hour ไว้ เพลงนี้ตั้งใจว่าจะปล่อยในช่วงที่ไม่อยู่แล้ว เผื่อว่าจะได้มีคนคิดถึงเราบ้าง ส่วนเพลงล่าสุด ยิ่งดุยิ่งชอบ อันนี้เป็นแพลนที่อยากจะชวนทีมทุกคนไปทำงานที่โน่น แล้วพอใกล้ๆ สิ้นปีก็อยากจะปล่อยเพลงเร็วสักเพลงนึงที่เป็นเพลงสนุกๆ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่”

คอนเซ็ปต์เพลงนี้มายังไง?
“คอนเซ็ปต์เพลงนี้มันมาจากว่าส่วนใหญ่พอได้ยินคำว่าดุก็จะคิดว่าเป็นความรู้สึกที่ไม่ดี แต่ผมกลับรู้สึกมันยังมีอีกมุมนึง บางทีเวลาคนมาดุเราจริงๆ แล้วคือเขาแคร์และหวังดีกับเรานะ เหมือนตอนที่พ่อแม่ดุเราอ่ะเพราะเขาเป็นห่วงไง เพลงนี้ได้พี่ทอย (THE TOYS) มาโปรดิวซ์ให้ รวมถึงเขียนเนื้อร้องทำนองด้วย ความที่พี่ทอยเป็นคนที่ตามดูศิลปินอยู่แล้วว่าแต่ละคนมีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตบ้าง เขาก็จะดึงมาใช้ในการเขียนเพลง”

การทำงานเพลงนี้เป็นยังไงบ้าง?
“เพลงนี้ได้ไปอัดที่แอบบี โรด สตูดิโอ (Abbey Road Studios) กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เข้าไปถึงได้เห็นภาพติดผนังศิลปินระดับโลกมาอัดที่นี่กันก็รู้สึกว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี ขั้นตอนในการจองก็ค่อนข้างยากและใช้เวลาพอสมควร ส่วนตอนอัดใช้เวลา 5 ชม. แต่ค่าห้องอัดแพงก็เลยหาอะไรมาอัดให้คุ้มๆ หน่อย”

เพลงนี้ใช้เงินลงทุนเยอะกว่าเพลงอื่นๆ ไหม?
“จริงๆ ค่าโปรดักชั่นไม่ได้แพง แต่มันอาจจะมีค่าเดินทาง ค่าโรงแรม ค่ากินอยู่ที่งอกขึ้นมากับการไปทำงานเมืองนอก ถ้าอยากได้โปรดักชั่นใหญ่ต้องไป PP Krit Entertainment ฝั่งโน้นเขาจะเงินถุงเงินถัง เอ็มวียิ่งใหญ่อลังการ ซีจีดินน้ำลมไฟ ส่วนของผมเน้นเดินๆ ทั่วไป”

ในเอ็มวีมีเต้นด้วย?
“ซ้อมเต้นผ่านทางซูมเอาครับ แต่พอถ่ายจริงก็มีครูจากเมืองไทยไปสอนให้ที่โน่นด้วย แล้วก็อยู่ที่หน้าเซตด้วย ผมก็ไม่ได้เต้นพลิ้วขนาดนั้นหรอก แต่อาจจะมีพัฒนาการบ้าง (พีพีว่ายังไงกับเพลงนี้?) เขาไม่ค่อยชอบอะไรที่ผมทำหรอกครับ (แต่เขาชอบเรานะ?) จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ไม่มีใครพิสูจน์ได้หรอก (เพลงนี้ไม่ได้แต่งให้เขาเหรอ?) แล้วแต่คนจะตีความครับ (พีพีดุบ่อยไหม?) บางทีก็ไม่แน่ใจว่าอันนี้ดุหรือด่าหรือโมโห เส้นมันไม่ค่อยได้ชัดเท่าไหร่”

เขาไม่คอมเมนต์เพลงเลยเหรอ?
“เขาเป็นคนมีฟอร์มนิดนึง ไม่ค่อยพูดว่าชอบหรืออะไร ส่วนใหญ่จะเป็นก็งั้นๆ ก็ดี เขาเป็นสายไม่พูดออกมา ปากแข็งปากดีครับ (ยิ้ม) อันนี้ไม่ได้ว่า แค่เล่าให้ฟังเฉยๆ แต่ผมเชื่อว่าเขาน่าจะชอบแหละ (ชอบเพลง?) ชอบเพลงสิ เราคุยเรื่องเพลงกันอยู่ไม่ใช่เหรอ”

เรื่องชีวิตคุยกันยังไงบ้าง เขาก็บอกเหงาเหมือนกัน?
“เขาไม่เหงาหรอก เพื่อนเขาก็ตั้งเยอะแยะ งานเขาก็เยอะแยะ เงินเขาก็เยอะแยะ จะเหงาอะไรชีวิตเขาน่ะ (เขาบอกคิดถึงคนทางโน้น?) ตอบไลน์ก่อนนะ เขาทิ้งไลน์ไว้นานจนกว่าจะมีอะไรสักอย่างถึงจะทักมา แล้วเขาก็จะข้ามเรื่องที่เราไลน์หาไปเลยนะ เข้าเรื่องของเขาเลย”

รู้สึกยังไงบ้างจากที่เมื่อก่อนทำงานกันก็ต้องได้เจอกันบ้าง แต่ตอนนี้ไม่ได้เจอกันเลย?
“คิดถึงนะครับ ผมว่าเป็นธรรมดาแหละ พอเราไปอยู่ที่โน่นยิ่งมีเวลาเยอะขึ้นด้วย แล้วสังคมเราอยู่ที่นี่หมด ไม่ว่าครอบครับ เพื่อน หรือคนทำงาน ทำให้คิดถึงทุกๆ อย่าง แล้วก็คิดถึงพีพีด้วย ไม่ได้เจอไม่ได้คุยกันนาน ชีวิตมันราบเรียบไปหน่อย อยากให้มีสีสันบ้าง นั่นไม่ได้ นี่ไม่เอา นั่นไม่ชอบอะไรอย่างงี้ (ยิ้ม)”

กลับมาได้เจอกันยัง?
“ยังเลยครับ วันนี้ชวนเขา เขาก็ไม่มา ถามอะไรก็ไม่ตอบเลยเนี่ย (มีของฝากให้เขาไหม?) ไม่มีเลย แต่ตัวผมคือของฝากมาให้เขาไง มันจะมีอะไรที่สำคัญไปกว่าความรู้สึกที่แบบ…กลับมาแล้วเนี่ย พีพีอยู่ไหนเนี่ย (หัวเราะ) ถามว่าขาดเขาไม่ได้เหรอ ขาดสั้นๆ อาจจะพอได้ ขาดนานๆ ก็จะเหงานิดนึง”

ล่าสุดหนัง หลานม่า สร้างประวัติศาสตร์หนังไทยเรื่องแรก เข้ารอบออสการ์ 15 เรื่องสุดท้าย ในสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม?
“ดีใจมากเลยครับ ผมไม่ได้อยู่รอฟังผลเมื่อคืนเพราะว่าเจ็ตแล็ก พอตื่นมาเห็นข่าวดีก็ไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกยังไง ดีใจกับหลายๆ อย่าง ดีใจที่มีโอกาสได้มาทำงานในหนังเรื่องนี้แล้วมันก็ไปไกลกว่าที่ทีมงานและนักแสดงคิดไว้มาก ว่าหนังจะสามารถเข้ารอบนี้ได้ ตอนที่ทำหนังกันก็ไม่ได้คิดถึงปลายทางขนาดนั้น แค่อยากทำให้สิ่งนี้ออกมาดีที่สุด ผมโชคดีมากที่เขาชวนผมมาเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานในหนังเรื่องนี้ เพราะหลานม่าให้อะไรกับผมเยอะมาก มันไปสร้างตะกอนความรู้สึกใหม่ๆ ในความคิดของเราด้วย แล้วก็มีโอกาสได้ทำงานกับคนเก่งๆ จนหนังพาให้เราไปเจอประตูใหม่ๆ และมีโอกาสต่อยอดในการทำงานอื่นอีกด้วย”

ฝันไปต่อเลยไหมว่า หลานม่า จะไปได้ไกลอีกจนเข้ารอบ 5 เรื่องสุดท้าย?
“จริงๆ ผมไม่ได้ฝันนะ อย่างเข้ารอบ 15 เรื่องก็ไม่ได้ฝันเหมือนกัน ผมรู้สึกว่ามันมาไกลมากตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วที่หนังไปสู่เทศกาลต่างๆ ประเทศต่างๆ รวมถึงฟีดแบ๊กต่างๆ เพราะตอนที่ทำผมไม่ได้มีความคาดหวังว่ามันไปสู่ปลายทางไหน ไม่ได้คาดหวังแต่ผมรอดูงานที่มันเดินทางไปมากกว่า”

แล้วแอบลุ้นไหม?
“ลุ้นนะ ตื่นเต้นด้วย แต่ผมไม่แน่ใจเลย หนังมันเป็นศิลปะที่ไม่ได้มีเส้นมาขีดวัดขนาดนั้น เราอาจจะรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ดีกว่า หนังเรื่องนั้นดีกว่า เราชอบองค์ประกอบนี้ของสิ่งนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องของรสนิยมมากๆ อย่างหลานม่ามีโอกาสได้ไปบางเทศกาล แต่บางเทศกาลเขาก็ไม่ได้ให้เราเข้าไป ฉะนั้นเลยไม่อยากเอาเรื่องอะไรต่างๆ มาคาดหวังขนาดนั้น แต่ถ้ามีโอกาสได้เข้าไปก็เป็นกำไรมากๆ ครับ”

อาม่า (ยายแต๋ว) บอกว่าเตรียมตัดชุดไว้แล้ว?
“เหรอครับ (หัวเราะ) ผมไปยืมชุดเอาแล้วกัน ผมขี้งกอะ ไม่ตัดหรอก มีเพื่อนฝูงคนไหนอยากจะสนับสนุนก็ติดต่อมาได้”

ในฐานะนักแสดงรู้สึกยังไงบ้างที่วงการบันเทิงไทยไปได้ไกลขนาดนี้?
“ผมว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมามันมีสัญญาณที่ดีสำหรับผลงานของประเทศไทยทั้งภาพยนตร์และซีรีส์ เริ่มมีงานที่สามารถเดินทางออกไปไกลได้มากขึ้น รวมถึงคนในประเทศก็ให้ความสนใจและให้ความสำคัญกับงานในประเทศมากขึ้น หลังๆ เราเห็นหนังเข้าโรงแล้วมีคนให้การตอบรับเยอะขึ้น ทุกอย่างมันกำลังขับเคลื่อนไปข้างหน้า พอในภาพใหญ่มันกำลังเติบโตและเดินไปข้างหน้ามันก็จะพาทั้งอุตสาหกรรมไปข้างหน้าจริงๆ ครับ”