ไทด์-ทับทิม จับมือกันลุยธุรกิจ สร้างรากฐานชีวิตคู่ ชี้อายุแค่ตัวเลข ไร้ปัญหาช่องว่างระหว่างวัย

30.06.26 | 20:29 น.

ไทด์-ทับทิม จับมือกันลุยธุรกิจ สร้างรากฐานชีวิตคู่ ชี้อายุแค่ตัวเลข ไร้ปัญหาช่องว่างระหว่างวัย

เมื่อ ไทด์ เอกพันธ์ ควงหวานใจ ทับทิม อัญรินทร์ มาร่วมงาน Welcome Home The Journey เปิดตัว Welcome Home (A Human Travel Documentary Series ณ ลานกิจกรรม Happy Vibes Zpell @ Future Park ชั้น 3 ซึ่งเป็นโปรเจ็กต์รายการที่ทั้งคู่ร่วมมือกัน

ภายหลังจบงาน ทั้งคู่ได้เปิดใจถึงเบื้องหลังการทำรายการ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งบทบาทใหม่ที่ท้าทายของทั้งคู่ พร้อมกันนี้ทั้งคู่ ยังเผยถึงการวางแผนอนาคตชีวิตคู่ทั้งในเรื่องการใช้ชีวิตและการสร้างรากฐานทางธุรกิจ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต

อีกบทบาทเป็นบทบาทใหม่เลยใช่ไหม รายการไม่เคยทำกันเลย ?
ไทด์ : “ไม่เคย ไม่เคยทำกันเลย ไม่เคยทำรายการ รายการเราไม่เคยทำกันเลยเพราะว่าเมื่อก่อนนี้ย้อนไปประมาณสัก 15-16 กว่าปีที่แล้ว เป็นพิธีกรคู่กันรายการเส้นทางเศรษฐี ก็ประมาณนี้ออกไปเจอชาวบ้าน แล้วก็มีเงินก้อนนึงให้ชาวบ้านมาเล่นเกมกัน ใครเล่นเกมชนะก็มีรางวัลให้กับชาวบ้าน แกล้งน้องเขาทุกวัน แต่ทุกครั้งที่เจอกันได้ทำรายการมันสุดมีความสุข มันสนุกสนานเฮฮา แต่ไม่คิดเลยว่าวันนึงจะมาเป็นเจ้าของรายการ ซึ่งมาทำหน้าที่เหมือนตอนนู้น แต่อันนี้เราเป็นเจ้าของรายการ”

อันนี้คือเป็นเจ้าของรายการคู่กันเลย ?
ทับทิม : “ใช่ หน้าที่ของพี่ไทด์ก็คืออยู่ในฐานะโปรดิวเซอร์ด้วย แล้วก็พิธีกรด้วย คือเราช่วยกันคิดมาตั้งแต่ตั้งต้นเลย อย่างพี่ไทด์เขาก็ส่วนใหญ่จะช่วยกันในเรื่องของการ Brainstorming ว่าจะทำอะไรยังไงรูปแบบไหน กว่าจะตกผลึกมาเป็นรายการนี้เราผ่านการคิดไปเยอะมากจริงๆ”

Advertisement

คอนเซปต์รายการตอนแรกเน้นไปไหน รูปแบบพาไปไหนยังไง ?
ทับทิม : “จริงๆ รายการ Welcome Home เป็นสารคดีท่องเที่ยว เรานิยามว่ามันคือ Human Travel Documentary มันจะเป็นรายการสารคดีที่ย่อยง่าย จะพาไปเรียนรู้ชีวิตของผู้คน เหมือนกับถ้าเราดูละครเราก็รู้จักตัวละคร แต่อันนี้คือละครชีวิตจริงที่เราจะได้ไปรู้จักเขาว่าเขาเป็นยังไง กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เป็นยังไง เป็นการท่องเที่ยวผ่านเรื่องราวของบุคคล”

อันนี้คือเบื้องหลังที่มันต่างจากรายการทำงาน แต่ว่าอันนี้คือเราอยู่ทั้งด้านหน้าด้านหลังเลย กระบวนการคือดูแลกันเอง ?
ไทด์ : “เหนื่อย ต้องยอมรับเลยว่าเหนื่อย ถ้าเราไปท่องเที่ยวอย่างที่เราเคยไปตามปกติที่เราเป็นแค่พิธีกรผ่านรายการ มันก็จะมีฟีลลิ่งอีกแบบนึง มีหลากหลายรูปแบบที่เราไปเที่ยวสนุกสนานเฮฮา เจอตรงไหนที่เราอยากจะถ่ายรูปเราก็ถ่ายรูป แต่พอมาเป็นรายการ Welcome Home แล้วปุ๊บ โอ้โห มันมีดีเทลเยอะแยะมากมายสำหรับที่เราจะต้องถ่ายทำหรือว่าเก็บรายละเอียดเอามาฝากให้มันออกมาดีที่สุด และก็เรียลที่สุดที่เราจะทำได้ เขาเป็นคนต้นคิดอย่างเดียวเลย ผมไม่เอาเลย เพราะว่าเราเคยรับจ้างอย่างเดียว ไม่เคยทำอะไรทั้งสิ้น เขาเป็นโปรดิวเซอร์ มันเหมือนกับว่ามันบั่นทอนความรู้สึกว่า เฮ้ย เรามาเที่ยวนะเว้ย ทำไมไม่เที่ยวเหมือนเดิมวะ ประมาณนี้ ว่าเฮ้ยมันเป็นรายการแล้ว ก็ต้องยอมรับ ก็ต้องทำงานด้วยส่วนนึง”

ทับทิม : “แต่ว่าในทริปนี้มันก็พิเศษตรงที่ว่าเราทั้งคู่ก็เชิญชวนคนสนิทใกล้ชิดไปร่วมทริปด้วยกัน มันก็เลยบรรยากาศไม่ได้ออกมาเป็นเหมือนทำงานทีเดียว 100% แล้วก็มีโอกาสยังได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ได้ท่องเที่ยวไปด้วยกันกับคนใกล้ชิด”

แล้วพอได้ทำงานด้วยกันมันมีมุมงอนกัน หรือทะเลาะกันบ้างไหมคะ ?
ไทด์ : “เพียบ (หัวเราะ) จะงอนจะอะไรเราคือบอก ทับทิมทำไมต้องเยอะขนาดนี้ เฮ้ยอันนี้ก็ไม่ต้องก็ได้ไหม คือเรารู้สึกว่าอยากจะมาเที่ยวด้วยกันให้มีความสุข ไม่อยากจะเอางานเข้ามา เรางอแงเลย เพราะว่าเราไม่เคยไง แล้วบอกว่าต้องมานั่ง เดี๋ยวเขาจะส่งอันนี้มาแล้ว คำถามนู่นนี่นั่น เราบอก โอ๊ย ”

พี่ทับทิมรับมือหนุ่มคนนี้ยังไงคะ รับมือยังไงเวลาทำงาน ?
ทับทิม : “ก็ลากกันไป (หัวเราะ) ถึงเวลาได้เวลาแล้ว อย่างที่พี่ๆ เห็นวันนี้กว่าจะขึ้นเวทีได้เป็นยังไง ตอนทำงานจริงก็ประมาณนั้น ลากกันไป”

ไม่ได้ถึงขั้นไปง้อหรืออะไร ก็คือไหลไปเลย ?
ทับทิม : “ใช่ จริงๆ มันก็มีระยะเวลาอยู่ แต่ถ้าเกิดว่าเลทแล้วก็ต้องเร่งกันหน่อยนิดนึง ประมาณนี้ แต่ก็เข้าใจ เพราะว่าจุดเริ่มต้นมันเป็นความต้องการของเราอยู่แล้วว่าอยากหาอะไรทำด้วยกัน โดยเฉพาะรายการ ซึ่งเราเคยทำหน้าที่เป็นพิธีกรคู่กันมาก่อน แล้วโมเมนต์แบบนั้นมันก็ขาดหายไปนานมากแล้ว ถ้าได้กลับมาเป็นพิธีกรด้วยกันอีกครั้งมันก็น่าจะสนุกดีนะ”

ไทด์ : “แต่เวลาทำขึ้นมาแล้วเราเอามาดู รู้สึกว่า เฮ้ย มันน่ารักดีนะ มันสนุกดีนะ ไอ้ความที่เราเคยเป็นตัวเรามันก็หายไป ไอ้เหนื่อยหรืออะไรต่างๆ มันรู้สึกว่า ดีๆ ต่อไปทีนี้เริ่มคิดแล้ว เฮ้ย เราจะไปจังหวัดไหน เราจะไปไหนที่มีให้เราได้ศึกษา ให้เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับชุมชนต่างๆ ก็เริ่มปรึกษากันแล้ว มันเริ่มรู้สึกดีขึ้น เพราะว่าภาพต่างๆ ที่มันออกมาทำให้เราเห็นว่า เออเว้ย มันดีจริงๆ”

ก็มีใจแล้ว มีใจมา?
ไทด์ : “ใช่ มันมีใจ คือเราไม่ได้ไปเที่ยวไก่กา ไม่ได้อะไรเกิดขึ้นมา ก็ได้ความประทับใจความสนุกความสุข แต่นี่มันได้ของกลับมาฝากให้กับพี่น้องคนไทยได้ดูว่า สิ่งที่เราไป เราถ่ายทอดออกมานะ เฮ้ย มันเป็นอย่างนี้ที่เราเห็นนะ มันน่ารักมากเลย จากคนนี้เลย (ทับทิม)”

นอกเหนือจากพาไปเที่ยวแล้ว ได้เห็นมุมหวานๆ ของทั้งคู่บ้างไหม ในนั้นได้เห็นไหมสวีตกัน จีบกัน น่ารักๆ มีบ้างไหม ?
ไทด์ : “มีบ้าง แต่ต้องคอยเหลือบมองคุณแม่”
ทับทิม : “จริงๆ จะบอกว่ารายการนี้ของเรามันเป็นรายการที่เหมือนไม่ได้มีสคริปต์เลย มันอาจจะเป็นแค่ว่าเราแค่มีโครงว่าอยากจะเล่าเรื่องราวอันนั้นอันนี้นะ ส่วนใหญ่ไดอะล็อกหรือคำพูดมันก็จะค่อนข้างที่จะโฟลว์ธรรมชาติ แล้วเดี๋ยวเราค่อยมาเลือกตัดเอามากกว่า เวลาที่เราถ่ายเราจะไม่ได้ถ่ายเป็นไดอะล็อกเป๊ะๆ สคริปต์อะไรแบบนั้น คือเราอยากจะให้มีความเรียลอยู่ในตัวด้วย ซึ่งเอาจริงๆ นะ จะบอกว่ารายการนี้เป็นรายการแรกของทับทิมกับพี่ไทด์ที่ทำด้วยกัน แล้วก็ดีใจมากๆ ที่พอเราได้นำเสนอสิ่งต่างๆ ที่อยากทำให้กับผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นพาร์ตเนอร์อย่าง OneD พอได้ทราบเรื่องราวที่เราอยากจะนำเสนอก็ยินดีที่จะมาร่วมเป็นพาร์ตเนอร์ในการออกอากาศกับพวกเรา เราก็ดีใจมากๆ แล้วก็รวมไปถึงสปอนเซอร์ผู้ใหญ่ใจดี โดยเฉพาะRoyal-D ที่ทำให้เกิดรายการนี้”

ถ้าเกิดกระแสตอบรับดีก็คงจะไปต่อเรื่อยๆ ใช่ไหมครับ หลาย EP ?
ทับทิม : “มีแพลนอยู่แล้ว (หัวเราะ) มีแพลนอยู่แล้วนะ ที่ผ่านมาก็ไปหลายที่แล้วนะ จะบอกว่าโปรเจกต์ Welcome Home อันนี้คือเรามีแพลนอยู่แล้วว่าตั้งใจอยากจะเล่าเรื่องราวของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยให้ครบทุกภาค เพราะฉะนั้นต้องฝากทุกคนช่วยกันสนับสนุนด้วยนะคะ ถ้ากระแสตอบรับอันแรกดี เรามีแพลนที่จะไปภาคอื่นๆ ของประเทศไทยต่อไปแน่นอน”

ไทด์ : “แต่จริงๆ แล้วรายการของเรา มันไม่ใช่ว่าเป็นรายการรูปแบบใหม่นะ สิ่งต่างๆ ที่ผมเคยดูมันมีมานานแล้วรายการรูปแบบของเรา สไตล์ต่างๆ ที่เข้าไปท่องเที่ยวตามหมู่บ้านหาอะไรนู่นนี่นั่น แต่ของเราอยากจะบอกว่ามันแฝงสอดแทรกคุณธรรมวัฒนธรรมต่างๆ ที่ดีงาม มีแต่ดูแล้วมีรอยยิ้ม ไม่มีการไปทำให้มันขัดแย้งอะไรต่างๆ รู้สึกว่าอยากจะให้ดูของเรา 2 คนนะครับ เดี๋ยวบางคนเปิดช่องมาดู โอ้ ก็เหมือนรายการอื่นๆ แหละ ที่พาไปเที่ยวนู่นนี่นั่น ไปกินของเขาฟรี ไม่มีนะ รายการเราไปถึงร้านอาหารปุ๊บ เราก็เหมือนไปเที่ยวไปใช้ชีวิตจริงๆ จ่ายเงินจริงๆ ใครไม่เก็บเราโกรธ ไม่เก็บเราโกรธ บางทีเจ้าของร้านไม่มาเก็บตังค์ เฮ้ย แต่ให้ลูกน้องมาเก็บ (หัวเราะ)”

ทับทิม : “จะบอกว่ารายการนี้ความแตกต่างก็คือมีความเป็นทั้งตัวตนของทับทิมกับพี่ไทด์ใส่เข้าไป อย่างของทับทิมเราสนับสนุนในเรื่องของสตรี เรื่องของเด็ก เรื่องของศิลปวัฒนธรรมไทยอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นรายการอันนี้ก็ตั้งใจนำเสนอความเป็นไทยนี่แหละออกไป ไม่ว่าจะเป็นตัวรายการใหญ่เองที่เป็นชื่อว่า Welcome Home กับรายการลูกที่แยกออกมาชื่อว่า คุยบ้านๆ ชื่อว่ารายการคุยบ้านๆ เป็น Exclusive Content ของ Welcome Home ซึ่งอันนี้ก็จะสามารถรับชมได้ทางช่องทางโซเชียลมีเดียของคุยบ้านๆ ก็รับชมได้ทางโซเชียลมีเดียของทั้งทับทิมกับพี่ไทด์ ก็จะเป็นรายการที่พาไปดูจุดที่น่าสนใจของชุมชนนั้น ชุมชนนี้ คือเราอยากจะให้เห็นความร่วมมือของชาวบ้าน และที่เขาออกมาให้เราได้ดูว่ามีอะไรประเทศไทยเรามีอะไรน่าสนใจบ้าง มีของดีอะไรบ้าง”

อันนี้คือปูธุรกิจทำนู่นทำนี่ด้วยกันคือวางรากฐาน?
ไทด์ : “ใช่ครับ เพราะว่าสมัยนี้หาเงินมันหายากมาก แต่เป็นหนี้ง่ายนิดเดียว ต้องหาเงินเก็บเงิน ถ้าจะทำอะไรก็บอกน้องเขาสุดตลอดเลย ถ้าจะทำอะไรถ้าเกิดเราไม่มีเงินสด หรือว่าไม่มีเงินที่จะทำอย่าทำ อย่าเป็นหนี้ ขอร้องเลยชีวิตนี้อย่าเป็นหนี้เด็ดขาด พอเป็นหนี้รู้สึกแล้วมันจะทำให้หัวใจเราตรอมใจ ทำเงินมาเท่าไหร่ก็ต้องใช้หนี้เขาไปใช้ดอกเบี้ยเขาไป เราต้องมีเงินเก็บให้มันมั่นคง ทีนี้เรื่องชีวิตเราก็จะค่อยๆ เดินไปข้างหน้า แต่ทีนี้ขึ้นอยู่กับเรตติ้งนี่แหละ ว่าจะเป็นยังไง ฝากสปอนเซอร์เข้าเยอะๆ ฝากงานพรีเซนเตอร์ก็เข้าเยอะๆ ได้”

ถ้าสปอนเซอร์เข้าเยอะนี่แปลว่าใกล้แพลนแต่งเลยล่ะ ?
ไทด์ : “ไปต่อได้อีกยาวเลย”

อันนี้ถือว่าคู่เราเก็บเงินสร้างเนื้อสร้างตัวกันต่อ
ไทด์ : “ยอมรับครับ”

ถือว่าผันตัวมาเป็นอินฟลูสายโซเชียลแบบเต็มตัวเลยไหม?
ทับทิม : “ไม่ขนาดนั้นนะ ไม่ขนาดนั้น จริงๆ มันแค่ปรับเปลี่ยนรูปแบบรายการไปตามเทรนด์ปัจจุบันมากกว่า นี่ก็ไม่มีทางเป็นอินฟลูเต็มตัวแน่นอน ไม่ใช่แนวเลย”

เรียกว่าสร้างตัว ?
ไทด์ : “สร้างวิทยฐานะ”

พี่ไทด์สักกี่ปีดี ?
ไทด์ : “ก็แล้วแต่ว่าสมมุติว่ามันได้มาเยอะ จริงๆ เราไม่ได้ทำแค่ตรงนี้ เราจะมีธุรกิจของเราอีกที่จะทำต่อไปในอนาคต ได้วางรากฐานไว้แล้วเหมือนกัน เราจะทำหลายๆ ทางที่ความสามารถของเขาตอนนี้ยังมีอยู่ อนาคตวันข้างหน้าเราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นมา พรุ่งนี้เราอาจจะเสียชีวิตไปโดยที่ไม่รู้เรื่องรู้ เขาอาจจะอยู่คนเดียว ก็สบาย (หัวเราะ)”

ถามหน่อยสิ มองเรื่องนี้พูดเลยว่าถ้าเกิดพี่เสียชีวิต เขาจะได้อยู่ได้สบาย อันนี้คือเรามองด้วยความเป็นห่วงเขาวางรากฐานไว้เผื่ออนาคตเลย ?
ไทด์ : “ใช่ เขาก็มีทุกอย่างโดยที่ไม่เป็นหนี้ เราก็ให้เขาดำเนินการไป”

ทับทิมมองยังไงบ้าง พี่ไทด์เหมือนเขามองอนาคต เขาพูดด้วยความเหมือนเขาวางแผนอะไรให้เราไว้เรียบร้อย ?
ทับทิม : “ด้วยความเป็นผู้ใหญ่ล่ะค่ะ พี่ไทด์จะคิดอะไรรอบคอบ แล้วก็วางแผนตามขั้นตอนต่างๆ ให้มั่นคง เพราะว่าเอาจริงๆ สิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้เลยมันก็คือในเรื่องของความมั่นคงในชีวิต ที่คิดว่าทุกคนยังไงก็ต้องมองหาสิ่งนี้อยู่แล้ว”

ดูเขาจะทำตามใจของเราด้วยไหม พอพี่ไทด์เขามีความเป็นผู้ใหญ่มองอะไรไปให้เรากว้างๆ แบบนี้ ?
ทับทิม : “จริงๆ ก็สบายใจ เพราะว่าเหมือนเราไม่ต้องมาคอยคิดอะไรคนเดียว แต่ว่าเขาคอยดูทางข้างหน้าให้ว่าเป็นยังไง”

พี่ไทด์ยังเหลืออีกเยอะไหมครับ สำหรับเงินที่จะมาขอเขาแต่งงาน?
ไทด์ : “คือจะลงทุนอะไรไปเนี่ยมันก็ต้องคิดนะ คิดว่าสิ่งที่เราลงไปแล้ว มันให้การตอบสนองตอบรับเรามาได้ขนาดไหน ไม่ใช่มีเท่าไหร่เราลงไปแล้วไม่ได้ผลตอบแทนมา มันก็ไม่รู้จะลงทุนไปทำไม แต่สิ่งที่เราจะทำมันสามารถที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่นามธรรม รูปธรรมสามารถเก็บเกี่ยวได้ สามารถเป็นรูปเป็นร่าง สามารถที่เราสองคนจะดำเนินงานด้วยพละกำลัง ด้วยสมอง ด้วยอะไรต่างๆ ของน้องเขาเนี่ย ที่จะดำเนินงานธุรกิจของเรา 2 คน และธุรกิจของครอบครัวเขาด้วย ส่วนผมเองอายุเยอะแล้ว ไม่ได้มีอะไร ทุกวันนี้ก็อยู่ให้มีความสุขอย่างเดียว ก็ต้องฝากชีวิตไว้กับน้องเขา น้องเขาจะเขี่ยทิ้ง จะปัดออกไปเมื่อไหร่ ก็แล้วแต่เขา”

ทับทิมว่ายังไงบ้าง พี่ไทด์บอกน้องจะปัดออกเมื่อไหร่ เราไม่ปัดใช่ไหม ?
ทับทิม : “ล็อคไว้แล้ว”

คุณแม่ของพี่ทับทิมไฟเขียวหรือยังคะ ตอนนี้ ?
ไทด์ : “โอ้โห เขียวปึ๊บ แล้วก็เหลือง แล้วก็แดง พอแดงเสร็จแล้วก็เขียว (หัวเราะ)”

คือยังไง ก็คือแล้วแต่เวลาหรอ ?
ไทด์ : “ใช่ ก็แล้วแต่เขา บางทีผมทำอะไรที่ไม่ถูกใจ เขาก็เหมือนกับตัดพ้อ ลูกสาวเขายังสาวสวย เราก็เข้าใจ เราก็พยายามทำให้เขาเห็น พอเขาพูดอะไรปุ๊บขึ้นมา เราต้องทำให้เขาเห็นว่า เฮ้ย เราไม่ได้ทำในสิ่งที่เขาพูดนะ เราไม่ได้เป็นนะ เราก็ต้องพิสูจน์ตัวของเราเอง จนกระทั่งเขาบอก อะ ไฟเขียว”

ไฟแดงบ่อยไหม ?
ไทด์ : “บ่อยมาก”

ทับทิมคิดว่าแม่ปล่อยหรือยัง?
ทับทิม : “ปล่อยหรือยังเหรอคะ ทิมว่าคุณแม่ก็ดูอยู่ห่างๆ คือจะบอกว่าหลายคนจะคิดว่าเราไม่มีเวลาส่วนตัวกันหรืออะไรอย่างนี้ แต่จริงๆ แล้วที่บ้านทับทิมคือทุกคนเข้าใจ แล้วก็ให้พื้นที่ส่วนตัวทั้งของทับทิมกับพี่ไทด์ มันก็เลยโอเค”

เติมความหวานยังไงกันบ้าง ?
ทับทิม : “แค่ไปทานข้าวด้วยกันก็โอเคแล้ว หนังซักรอบยังไม่เคยดูด้วยกันเลย”

แล้วจะมีโอกาสไหมในปีนี้จะได้ดูด้วยกันไหมครับ ?
ไทด์ : “ได้ดูด้วยกัน แต่ก็มีบริวาร ไปทีนึงต้องประมาณสัก 5-6 คน”

ทับทิม : “ไม่ เพราะว่าจริงๆ ด้วยเนเจอร์ของเราทั้งสองคน มันเป็นไลฟ์สไตล์แบบนี้ คือไม่ใช่แค่ฝ่ายทับทิมจะมีแค่ครอบครัวนะ อย่างของพี่ไทด์ก็จะชวนคนสนิทไปด้วยกัน คือเราจะเป็นกรุ๊ปใหญ่แบบนี้มากกว่า”

มีโมเมนต์สองคนบ้างไหม ไปไหน 2 คน ?
ไทด์ : “นี่ไง อยู่ 2 คน”

พี่ไทด์อยากไหมครับ มีโมเมนต์ไปดูหนังด้วยกัน 2 คน ต้องวันนึง ?
ไทด์ : “คือต้องพูดเลยนะครับว่า ณ เวลานี้เลย อยู่แบบนี้โอเคเราก็มีความสุข มีคุณพ่อ มีคุณแม่ มีพี่ชายของน้อง เวลาเราไปไหนเที่ยวไหนต่างจังหวัดต่างประเทศ หรือว่าอะไรก็แล้วแต่ ถามว่าทำไมเราเป็นผู้ชายคนเดียวมาจากต่างบ้านต่างเมือง มาอยู่กับครอบครัวเขา แต่ความสุขที่ได้รับคือเขาดูแลเรา ทั้งคุณแม่ คุณพ่อ ทั้งครอบครัวเขาดูแลเรา เราก็เหมือนกับว่าโอเค เป็นครอบครัวเดียวกันกับเรา ไม่ค่อยต้องการโมเมนต์ว่าจะต้องไปกัน 2 คน คุณแม่ไม่ต้องไปนะ อันนั้นคือมันอยู่ในเสียงในหัวเฉยๆ เสียงในหัวแต่ทำไม่ได้ ทำไม่ได้”

บทสรุปปีหน้าเลยเนาะ มีข่าวดี?
ไทด์ : “นี่ก็เร่งจัง”

ทับทิม : “อยากให้เร็วมากน้อยแค่ไหน ฝากสปอนเซอร์กับงานพรีเซนเตอร์ด้วยนะคะ”

ขออนุญาตถามนิดนึง พี่ไทด์ได้มีการไปขอคุณแม่คุณพ่อทับทิมแบบจริงจังหรือยัง ว่าผมกับคนนี้จะแต่งงาน?
ไทด์ : “ตั้งแต่วันแรกเลยไปคุยกับแม่เขาเลย เรียกพ่อเรียกแม่ลงมานั่งคุยกันเลย วันแรกแม่เขาอยู่ข้างบน แม่ก็ไม่ลงมา ผมบอกว่าผมมีเรื่องจะคุยด้วย ก็เลยให้ทับทิมไปเรียกแม่ลงมา แม่ก็บอกว่าไม่ลงมา ผมจะขึ้นไปนะ คุณแม่ก็เลยลงมา บอกว่าคุณแม่ผมขอดูแลน้อง”

แม่เขาว่ายังไง ?
ไทด์ : “คุณแม่เขาก็ (อ้ำอึ้ง)”

ตอนนี้ก็เลยเป็นจราจรอยู่ ไฟเขียว ไฟแดง ไฟเหลือง ใช่ไหม ?
ไทด์ : “ใช่ ก็คอยดูพฤติกรรมเราไง เขาบอกว่าเราอายุเยอะกว่าห่างกันเยอะมาก บางทีความคิดความอ่านมันจะไม่ตรงกัน อารมณ์มันก็คนละอารมณ์กัน บางครั้งเราก็ต้องยอมรับว่ามันเหมือนกับ 65 แล้ว มันก็จะเข้าวัยทอง วัยที่หงุดหงิด วัยที่ การเป็นผู้ใหญ่ผ่านไปละ เราก็เริ่มงอแง เพราะว่าเราอายุมากกว่านะ ทำไมต้องมาอะไรประมาณนี้ แม่เขาอายุเยอะเท่ากับพี่ ก็พยายามเตือนลูกเขา”

แต่เป็นเครื่องพิสูจน์ได้แล้วใช่ไหมครับ ว่าอายุไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับคู่เรา?
ทับทิม : “ทิมคิดว่าไม่นะคะ เราเข้าใจมากกว่า อาจจะด้วยความที่โอเค ถ้าเป็นอย่างทิมก็อยู่กับคุณแม่ยังไง เราก็รู้แล้วว่าวัยนี้เป็นแบบไหน เราพร้อมรับมือ เราเข้าใจ อยู่ในความเข้าใจกันมากกว่า จริงๆ เป็นแค่ตัวเลขมากกว่า แต่อย่างอื่นเรารู้สึกว่ามันไม่ได้ต่างกันมาก”

แต่พี่ไทด์ไม่กดดันใช่ไหม เวลาใครถามหรือเวลาเราไปลงพื้นที่ต่างๆ เขาก็อยากให้เราทั้งคู่มีข่าวดี ?
ไทด์ : “ไม่มี ไม่กดดันครับ เรามีคำตอบให้เขา และเขาก็ฟังแล้วเขาก็ยิ้ม”