คลี่คลายดราม่าอัฐิ เหน่ง เหม่งจ๋าย แบ่งกันคนละครึ่ง ‘ป๋าชู’ พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หากโดนคดี

3.04.26 | 14:53 น.

คลี่คลายดราม่าอัฐิ ‘เหน่ง เหม่งจ๋าย’ แบ่งคนละครึ่ง ครอบครัว-ภรรยาตกลงร่วมกัน ‘ป๋าชู’ รับพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หากถูกดำเนินคดี

จากกรณีดราม่าที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับอัฐิของ “เหน่ง เหม่งจ๋าย” หลังถูกพบว่านำไปเก็บไว้ภายในห้องเก็บของ ของศาลาวัดกลางคลองสี่ โดยไม่ได้มีการนำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ ภายหลังจากที่ “ไอซ์” ภรรยาของผู้เสียชีวิต ได้นำอัฐิไปฝากไว้กับทางวัด สร้างความไม่พอใจให้กับคนในวงการตลกและสังคมเป็นอย่างมาก พร้อมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของสถานที่จัดเก็บ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง

ขณะเดียวกัน ฝั่งครอบครัว โดยเฉพาะลูกๆ ของ “เหน่ง” มีความประสงค์ขอแบ่งอัฐิ เพื่อนำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาภายในครอบครัว โดยต้องการแบ่งคนละครึ่ง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 เมษายน “ป๋าชู” เดินทางมายังวัดในฐานะตัวแทนครอบครัวและเพื่อนในวงการตลก เพื่อดำเนินการรับอัฐิ หลังจากไอซ์โพสต์ข้อความแสดงความยินยอมให้แบ่งอัฐิคนละครึ่ง โดยวัดนำอัฐิออกมาเตรียมดำเนินการแบ่ง

ป๋าชูเปิดเผยว่า ขณะนี้ทุกอย่างได้ข้อสรุปเรียบร้อยแล้ว มีการพูดคุยกับเจ้าอาวาสและไอซ์จนได้ข้อตกลงร่วมกันว่าจะแบ่งอัฐิออกเป็นสองส่วนเท่าๆ กัน และให้เจ้าหน้าที่ของวัดเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด ทั้งนี้ ในขั้นตอนการแบ่งอัฐิ วัดจะเป็นผู้ดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว ไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าไปภายในพื้นที่ แต่จะมีการบันทึกภาพนิ่งและวิดีโอไว้เป็นหลักฐานทุกขั้นตอน เพื่อแสดงความโปร่งใสว่าได้ดำเนินการตามลำดับขั้นอย่างถูกต้อง

Advertisement

สำหรับตัวแทนฝ่ายครอบครัวที่จะเข้ารับอัฐินั้น อาจเป็นป๋าชูหรือบุคคลอื่น ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ขณะที่ไอซ์ยังไม่ได้เดินทางมารับอัฐิด้วยตนเอง เพราะในส่วนของอัฐิที่อยู่กับทางไอซ์ ยังคงฝากไว้ที่วัด เนื่องจากเจ้าตัวยังรอฤกษ์ที่สะดวกในการประกอบพิธี

ป๋าชูระบุเพิ่มเติมว่า ในส่วนของครอบครัว หากได้รับอัฐิแล้ว จะนำกลับไปประกอบพิธีทันที โดยเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ไว้ครบถ้วนแล้ว ทั้งโกศและดอกไม้เพื่อเตรียมทำพิธี และมีแผนจะนำไปลอยอังคารในเร็วๆ นี้ ยืนยันว่า ทุกฝ่ายรวมถึงญาติพี่น้อง และบอล เชิญยิ้ม ได้รับทราบและเห็นพ้องกับข้อตกลงดังกล่าวแล้ว โดยทุกคนต้องการให้เรื่องนี้จบลง และไม่ต้องการให้เกิดดราม่าต่อไปอีก

ส่วนกรณีอัฐิในส่วนของไอซ์ที่ฝากไว้กับวัดจะมีการย้าย หรือเปลี่ยนสถานที่จัดเก็บหรือไม่นั้น ป๋าชูระบุว่า เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับไอซ์และเจ้าอาวาส เพราะเป็นสิทธิของภรรยาที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งทางครอบครัวจะไม่เข้าไปก้าวก่าย

สำหรับประเด็นข้อพิพาทอื่นๆ ที่อาจยังคงค้างคา ป๋าชูยืนยันว่า ฝั่งครอบครัวไม่ได้ต้องการสิ่งใดเพิ่มเติมอีก หลังจากได้รับอัฐิแล้วถือว่าเรื่องจบ ส่วนเรื่องทรัพย์สินให้เป็นไปตามกฎหมาย ยอมรับว่าไอซ์ก็มีสิทธิตามกฎหมายในส่วนของไอซ์

สำหรับกรณีที่ไอซ์โพสต์ชี้แจงในโซเชียล ป๋าชูระบุว่า ต่างฝ่ายต่างมีมุมมองและข้อมูลของตนเอง ซึ่งประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน พร้อมย้ำว่าไม่ต้องการเข้าไปก้าวก่าย เพราะเกรงจะทำให้เกิดดราม่ารอบใหม่

และในประเด็นทางกฎหมาย ป๋าชูยอมรับว่า ตระหนักดีว่าการแสดงความคิดเห็นหรือการกระทำบางอย่างอาจนำไปสู่การถูกดำเนินคดี หากมีส่วนใดที่ตนกระทำผิดก็พร้อมยอมรับ และเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการขอโทษ การรับโทษตามคำพิพากษาของศาล ไม่ว่าจะเป็นติดคุก หรือเสียค่าปรับ ยืนยันว่าสิ่งที่ทำลงไปทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือลูกๆ ของเหน่ง ไม่ได้มีเจตนาเพื่อประโยชน์ส่วนตัวแต่อย่างใด และย้ำว่าไม่เคยรับเงินจากฝ่ายใครแม้แต่บาทเดียว ตลอดระยะเวลาที่เข้ามาช่วยจัดการงานศพ ตั้งแต่การทำความสะอาดพื้นที่ จัดเตรียมอุปกรณ์ ไปจนถึงการดำเนินพิธีต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ป๋าชูเปิดเผยว่า ยังไม่ได้มีการพูดคุยโดยตรงกับไอซ์ เนื่องจากไม่สามารถติดต่อได้ แม้จะมีผู้ใหญ่พยายามช่วยประสานให้ แต่หากอีกฝ่ายพร้อมพูดคุยก็ยินดีเจรจาเพื่อยุติปัญหาโดยไม่ต้องถึงขั้นฟ้องร้อง

ท้ายที่สุดป๋าชูยอมรับว่า จุดเริ่มต้นของดราม่ามาจากการที่มีผู้พบอัฐิถูกเก็บไว้ในลักษณะที่ไม่เหมาะสม จนเกิดความไม่พอใจ โดยยกตัวอย่างว่า หากเป็นครอบครัวของใครก็ตาม เมื่อพบสภาพเช่นนั้นก็ย่อมรู้สึกโกรธเช่นเดียวกัน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวจึงกลายเป็นชนวนให้เกิดกระแสดราม่าในสังคม

ผู้สื่อข่าวสอบถามป๋าชู ถึงกรณีโพสต์ของไอซ์ที่ระบุว่า ไม่ทราบมาก่อนว่าทางวัดจะนำอัฐิไปเก็บไว้ในจุดดังกล่าว จนกลายเป็นประเด็นที่ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงความเหมาะสม พร้อมถามว่ามีการพูดคุยกับทางวัดหรือไม่ถึงเหตุผลที่จัดเก็บในลักษณะนั้น เนื่องจากดูเหมือนมีการโยนความรับผิดชอบไปยังทางวัดบางส่วน

ป๋าชูชี้แจงว่า อันดับแรกต้องให้เกียรติสถานที่และระบบของวัดก่อน โดยอธิบายว่าภายในวัดมีโครงสร้างการทำงานชัดเจน ทั้งเจ้าอาวาสและมัคนายก ซึ่งตนก็อยู่ในวัดและมีความรู้เกี่ยวกับพิธีกรรมทั้งหมด ตั้งแต่ขั้นตอนแรกไปจนถึงพิธีสวดต่างๆ พร้อมย้ำว่า คำสั่งของเจ้าอาวาสถือเป็นสิ่งสูงสุดในการดำเนินการต่างๆ ภายในวัด โดยภายหลังการฌาปนกิจ เมื่อเสร็จสิ้นแล้ว ในวันรุ่งขึ้นจะต้องมีพิธีตามขั้นตอนต่อเนื่อง และหลังจากดำเนินพิธีเรียบร้อยแล้ว จะเป็นขั้นตอนที่เจ้าภาพต้องแจ้งความประสงค์กับทางวัดว่าต้องการดำเนินการกับอัฐิอย่างไร

ในกรณีนี้ ป๋าชูระบุว่า เจ้าภาพได้แจ้งเพียงว่าต้องการฝากอัฐิไว้กับทางวัดก่อน แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดหรือรูปแบบการจัดเก็บที่ชัดเจน ทำให้เจ้าหน้าที่วัดและมัคนายกไม่ทราบแนวทางที่แน่นอน จึงนำอัฐิไปวางไว้ตามที่เห็น

อย่างไรก็ตาม จุดที่กลายเป็นปัญหาคือ ลักษณะของพื้นที่ที่นำไปจัดเก็บนั้นอยู่ในบริเวณที่มีลักษณะคล้ายกองของเก็บรวมกับสิ่งของอื่น รวมถึงเป็นห้องเก็บของ ทำให้ภาพที่ออกมาดูไม่เหมาะสม และกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม โดยป๋าชูมองว่า หากมีการนำไปจัดวางในพื้นที่ที่เหมาะสมกว่านี้ เช่น ศาลาหรือจุดที่ดูเป็นสัดส่วน อาจจะไม่เกิดประเด็นดังกล่าวขึ้น

เมื่อถามว่า ปัญหานี้อาจเกิดจากการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนตั้งแต่ต้นหรือไม่ ป๋าชูยอมรับว่า มีความเป็นไปได้ เนื่องจากในขั้นตอนหลังฌาปนกิจ โดยปกติแล้วตนมักจะเข้ามาดูแลต่อด้วยตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อเป็นคนในวงการตลก แต่ในกรณีของเหน่ง ตนไม่ได้เข้ามาดำเนินการต่อ เนื่องจากมองว่าหน้าที่ของตนสิ้นสุดลงแล้ว และมีปัจจัยบางอย่างที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ ทำให้การดูแลในขั้นตอนต่อจากนั้นตกเป็นหน้าที่ของไอซ์ ในฐานะภรรยาของผู้เสียชีวิต ซึ่งจะเป็นผู้ตัดสินใจดำเนินการในลำดับขั้นต่างๆ ต่อไป

ในส่วนของขั้นตอนการแบ่งอัฐิ ป๋าชูระบุว่า จะไม่เข้าไปมีส่วนร่วม แต่จะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของวัดเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด พร้อมทั้งมีการบันทึกภาพและวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งทางครอบครัวหรือผู้เกี่ยวข้องก็สามารถบันทึกภาพได้เช่นกัน เพื่อความโปร่งใสในทุกขั้นตอนของการดำเนินการ