เจาะเส้นทาง ‘อโยธยาเอยาวดี’ ผ่านความคิด Amulin โปรกอล์ฟดาวรุ่ง ผู้เบนเข็มทิศชีวิต สู่เส้นทางนักวาด กับความลับหลังฉาก ‘ให้ทุกการเล่าขาน มีนามข้าเคียงท่าน นิรันดร์กาล’
“ให้เรื่องราวของท่านมีข้าอยู่ในนั้น…ให้ทุกการเล่าขาน มีนามข้าเคียงท่าน นิรันดร์กาล”
ประโยคที่เป็นทั้ง “จุดเริ่มต้น” และ “จุดจบ” เรื่องราววัยเยาว์ของ “ทายาทพระองค์โต แห่งอโยธยา” และ “พระมหาอุปราช แห่งหงสาวดี” จากการ์ตูนดัง เรื่อง “อโยธยาเอยาวดี“ ที่โดนใจนักอ่านรุ่นใหม่ และได้รับการซื้อลิขสิทธิ์ไปเผยแพร่ในต่างประเทศ อย่าง ไต้หวัน และญี่ปุ่น ด้วยนั้น
เป็นฝีมือของ นักวาดชาวไทย วัย 31 ปี เจ้าของนามปากกา Amulin หรือ โบ – ชาลิสา ลิมปิผลไพบูลย์
ซึ่งชื่อของเธอไม่ได้เป็นที่รู้จักแค่ในวงการงานสร้างสรรค์ แต่ตลอดระยะเวลาราว 20 ปีที่ผ่านมา ชาลิสา เป็นโปรกอล์ฟ ที่หวดสวิงในสนามการแข่งขันมาแล้วทั้งในประเทศและทัวร์นาเมนต์ต่างประเทศ โปรโบ เข้าสู่วงการกีฬากอล์ฟตอนอายุ 11 ปี กระทั่งเทิร์นโปรเป็นอาชีพ ตั้งแต่อายุเพียง 19 ปีเท่านั้น

แล้วอะไรคือ “จุดเปลี่ยน” ที่ทำให้ โปรกอล์ฟดาวรุ่ง กลายมาเป็น นักวาดการ์ตูน เต็มตัว ชาลิสา เล่าว่า สิ่งนั้นคือ “โควิด-19” ในช่วงเวลาที่ทุกอย่างหยุดชะงัก ทำให้เธอได้ใคร่ครวญถึงสิ่งที่ชอบอย่างจริงจัง นั่นคือ การวาดการ์ตูน ซึ่งอยู่กับเธอเสมอ ทั้งในเวลาเครียด กดดันกับการลงแข่ง หรือในเวลาที่มีความสุข อย่างเด็กๆ ในสนามที่มักจะมาขอให้เธอช่วยวาดรูปลงบนลูกกอล์ฟให้
“ยอมรับว่าก่อนหน้านี้ เรากระหายความสำเร็จ กับกอล์ฟเราทำมันได้ดีเกินกว่าที่จะถอย แต่ไม่ได้ดีพอที่จะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จ จนกระทั่งจุดหนึ่งเราเหนื่อยกับการวิ่งไล่ตามสิ่งที่ไม่รู้ว่าต้องการมันจริงๆ ไหม ประจวบกับช่วงโควิด ที่เราอาจจะตายพรุ่งนี้เลยก็ได้ ถ้าไม่ได้เริ่มทำอะไรที่อยากทำจะเสียใจไหม” ชาลิสาเล่าด้วยน้ำเสียงจริงจังถึงการตัดสินใจ เปลี่ยนงานอดิเรกให้เป็นรูปธรรม แม้ไม่รู้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นยังไง
อย่างไรก็ตาม อโยธยาเอยาวดี ไม่ใช่การ์ตูนชิ้นแรกของเธอ แต่เป็นผลงานลำดับที่ 11 แล้ว ด้วยก่อนหน้านี้ยังมีเรื่อง “บุษบาเสี่ยงตรีน” ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน และกำลังจะกลายเป็นซีรีส์ให้ได้ชมเร็วๆ นี้ ที่เรื่องราวก็มีการหยิบยกวรรณคดีมาปรุงแต่งขึ้นใหม่ ทว่ากับเรื่อง “อโยธยาเอยาวดี” ฉีกไปเป็นเรื่องราวที่มีกลิ่นอายบนเส้นเรื่องประวัติศาสตร์


“โบเหมือนเด็กไทยทั่วไป ที่รับรู้ประวัติศาสตร์ในแง่ที่ว่าพระนเรศกับพระมหาอุปราชเป็นคู่กัดกันมา ก่อนที่เราจะเกิด what if ขึ้นมาว่า ถ้าเขาไม่ได้เกลียดกันล่ะ ถ้าหากยุทธหัตถีครั้งนั้นไม่ได้เกิดจากความเกลียดชัง อย่างที่เรารับรู้มามันจะเป็นยังไง ภาพสุดท้ายตรงนั้นมันจะเปลี่ยนจากความสะใจที่ได้ฟาดฟัน เป็นอะไรบ้าง จึงได้วาดการ์ตูน 3 ช่องขึ้นมา” หลังจากนั้นก็กลายเป็นไวรัล ที่มีทั้งกระแสบวกและลบ

“พอมันไปค้านกับความเชื่อหรือภาพจำของทุกคน โบก็เข้าใจได้ว่าทำไมถึงมีแรงต้านขึ้นมา แต่ถึงจะเข้าใจได้ เราก็ไม่สามารถยอมรับได้ว่า ทำไมฉันต้องโดนด่าขนาดนั้น”
“ในการไม่กล้าเขียนต่อก็มีความไม่ยอมอยู่ด้วย”
นักวาด Amulin กล่าวย้ำและว่า ระหว่างที่เขียนบุษบาเสี่ยงตรีน เธอเลยซุ่มหาข้อมูลและเก็บความเจ็บใจไว้ลึกๆ แต่มันก็เป็นแค่เชื้อไฟที่คงไม่สามารถจุดติดได้ ถ้าไม่มีแรงส่งเสริมจากนักอ่าน เธอเลยเฝ้าบอกตัวเองไว้เสมอว่า “สิ่งนี้ไม่ใช่แค่เรา แต่คือพวกเรา”

อย่างไรก็ตาม การที่เธอนำเรื่องราวจากประวัติศาสตร์มาทำเป็นเรื่องแต่ง และตัวละครหลักอย่าง “พระเรศวร” ยังมีความสัมพันธ์อันคลุมเครือกับ “พระมหาอุปราช” แห่งหงสาวดี การที่จะถูกผู้คนชี้นิ้วใส่ว่าบิดเบือนประวัติศาสตร์ สร้างค่านิยมอัดผิดแผกให้สังคมหรือไม่นั้น ก็เลี่ยงไม่ได้
ชาลิสา เข้าใจในจุดนี้ดี เธอบอกว่า ไม่ใช่แค่คำว่าผู้ชนะเขียนประวัติศาสตร์ แต่คือใครเป็นคนเขียน และมีจุดประสงค์ใด ถ้าเรายังไม่รู้ว่า คำว่าถูกต้องที่สุดแท้จริงคืออะไร แล้วบิดเบือนจะมาจากไหน
“ไม่ได้เขียนหนังสือประวัติศาสตร์ แต่เป็นเรื่องแต่งที่อ้างอิงข้อมูล สุดท้ายเราเลือกอรรถรสมากกว่า ฉีกไปเลยตามที่ตัวเองชอบ และตั้งใจไม่ให้เหมือนมาแต่แรก ทั้งทรงผม ชุด ให้เห็นว่าอันนี้ไม่ใช่ของจริง”
“ไม่มีคาแร็กเตอร์ดีไซน์” แต่ทุกตัวละครเกิดจากการตกตะกอนของภาพและเส้นเรื่องในหัวว่าจะต้องมีใครบ้าง กระนั้นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญที่สุดกลับเป็น “คำเรียกของตัวละคร” นั้นๆ

ชาลิสา ชี้ให้เห็นว่า ช่วงแรกเธอพยายามจะไม่เรียกชื่อตัวละคร แต่เรียกกันด้วยตำแหน่ง เพราะยังรู้สึกว่าสุ่มเสี่ยง ดังนั้นการที่มีคนผวนชื่อ เลยกลายเป็นกิมมิค ทั้งยังจุดประกายว่าบางทีการมีคำเรียกตัวละคร เพื่อไม่ไปปะปนกับงานอื่นๆ มันดีนะ
“อย่างตัวละคร พระราชมนู ก็มีคนเรียกว่า “บุญทิ้ง” ซึ่งชื่อนั้นไม่ได้อยู่ในพงศาวดาร แต่คือชื่อที่ ท่านมุ้ย (หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล) ตั้งขึ้นมาให้ตัวละครของเขา เราเลยพยายามจะหลุดจากตรงนั้น แต่เราจะเรียกเขาว่าอะไรดี ต้องเรียก คุณสมศักดิ์ ประจักร ชาคริต หรืออะไรดี จึงหาข้อมูลและเจอว่ามีชื่อ “เพ็ชร” แต่ก็ไม่แน่ใจว่ามาจาก นิยายเรื่อง “มหาราชโสด” ก่อน หรืออยู่ในที่บันทึกก่อน กระทั่งถึงตอนที่ต้องเรียกชื่อเขาจริงๆ เราได้ไปวัดช้าง หรือวัดช้างให้ ที่อ่างทอง เจ้าอาวาสก็บอกว่า “พระราชมนู เขาชื่อเพ็ชรนะ” พอมีบันทึกเป็นลายลักอักษรที่อยู่ในสถานที่ทางประวัติศาสตร์ จึงรู้สึกสบายใจที่จะหยิบชื่อนั้นมาใช้ และการมีไม้ไต่คู้ก็ยูนิคดีด้วย
Amulin เปิดใจในฐานะนักวาดถึงฉากประทับใจที่สุดใน อโยธยาเอยาวดี ไว้ว่า “ให้ทุกการเล่าขานมีนามข้าเคียงท่านนิรันดร์กาล เราเขียนทั้งหมดมาเพื่อประโยคนี้ และมันคือคำตอบของคำถามที่ว่า ถ้าหากยุทธหัตถีครั้งนั้นไม่ได้เกิดจากความเกลียดชังอย่างที่ใครเขาว่ากันจะเป็นยังไง”

“ฉากนี้ยังเปลี่ยนจุดมุ่งหมายของการรบในครั้งนั้น และ Role-accurate กับการที่ทุกครั้งที่มีชื่อนี้ ต้องมีอีกชื่อหนึ่งเข้ามาด้วยเสมอ ในความรู้สึกเรามันเสี่ยงที่จะเล่าตรงนี้ออกไปด้วย เพราะจะขัดกับการทำเพื่อบ้านเมืองอย่างสุดหัวใจ เรายังจำความรู้สึกตอนที่เขียนประโยคนั้นได้อย่างชัดเจน ทั้งความเศร้าที่ต้องฆ่าตัวละคร และความรู้สึกที่ว่า เราเขียนมาทั้งหมดเพื่อประโยคนี้ เพราะเป็นการท้าทายเราประมาณหนึ่งด้วย”
แต่ใครจะคิดว่าหลังจากที่เธอเริ่มต้นทุกอย่างจากแค่คำว่า “ถ้าหาก” ผลตอบรับที่ได้กลับเป็นสิ่งที่ผู้วาดเองยังคิดไม่ถึง แต่ยังคงยืนยันว่า “ไม่กลัว เพราะถ้ากลัวคงไม่เริ่มเขียน”
“ไม่คิดว่าจะแมสขนาดนี้เหมือนกัน เราตั้งใจจะให้มันอยู่แค่ในกลุ่มเล็กๆ เพื่อเซฟสุขภาพจิตตัวเองด้วย เราเตรียมใจไว้แล้วว่าจะมีอะไรบ้างที่จะตามมา ตอนแรกไม่คิดว่าจะแมสขนาดนี้ แต่แบบว่า Everywhere I go, I see his face.”
แม้จำเตรียมใจไว้แล้วกับการรับมือกับความคิดเห็นที่ถาโถมเข้ามา แต่ชาลิสา ก็ยอมรับเช่นกันว่า “ยาก” แต่ไม่เคยมีสักเสี้ยวหนึ่งที่คิดจะ “เลิกเขียน”
“ไม่เคยคิดจะเลิกเขียน เพราะยังแฮปปี้กับการทิ้งทุกอย่างมาอยู่กับตัวละครที่รัก โลกที่เรารัก เลยรู้สึกผูกพันกับตัวละครมากๆ เพราะเขาอยู่กับเราในช่วงที่อะไรต่างๆ ถาโถมเข้ามา มันคือเขา มันคือโลกที่เราสร้าง พวกเขาไม่ใช่แค่ตัวละคร แต่เป็นเพื่อนเราด้วย”

แม้จะรู้สึกล้มเหลวในฐานะโปรกอล์ฟ แต่ในฐานะ นักวาดการ์ตูน ถือว่าประสบความสำเร็จหรือยัง ชาลิสา ครุ่นคิดกับคำถามและตอบอย่างจริงจังว่า
“ตอนมาวาดรูป เราทิ้งความรู้สึกที่จะต้องไขว่คว้าความสำเร็จไปตั้งแต่ที่เลิกตีกอล์ฟแล้ว ก่อนหน้านี้มันกัดกินหัวใจเรามากนานหลายปี พอได้มาวาดรูป เราขอแค่แฮปปี้กับสิ่งที่ทำ เรามีความสุขตั้งแต่ตอนที่เขียนเรื่องก่อนๆ แล้วมีนักอ่านเขียนจดหมายมาให้ยาวเหยียดว่าเขาผ่านวันแย่ ๆ มาได้เพราะงานของเรา นี่คือสิ่งที่ทำให้กลับมาเห็นคุณค่าตัวเองอีกครั้ง เขาอาจจะไม่รู้ก็ได้ว่าข้อความตรงนี้ทำให้เราเลือกที่จะวาดการ์ตูนตรงนี้ต่อไป”
“เรายังจำได้ดี มีคนส่งข้อความมาว่า เขาตั้งใจว่าจะจากไปแล้ว แต่ได้ยินคนบอกการ์ตูน 3 ช่องนั้นเขียนเป็นเรื่องยาวแล้วนะ เลยเป็นเหตุผลให้เขาเปลี่ยนใจ ไม่จากไปแล้ว อย่างที่บอกเสมอ เพราะมีทุกคน อโยธยาเอยาวดี ถึงมาถึงตรงนี้ได้”

ชาลิสา ยังเผยข่าวดีกับแฟนๆ นักอ่าน แย้มถึงผลงานหลังจากนี้ว่า เร็วนี้จะได้เห็นตัวละคนจาก อโยธยาเอยาวดี โลดแล่นเป็นอนิเมชั่น ที่จะปล่อยตอนที่ 1 และ 2 ในเดือนสิงหาคมปีนี้ ขณะที่ บุษบาเสี่ยงตรีน เองได้รับเลือกไปทำเป็นซีรีส์และเพิ่งเปิดโฉมหน้าผู้รับบทตัวละครในเรื่องแล้ว
Amulin ยังได้เผยความลับสุดยอดกับทีมมติชนออนไลน์อีกด้วยว่า อโยธยาเอยาวดี เองก็ได้ถูกซื้อลิขสิทธิ์เพื่อไปทำเป็นซีรีส์แล้วเช่นกัน
จากตัวละครที่ผ่านการซ้อมรบในหัว สู่ลายเส้นมัดใจนักอ่านรุ่นใหม่ และรอฟังคำเรียกขานฉากประทับใจ “ให้ทุกการเล่าขานมีนามข้าเคียงท่านนิรันดร์กาล” ในบทบาทของคนแสดงเร็วๆ นี้





