เปิดเรื่องรัก ‘พชร์ อานนท์’ แมวมองนักปั้นยุคบุกเบิก
ในยุคนี้หลายคนอาจจะรู้จัก พชร์ อานนท์ ในฐานะเป็นผู้กำกับ แต่ถ้าย้อนไปยุค 90S นั้นถือว่าเป็น แมวมอง นักปั้นดารามือทอง เลยทีเดียว แต่กระนั้น พชร์ก็เล่าว่า จุดเริ่มต้นในวงการบันเทิงจริงๆ มาจากการเป็นบรรณาธิการบริหารนิตยสาร เธอกับฉัน มาก่อน โดยต้องสรรหาเด็กใหม่ ดาราหน้าใหม่มาถ่ายแฟชั่นเพื่อให้แตกต่างจากนิตยสารฉบับอื่นๆ ที่วางแผงอยู่ในช่วงนั้น
“เราเป็นหนังสือวัยรุ่นเล่มแรกที่เอาเด็กใหม่มาขึ้นปก กล้าที่จะทำ ตอนนั้นยอดขายหลายแสน เป็นเจ้าแรกที่เริ่มออกหาเด็กตามท้องถนน โนเนม เอามาขึ้นปก”
เลยเป็นที่มาของการได้ฉายาว่า “แมวมองระดับประเทศ”
“ตอนนั้นจับปั้นใครก็ดัง ทำจนมาถึงปี 2542-2543 แล้วก็หยุด ก็เริ่มไปทำหนัง ตั้งแต่ปี 2535 ก็กำกับหนังไปด้วยแล้วก็เป็น บก.ไปด้วย”

ซึ่งเจ้าตัวก็ว่าไม่ค่อยชอบนักหากใครจะเรียกว่าแมวมอง หรือนักปั้น เหตุเพราะแค่หาเด็กมาถ่ายแบบ แล้วหากหลังจากนั้นมีงานติดต่อเด็กๆ เข้ามาก็จะเป็นเพียงคนประสานให้เท่านั้น ไม่มีการหักเงินรายได้จากเด็กแต่อย่างใด
“เราก็ถือว่าเราช่วยเด็กๆ ให้ได้มีชีวิตอยู่ในวงการบันเทิงในจุดตรงนั้นมากกว่า แต่ไม่ชอบให้ใครมาเรียกเราว่าแมวมอง เราไม่ค่อยชอบ” กับการที่ว่าปั้นใครก็ดัง พชร์ก็ว่าเป็นเรื่องของดวงด้วยเช่นกัน ส่วนที่หลายคนสงสัยว่าทำไมปั้นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง พชร์กล่าวว่า เป็นเรื่องของความสะดวกในการทำงาน
“ผู้ชายทำงานสะดวก ผู้ชายเวลาถ่ายหนัง ไปต่างจังหวัด เราไม่ต้องเอาพ่อแม่เขาไป เขาปล่อยเพราะเป็นลูกผู้ชาย แต่ถ้าเป็นผู้หญิง พ่อแม่ต้องตาม เรารู้สึกว่าข้อจำกัดเยอะ และที่สำคัญเอาผู้หญิงมาลงปกเธอกับฉัน ขายไม่ค่อยได้ เราเลยเลือกแต่ผู้ชายมาถ่ายหน้าปก” ส่วนกฎเหล็กในการทำงานคือ เรื่องแฟน เพราะแฟนคลับส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง พอมีแฟนเสร็จทุกราย ตายสนิท เราไม่อยากให้มีข่าวเรื่องนี้เพราะเราขี้เกียจแก้ ถ้าจะมีแฟนก็แอบๆ ไม่ต้องเปิดเผย หรือควงแขนที่สาธารณะ แต่โชคดีที่สมัยก่อนไม่มีโทรศัพท์ เพราะไม่งั้นโดนโพสต์ เราไม่ได้ห้ามเด็กมีเพศสัมพันธ์ แต่ต้องรู้จักเก็บซ่อน”
“สมัยก่อนยุค 90 ไม่มีการทำศัลยกรรม สวยธรรมชาติ ถ้าเรื่องตีกันไม่มี แต่จะเถียงเรื่องการออกงาน ว่างานนี้ไม่ให้ไป เพราะไม่เหมาะกับคาแร็กเตอร์ หรือหางานให้แล้วไม่ไปทำ แต่ค่าตัวเด็กจะเป็นคนรับเอง”
ทั้งนี้ เมื่อถามว่าลูกรักเบอร์ 1 คือใคร
นักปั้นคนดังก็เผยว่า “รักหมด ใครจะมาบอกว่าเราลำเอียงก็ไม่ใช่ ใครที่มาจากเราเราก็เป็นห่วง ถามชีวิตประจำวัน เพราะเขาก็มาจากเราทั้งหมด”
อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงจุดเปลี่ยนจาก บก.นิตยสาร จนเริ่มมาเป็นผู้กำกับ พชร์ก็เผยว่า ด้วยความที่ชอบดูหนังตั้งแต่เด็ก ก็ได้มีศึกษาวิธีการถ่ายหนัง การกำกับ เราก็ไปรู้จักกับเพื่อนที่ทำงานฝ่ายศิลป์ เป็นรุ่นพี่ อาเปี๊ยก โปสเตอร์ ก็ไปที่กองถ่ายเขา ดูและศึกษา จนมีผู้ใหญ่เรียกเข้าไปคุยว่าสนใจที่จะเป็นผู้กำกับไหม
“เราก็ตัดสินใจอยากเป็น ก็รีบคิดโปรเจ็กต์มานำเสนอ คุยสไตล์แบบเรา ว่าใช้งบเท่าไหร่ ตอนนั้น 15 ล้านบาท ก็เยอะมากนะสมัยนั้น เขาก็ให้มา แล้วเราก็เป็นผู้กำกับเลย ออกกองเลย ก็ทำมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน”
โดยโปรเจ็กต์ที่นำเสนอไปตอนนั้นคือเรื่อง “สติแตกสุดขั้วโลก” ที่ถือว่าเป็นเรื่องที่ฉีกกฎหนังฮิตในยุคนั้น ที่ส่วนมากเป็นหนังของนักเรียน หนังวัยรุ่น
“หนังพี่มันไม่เหมือนชาวบ้าน เพราะว่ามันจะเป็นหนังนักเรียน หนังอะไรมันก็เบื่อ ก็เลยฉีกกฎ แล้วชื่อหนังก็ตั้งเอง”

“พอทำมาก็ได้ 60-70 ล้านบาท สมัยก่อนก็เยอะนะ ก็เลยทำเรื่องที่ 2 หนังทำเงินนะ แต่คนด่าเยอะไปหน่อยว่าปัญญาอ่อน คนด่าในพันทิปเยอะ ก็เลยทำอีกเรื่อง 18 ฝน เป็นหนังดราม่า สะท้อนสังคม ก็ยังมีคนด่าเหมือนเดิม แต่ด่ามาก็ด่ากลับ”
“ผลงานก็พิสูจน์คุณค่าของคนอยู่แล้ว งานเราก็ได้เงินทุกเรื่อง ไม่งั้นจะอยู่ถึงตอนนี้ได้ไง เราไม่ได้อวดดี แต่มันเป็นเรื่องจริง ก็ 32 ปีที่ทำมา”
แน่นอนว่าพูดถึง พชร์ อานนท์ ก็มาพร้อมกับชื่อหนัง “หอแต๋วแตก” โดยผู้กำกับคนดังก็เล่าว่า ไม่ได้คาดคิดว่าจะกลายมาเป็น จักรวาลของหอแต๋วแตกจนถึงทุกวันนี้
“ไม่ได้คิด คือเราชอบชื่อเฉยๆ เราไม่ได้คิดอะไรเลย เราแค่ชอบชื่อหอแต๋วแตก”
“พอทำไปแล้วมันประสบความสำเร็จไง รายได้ประมาณ 50 ล้าน ลงทุนแค่ 14 ล้านเองมั้ง คนก็ชอบ เพราะมันสดใหม่ไง กะเทยแล้วพวกกะเทยที่มาเล่นก็หน้าแบบ หน้าแบบ พี่รงค์ โก๊ะตี๋ ไม่ใช่หน้าใหม่ พี่เอกชัย อาจารย์ยิ่งศักดิ์อย่างงี้ มันก็มาจากตรงนั้น”
“ภาค 2 หอแต๋วแตกแหกกระเจิง เป็นหอแต๋วแตกที่ทำเงินเยอะ แล้วสุดท้ายพอภาคนี้ เรามาทำกับโมโน ภาคแหกสัปะหยด ก็เป็นหอแต๋วแตกที่ทำเงินสูงสุดในจำนวนหอแต๋วแตกทั้งหมด คือ 150 ล้าน”
ทั้งนี้ พชร์ อานนท์ ก็ยืนยันว่า หอแต๋วแตกจะยังมีภาคต่อไปให้แฟนๆ ได้ติดตามอย่างแน่นอน
และแม้ว่าจะเป็นผู้กำกับที่มีหนังทำเงิน แต่กระแสวิจารณ์ คำด่า ก็มีมาทุกครั้งที่หนังของ พชร์ อานนท์ ออกฉาย กับเรื่องนี้ผู้กำกับคนดังก็ว่า
“พวกที่ด่าคือไม่ดู พวกที่ดูไม่ได้ด่าหรอก เขาก็ชอบ ไม่งั้นหนังพี่จะได้ 10 ล้าน 80 ล้าน ได้ 90 ล้านได้ยังไงอะ แต่ไม่เป็นไร ก็โดนด่ามาตั้งแต่พันทิปละ พอมาโดนตรงนี้ก็จิ๊บจ๊อย ไม่ใช่โดนด่ามากๆ แล้วไม่มีงานทำ นี่กำกับอีก 3 เรื่อง ที่กำลังทำอยู่”
“เขาด่าเพราะว่าทำไม พชร์ อานนท์ ถึงได้ทำหนังเยอะขนาดนี้ 50 เรื่อง แล้วตลอดเวลาถึงปัจจุบันเนี่ยมีหนังตลอดทุกปี ปีละ 2-3 เรื่อง ขนาดโควิดหนังพี่ยังดีเลย เขาก็คงแบบทำไมไอ้พชร์ได้กำกับอยู่คนเดียว”
กับ 32 ปี ในวงการบันเทิง เมื่อถามถึงวงการบันเทิงตั้งแต่ยุค 90 จนถึงปัจจุบันนี้มีอะไรที่เหมือนเดิม หรือเปลี่ยนไปตามจังหวะบ้าง เจ้าตัวก็ว่าสิ่งที่ทำให้เปลี่ยนไปอย่างมากในตอนนี้คือการที่ทุกคนมีสื่ออยู่ในมือ

“มันเปลี่ยนไปเพราะมีมือถือไง เธอลองเขียนด่าใครสักคนดูสิ มันก็ตอบโต้ เพราะเมื่อก่อนมันตอบโต้ไม่ได้ไง เดี๋ยวนี้มันก็ด่าเธอกลับในติ๊กต็อกนั่นแหละ ไม่ใช่พี่คนเดียว คนอื่นก็เป็นเหมือนกันหมด ด่าเขาเขาก็ด่ากลับ ด่าไม่ดีเขาก็ฟ้อง แต่สมัยก่อนมันไม่เป็นอย่างงี้ไง”
“โทรศัพท์ โซเชียลมีเดียนี่แหละน่ากลัวสุด เพราะว่ามันจะ ถ้ามันจะรวมหัวจะปั้นใคร มันก็เชียร์แบบหลับหูหลับตา แต่พอข่าวนั้นไม่เป็นข่าวจริงมันก็เงียบ ไม่ทำอะไร ไม่พูดถึง”
สุดท้ายเมื่อถามถึงเรื่องราวที่ พชร์ อานนท์ เก็บเงียบไม่ค่อยพูดถึง คือเรื่องราวความรัก
“มันก็เคยมีแฟน แล้วทำไมจะต้องมาบอกคนอื่นล่ะว่าเรามีแฟน อันนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวไง ก็มีแฟนอะ อายุตั้งขนาดนี้แล้วอะ ไม่มีแฟนก็เหงาตายสิ”
ส่วนเรื่องของข่าวเมาธ์ข่าวลือว่าชอบเด็กคนนั้นคนนี้ “ก็แค่ข่าวเมาธ์ ข่าวลือ เพราะว่าแฟนฉันไม่มีใครรู้จักหรอก เพราะฉันไม่ให้ออกมาลอยหน้าลอยตาหรอก ต่างคนต่างอยู่”
เพราะไม่ใช่คนในวงการ?
“ใช่บ้าง ไม่ใช่บ้าง ก็ต่างคนต่างอยู่ เพราะว่าเขาก็ทำงานของเขา ฉันก็ทำงานของเขา บางทีเขาอาจจะอายก็ได้ว่ามาเป็นแฟนฉัน”
“ทุกวันนี้ก็มี แต่แบบ ใช่แฟนหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะมันกลายเป็นเพื่อนกันไปแล้วไง ก็ดูแลซัพพอร์ตกันไป เราก็รักคนของเรา ใครเป็นแฟนเรา เราก็รัก ก็ดูแลกันไป”

