พล ตัณฑเสถียร โอดงานละครแผ่ว ไม่มีคนจ้าง ไม่กลัวหายจากวงการ โชคดีมีเงินเก็บจนถึงอายุ 90 – ส่งกำลังใจให้ทหารไทย เชื่อมั่นในการรับมือ
หลังจากห่างหายจากหน้าจอไปนาน สำหรับนักแสดงรุ่นใหญ่ พล ตัณฑเสถียร ที่ช่วงหลังมักจะปรากฎตัวในบทบาทแขกรับเชิญมากกว่าเล่นละครยาวแบบเต็มเรื่อง ซึ่งก็ทำเอาแฟนละครคิดถึงกันรัวๆ ล่าสุด (25 ก.ค.) พล ได้มาร่วมงาน “TRSC Exclusive Dinner: New Vision and EYEvolution” ณ ชั้น 6 อาคารอื้อจื่อเหลียง (พระราม 4) ก็ได้เปิดใจถึงเรื่องนี้ อีกทั้งพล ยังได้เผยถึงสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงนี้ พร้อมส่งกำลังใจให้ทหารไทยจากเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาอีกด้วย
งานละครช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง เห็นไปร่วมแจมอยู่หลายๆ เรื่อง?
“ตอนนี้แผ่วแล้ว ไม่เห็นมีใครจ้างเลย ผลุบๆ โผล่ๆ ใครให้ไปโผล่ตอนเดียวก็ไป อย่างของพี่คิง (คิง สมจริง) ฉากเดียวก็ไป (จะได้เห็นแสดงเต็มเรื่องมั้ย?) อยาก ไม่ได้เลือกบท (หรือเพราะทำรายการอาหารคนเลยคิดว่าเบรกงานละคร?) ไม่ได้เบรก จริงๆ ก็เล่น ล่าสุดก็ยังเล่นอยู่ แต่ต้องยอมรับว่าหนึ่งก็คือของพี่เองพี่ไม่มีช่องหรืออะไรแบบนี้ เพราะฉะนั้นเราจะนักแสดงอิสระที่อาจจะต้องมีคนคิดถึงเราจริงๆ หรือว่าเราอาจจะเป็นตัวสองตัวสามที่เขาคิดถึง ก็มีแฟนๆ เรียกร้องให้เรากลับมา แต่ความรู้สึกของเราเหมือนเป็นแค่บทสนทนาที่เขาอยากจะบอกเราว่าเมื่อไหร่จะกลับมาเล่นอีก แต่พอเราเล่นเขาจะดูเหรอ แต่ว่าส่วนตัวถ้ามีคนชวนก็สนใจครับ”

ห่างหายจะละครยาวไปนานแค่ไหนแล้ว?
“เต็มๆ นี่หมายถึงเล่นยาวๆ คืออย่างล่าสุดก็มีเรื่องดวงใจเทวพรหมที่เล่นในช่วงของตอนดวงใจพิสุทธิ์เยอะนิดนึง และที่เหลือก็ไปออกบ้าง และหลังจากดวงใจเทวพรหม ก็มีช่อง 7 นิดนึง ไปเล่นเป็นพ่อของน้องไมค์ (ไมค์ ภัทรเดช) แล้วก็ไปเล่นซีรีส์กี่หมื่นฟ้า เป็นพ่อของน้องโทมัส”
ที่เราบอกว่าอยากเล่นละคร คือผู้จัดไม่ได้ติดต่อมา หรือเราห่างหายไปเอง?
“พี่มีความรู้สึกว่านักแสดงเยอะ อีกอย่างหนึ่งเอาจริงๆ เราไม่ใช่คนเล่นละครเก่ง ก็คือว่าเอาตัวรอด ถ้าอันไหนเป็นบทที่ใกล้เคียงกับตัวเรา อายุประมาณเรา เป็นบทเรียบร้อย เป็นผู้บริหารหรืออะไรแบบนี้ มันก็โอเค เพราะฉะนั้นถ้าถามพี่ คิดว่าตัวตายตัวแทนเยอะ และอีกอย่างอาชีพของเราก็ไม่ใช่นักแสดงอย่างเดียวด้วย เพราะฉะนั้นก็มีคนแทนเยอะแยะ ดังนั้นเวลาที่มีคนติดต่อมาคิดถึงเราเราก็ดีใจจะแย่อยู่แล้ว”
เห็นผลงานเพื่อนๆ นักแสดงคนอื่นมั้ย อย่างพี่อ่ำ อัมรินทร์?
“อุ๊ย! ชอบมากเลยพี่อ่ำ สมัยก่อนก็ชอบแกร้องเพลง เอาจริงๆ บทเราก็ไม่รู้ว่าเราเล่นได้หรือเปล่า คือถ้าสมมุติเป็นบทที่แรงๆ หน่อยก็จะมีเรื่องสามีเงินผ่อนที่เราเล่นเป็นพ่อของนางเอก อันนั้นก็รู้สึกว่าแรงแล้วสำหรับเรา แต่เอาจริงๆ ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก มีอะไรเข้ามาก็เล่น”

ช่วงนี้นักแสดงรุ่นใหญ่ นักแสดงมากฝีมือกลับมาแจ้งเกิดเยอะ เราอยากเป็นแบบนั้นบ้างมั้ย?
“อ๋อ กลับมาเหรอครับ ก็ให้ธรรมะจัดสรรแล้วกัน ผู้จัดก็ไม่มีคุย เอาจริงๆ ตอนนี้ก็ไม่มีคุยอะไรกับใครเลย ก็มีคุยเล่นทักทายทางโซเชียลมีเดียทั่วไป แต่ว่าเรื่องงานตอนนี้พี่พลยังไม่มีอะไร ถามว่าเป็นเพราะคนเข้าใจผิดเรื่องงานรายการอาหารมั้ย ไม่ใช่หรอก ว่างจะตาย จริงๆ ตอนนี้งานอาหารก็ไม่ได้แน่นเหมือนเมื่อก่อนด้วยซ้ำ ด้วยสภาพเศรษฐกิจสปอนเซอร์มันก็มีลดลงบ้าง เวลาก็มีว่างขึ้นเยอะ แต่ก็ไม่ได้ว่างสนิท ส่วนตัวก็คิดว่ามันก็ดีนะ เพราะเอาจริงๆ ส่วนตัวด้านหนึ่งของพี่พลก็รู้สึกว่าเราทำงานค่อนข้างหนัก เพราะฉะนั้นเราเลยไม่มีเวลาหยุดเลย ตอนนี้ช่วงนี้ก็มีเวลาให้ตัวเองบ้างก็โอเค”
อ้อนผู้จัดได้เต็มที่เลย?
“โอ้ย ไม่ต้องอ้อนหรอก (ยิ้ม) เพราะเดี๋ยวจะไปทำความเดือดร้อนให้เขา ก็คือถ้าสมมุติเห็นว่ามีอะไร คิดถึง อยากเจอกันก็แฮปปี้”
กลัวว่าเราจะค่อยๆ หายไปจากวงการมั้ย?
“เอาจริงนะไม่กลัว เพราะมีความรู้สึกว่าตัวเองก็อายุเยอะแล้ว ปีนี้ 54 แล้ว อีกไม่นานก็ลงโลงแล้วมั้ง (หัวเราะ) คือส่วนตัวพี่ให้ทุกอย่างมันเป็นไปตามอายุ เราก็รู้ว่าร่างกายเราก็ไม่เหมือนเดิม หมายถึงในเรื่องของสุขภาพ คือที่ผ่านมาพี่ว่าเราใช้ตัวเองเยอะมากเกินไป ถ้าเกิดว่าย้อนไปประมาณสัก 10 ปีก่อน ทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์ สมัยที่เราเริ่มทำอาหาร ตอนที่วงการเชฟยังไม่ได้เป็นแบบนี้ ตัวเลือกมันจะน้อย เวลามีอีเวนต์อาหารแต่ละวันก็ต้องวิ่ง 3-4 เวที เดี๋ยวนี้ก็คือแต่ละงานอีเวนต์หนึ่งก็ไปสัก 1 เวที คือมันน้อยลงเยอะมาก การที่มันน้อยลงในวันที่เรารู้สึกว่าอายุเราเพิ่มขึ้น พี่รู้สึกว่าเราโชคดี และอีกอย่างหนึ่งคือการที่เราเป็นคนไม่ฟุ่มเฟือย แล้วก็ที่เราเคยทำงานหาเงิน โชคดีที่เก็บไว้ไม่ค่อยใช้เท่าไหร่ เพราะฉะนั้นเราเลยรู้สึกว่าถ้าวันนึงเกิดอะไรขึ้นจริงๆ แล้วเราต้องเกษียณ พี่คำนวณแล้วพี่อยู่ได้ไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้ แต่อย่ามีภาระเข้ามานะ เช่น อย่ามีใครมายืม เพราะว่าธรรมชาติเราอาจจะโชคดีอย่างหนึ่ง ครอบครัวเราเป็นครอบครัวใหญ่พี่มีพี่น้อง 9 คน เราเป็นคนสุดท้อง พี่เงินน้อยที่สุดในบ้าน เพราะว่าในบ้านทุกคนเป็นนักธุรกิจหมด พี่ไม่มีคนที่ต้องห่วง คือแค่ดูแลตัวเองให้รอดก็พอแล้ว ถ้าเกิดว่าวันนึงขาดก็ไปขอที่บ้านแล้วกัน พี่ก็เลยโชคดี (อยู่สบายได้ถึงอายุ 90 เลย?) ถึงเหรอ โอเคถึงไปด้วยกันก็แล้วกัน พี่มีความรู้สึกว่าสุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญ เราก็อยากสุขภาพดีแข็งแรงไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เราก็อยู่มันไป อยู่เฉยๆ เขมรก็มาแบบเนี่ย งงไหมล่ะ”
เราได้ติดตามข่าวไทย-กัมพูชามั้ย?
“เอาจริงๆ นะ ก่อนหน้านี้พี่พลชอบติดตามข่าวชาวบ้าน จนมาช่วงหนึ่งเราค่อนข้างจะรู้สึกว่าเราไม่ชอบตัวเองในบางโมเมนต์ ในเวลาที่ใครทัวร์ลงใครแบบเนี่ย เรารู้สึกว่าอารมณ์เราไปด้วย จนพี่กลับมาสังเกตตัวเองแล้วรู้สึกว่ามันทำให้เราไม่สบายตัว เอาจริงๆ นะอย่าโกรธกันนะ เราก็เลยมีความรู้สึกว่าเราพยายามไม่บริโภคข่าวชาวบ้าน เช่น เรื่องพระ เราก็รู้ว่ามีอะไรที่ไม่ค่อยดี แต่เราไม่ลงรายละเอียด พอลงรายละเอียดเรารู้สึกว่าเราเริ่มเข้าไปเชียร์แล้ว เราเริ่มเข้าไปบวกหนึ่ง เราเริ่มเข้าไปกดไลก์ แล้วเรารู้สึกว่ามันทำให้เราดูยังไงก็ไม่รู้ มันเป็นประมาณแบบนี้ พี่พลก็เลยพยายามห่างๆ ในวันที่มีข่าวของเขมรเป็นวันที่ถ่ายรายการอยู่ พี่มารู้ข่าวแบบว่าสายมากแล้ว คือพอดีพี่เป็นแอดมินของเพจตัวเองแล้วพี่เห็นคนมาบอกว่าหนูอยู่สุรินทร์หนูยังสบายปลอดภัยดีนะคะ เราก็เลยเอ๊ะ สุรินทร์มีอะไร มาบอกฉันทำไมว่ายังสบายดี จนต้องเข้าไปดูแล้วถึงเห็นว่าเหตุการณ์บ้านเมืองมันมีอะไรบ้าง ซึ่งจริงๆ แล้วมันโคตรเศร้าเลย คือมีเรื่องกับใครไม่มี เราก็ไม่ได้บอกว่าประเทศเขาด้อยกว่าเราอะไรยังไงนะ แต่ว่ามันดูแล้วยังไงก็ไม่รู้ ดูแล้วมันไม่สบายใจ และยิ่งพอมันเกิดการปะทะกัน แล้วมีการสูญเสีย พี่ก็มีความรู้สึกว่าประเทศเรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง คือเรื่องของการคอร์รัปชันกลายเป็นเรื่องธรรมดา กลายเป็นเรื่องออกมานิดนึงแล้วก็เขินๆ เพราะฉะนั้นเด็กรุ่นใหม่มันก็เลยแบบว่า ไม่รู้พี่ว่าความผิดถูกชั่วดี คือเมื่อก่อนเวลาที่เราทำผิดอะไรนิดหนึ่งมันเป็นตราอยู่ในใจเรา แต่ตอนนี้โดนจับได้แล้วก็เขินๆ นิดนึง คือเราไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้น เพราะเรามีความรู้สึกว่าสงสารเด็กรุ่นใหม่ที่เขามาอยู่ในสภาวะแวดล้อมแบบนี้ ที่เขาไม่เคยเจออะไรสงบสุขแบบเรา ชีวิตเขายังต้องเจอทั้งโควิด เจอทั้งเหตุการณ์ประหลาดๆ อยู่เฉยๆ ก็แผ่นดินไหว ตึกถล่ม อยู่เฉยๆ ก็ระเบิด มีสงคราม มีอะไรก็ไม่รู้ และคนที่เป็นไอดอลก็แทบจะไม่มี คือเปิดทีวีมามีแต่คนขี้โกง อย่าโกรธกันนะมันก็จริงๆ ตอนนี้บ้านใครมีพี่น้องหรือญาติที่เป็นนักการเมือง ไม่แน่ใจว่าควรภูมิใจหรือเปล่า พี่เชื่อว่ามีคนดี แต่เอาภาพรวมก็แล้วกัน คือสังคมมันเป็นอะไรก็ไม่รู้มีแต่ร้านกัญชาเต็มบ้านเต็มเมือง พี่ว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องคิดอะไรแค่ดูแลตัวเองก่อนให้ดีก็พอ ทั้งเรื่องของจิตใจ และเรื่องอื่นๆ”

พี่พลอยากส่งกำลังใจให้ทางชายแดนมั้ย?
“ส่งรัวๆ เลย ไม่รู้ว่าจะช่วยอะไรยังไงได้บ้าง ใครที่บอกให้ติดแฮชแท็กอะไรมาเราก็เชื่อหมด เราก็แปะลงไป ติดหมดเลย อยากให้สถานการณ์ดีขึ้น เรารู้สึกว่าเราไม่จำเป็นต้องเอาเขากลับ หรืออะไร เราก็ฟังเท่าที่เราควรต้องอยู่ในข่าว แล้วเรายังต้องให้ความสำคัญความสนใจ พี่ก็มีความรู้สึกว่าพี่เชื่อมั่นในการแก้ไข กลยุทธ์ กลวิธี อย่าเรียกว่าตอบโต้กลับเลย ก็คือว่าการรับมือกับสถานการณ์ของทหารของเรา ไม่ว่าจะเป็นด้านบนหรือทหารบกหรืออะไรทุกอย่าง ก็อยู่ข้างทหาร”


