ณเดชน์ ยันไม่ฟ้องไรเดอร์ รับพลาดทั้งคู่ให้เป็นบทเรียน ยันไม่เข็ด แต่ห่วงเคสหากเป็นผู้หญิงมากกว่า

6.07.26 | 21:20 น.

ณเดชน์ นับถอยหลังวิวาห์กรุงเทพฯ 18 ก.ค. เผยทุกดีเทล ยันไม่ฟ้อง ไรเดอร์ถ่ายคลิปถึงบ้าน รับผิดพลาดทั้งคู่ ให้เป็นบทเรียน ชี้ไม่เข็ด หวั่นคนไม่กล้าถ่ายรูปด้วยมากกว่า พร้อมขออภัยกระแสตีกลับพี่ไรเดอร์ แต่ห่วงเคสหากเป็นผู้หญิง

“ณเดชน์ คูกิมิยะ” แบรนด์พรีเซนเตอร์ CC DOUBLE O คนแรก มาร่วมงานเปิดตัวแคมเปญ “THE NEW BASIC – Impossible to Ignore” ณ ร้าน CC DOUBLE O ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยเจ้าตัวได้อัพเดตงานแต่ง ญาญ่า อุรัสยา นับถอยหลังสู่งานฉลองวิวาห์รอบสุดท้ายที่กรุงเทพฯ พร้อมเปิดใจถึงความหมายของการ์ดแต่งงาน ชีวิตคู่หลังแต่งงานที่ยิ่งผูกพันกว่าเดิม รวมถึงเคลียร์ดราม่าไรเดอร์ถ่ายคลิปถึงบ้าน ยืนยันไม่คิดฟ้อง มองเป็นบทเรียนร่วมกันของทุกฝ่าย

ว่าที่เจ้าบ่าวยิ่งหล่อขึ้น?
“คือผมเชื่อนะเพราะว่าตอนพี่หมากแต่งงานน่ะเค้าก็ดูหล่อ ตอนนี้ก็ถึงทีผมบ้างแล้ว ตอนนี้ก็พร้อมครับ เตรียมพร้อมหมด แต่ด้วยความที่ว่ามันจะกระชั้นชิดกับงานของนอร์เวย์มากๆ เราก็ค่อนข้างที่จะรีบเร่งมากๆ จริงๆต้องขอประธานโทษหลายๆท่านด้วยที่ไม่ได้มีโอกาสไปมอบการ์ดด้วยตัวผมเอง ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย แต่ว่าเราก็พยายามที่จะเชิญทุกคนมาร่วมเป็นความทรงจำในวันสำคัญครั้งที่สามของชีวิตเรา“

หลายคนชมถึงเรื่องการ์ด?
“จริงๆก็โชคดี ที่ได้ทีมมีเดียมาทำการ์ดให้ แล้วรู้สึกว่าเค้ารังสรรค์จินตนาการของผมของกับน้องได้มาเป็นรูปเป็นร่างเป็นรูปธรรมจริงๆ รู้สึกว่าเค้าเอาดีเทลลายเส้นของการวาดไทยมาผสมกับความเป็นสากล มันเป็นเสน่ห์ที่เรารู้สึกว่าเราใส่ในดีเทลนี้ด้วย”

เหตุผลของไอเดียที่เลือกแบบนี้?
“คือมันมาจากเรื่องเล่า คือคนที่เรามีโอกาสได้เชิญมา ที่กรุงเทพการ์ดอ่ะเราเล่าเรื่องตั้งแต่ว่างานแต่งขอนแก่น งานแต่งนอร์เวย์ แล้วก็ตอนมีภาพไปถ่าย Pre wedding แล้วก็มีบรรยากาศที่ผมได้มีโอกาสไปขอน้องญาญ่าอยู่ในการ์ดเดียวกัน แล้ว Chapter ต่อไปก็คือบุคคลทุกท่านที่ได้รับเชิญมาก็จะอยู่ในChapterต่อไปที่อยู่ในชีวิตเรา ประมาณนั้น งานที่จะเกิดขึ้นวันที่ 18 นี้ก็จะเน้นเป็นโทนขาวเรียบง่าย”

Advertisement

พอมันเป็นรอบที่สามแล้วมันยากขึ้นไหมในเรื่องของธีมงานหรือว่าไอเดียต่างๆ?
“ไม่ยากครับรู้สึกว่าเราเก่งขึ้นตัดสินได้เก่งขึ้นและชัดเจนมากขึ้น เราจะไม่คิดหน้าคิดหลังว่าแบบไหนดี แต่เราจะฟันธงไปเลยอะไรที่ชอบตั้งแต่แรกก็คือตัดสินใจไปเลย”

ขอย้อนถามในแต่ละที่ความประทับใจในแต่ละที่มันเป็นยังไง?
”สำหรับผมกับน้องรู้สึกว่า งานที่ขอนแก่นเป็นงานที่สนุกแล้วมันบ่งบอกความเป็นตัวตนของคนอีสานได้ค่อนข้างที่จะดีมากๆ แม้กระทั่งสีชุดแต่งงานเองก็ตะโกน แล้วบรรยากาศงานด้วย ส่วนงานนอร์เวย์จะรู้สึกว่ามีความเป็นงานแต่งงานที่เรารู้สึกว่ามันคืองานแต่งงานจริงๆเลย มันเป็นงานของณเดชแล้วก็ญาญ่า สองคนที่ผ่านการเดินทางเรื่องราวต่างๆมาด้วยกันจนวันนี้ เรารู้สึกว่าเราได้เริ่มต้นอีกหนึ่งช่วงเวลาในชีวิตของการเดินทางครั้งใหม่อีกครั้งนึงก็เป็นจุดเริ่มต้นที่สวยงามมากๆครับ งานกรุงเทพจะเป็นอีกหนึ่งงานที่เรารู้สึกว่าเป็นงานเฉลิมฉลอง ความสุขและความรักของเรากับคนที่เรารัก“

ย้อนกลับไปที่งานขอนแก่นกับไวรัลของคำสัญญา?
”มันมาก เพื่อนๆเราบอกว่ามึงต้องพูดมึงต้องพูดก็พูด ก็ได้ คือถ้าไม่พูดก็จะไม่ผ่านยัดเงินก็ไม่ได้ จริงๆอ่ะจำขึ้นใจอยู่นะครับคือไปดูในไอจีเลยครับมันชัดเจนมาก คือไม่ได้ท่องไปไม่รู้เรื่องเลย ไปถึงหน้างานเป็นด่านสุดท้ายจำไว้เลยว่าต้องอ่าน ก็อ่านครับ คือตอนแรกก็เริ่มสนุกแต่ว่าหลังๆก็คือเริ่มเครียด“

แล้วญาญ่าบอกว่าจะอัดใส่แผ่นเอาไว้ฟัง?
”ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวอัดใส่แผ่น แผ่นเสีย แผ่นหาย เดี๋ยวผมจะไปให้ช่างสลักหิน แล้วก็จะติดไว้หัวนอน ก่อนนอนก็ท่องแล้วก็กราบสามครั้ง“

คาถาบูชาเมียมันศักดิ์สิทธิ์ยังไงบ้าง?
”คือผมรู้สึกว่ามันก็เป็นอีกหนึ่งคำมั่นสัญญาที่เรียกได้ว่าวัยรุ่นเถื่อนๆเขาพูดกัน จริงๆคือมันโคตรผู้ชายผู้ชาย ในคำมั่นสัญญารู้สึกว่ามันน่ารักนะ รู้สึกว่าเสียงที่เราพูดไปในวันนั้นมันยังก้องอยู่ในใจอยู่ คือจริงๆอ่ะเจ้าสาวต้องอยู่ข้างในแต่ว่าญาญ่ายืนดูตบมือ หลังจากนี้ในอนาคต ถ้ามีปัญหาอะไรกันก็จะบอกว่าจำได้ไหมเคยพูดว่าอะไรบ้าง“

กับไวรัลอีกอันนึงที่เค้าแซวกันว่าอากาศร้อนมากแต่ว่าบ่าวสาวไม่มีเหงื่อซักเม็ดเลย?
”คือผมไม่เข้าใจเหมือนกัน คืออาจจะเป็นเพราะว่าเรามีความสุขมากมั้งครับเหงื่อมันเลยไม่ค่อยไหล แต่ข้างในอ่ะมันไหลตรงหลังอ่ะมันมีแต่ว่าหน้ามันไม่ค่อยมี อาจจะเพราะว่ามันมีลมตลอดเวลาด้วยมั้งครับ มันก็เลยโชคดีไป มันโล่งมันเย็น“

ที่นอร์เวย์ก็ไม่แพ้กัน?
”ที่นอร์เวย์จริงๆน่ากลัวมาก เพราะเป็นช่วงพายุเข้า ก่อนหน้าก็ฝนตก แต่ว่าสุดท้ายคือวันนั้นโชคดีมากๆฟ้าเปิด คือเรายอมโดนแดดร้อนๆให้หน้าไหม้ดีกว่าต้องฝนตกแล้วงานเละ จริงๆเราก็มีฝากคนไหว้ให้หน่อยนะก็มีพี่ที่กองหรือว่าญาติเค้าก็ไหว้ช่วยส่งกำลังใจให้”

คนก็ชมโมเมนต์พ่อน้องญ่ากับพี่แบร์น่ารักมาก?
“คือคุณพ่อผมไม่ได้มีโอกาสได้เดินทางไป คุณพ่อญาญ่าก็เลยเหมือนเป็นอีกหนึ่งตัวแทนของพ่อผมแล้วกันครับ ก็ผูกพันกับแกมากๆครับ”

ให้คำสัญญาอะไรกับคุณพ่อ?
“คือทุกอย่างครับ คุณพ่อเช็คลิสต์หมดเลยครับติ๊กถูกผ่านทุกข้อครับ คือคุณพ่อก็บอกว่าการเดินทางในชีวิตคู่อ่ะคือการที่เราสองคนเรียนรู้ที่จะมีความประนีประนอม ถ้าสมมติว่ามีอะไรที่เรารู้สึกว่าเราไม่พอใจไม่สบายใจไม่ชอบใจ สิ่งแรกที่เราให้ความรู้สึกก็คือการเปิดอกคุยกัน ไม่งั้นมันจะถูกเก็บแล้วมันก็จะเกิดเป็นพังผืดในใจ สักวันนึงมันก็จะกลายเป็นว่าเราไม่มีความสุขในชีวิตคู่เลย เพราะว่ามันคือการที่เรารวมกับคนสองคนเข้ามาอยู่ในชีวิตกัน การตัดสินใจทุกอย่างจะต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ช่วงนี้มันเป็นสิ่งที่ผมกับน้องก็โชคดีมากๆ เราไม่ค่อยมีปัญหา ไม่ใช่ว่าผมยอมน้องอย่างเดียว แต่น้องเองก็เปิดใจแล้วก็ยอมรับในความคิดและการตัดสินใจของผมด้วยเหมือนกัน มันก็เลยเป็นอะไรที่เรารู้สึกว่าเราโชคดีมากๆที่เรามีคู่ชีวิตแบบนี้ คือเราพยายามที่จะบอกตัวเองเสมอว่าถ้าทะเลาะกันอย่าหันหลังให้กัน มันต้องคุยต้องเคลียร์ให้จบ”

ตอนนี้งานวันที่ 18 กี่เปอร์เซ็นต์?
“90% แล้ว เหลือจ่ายตังค์อีก 10% (หัวเราะ)“

ชุดยังไง เตรียมกี่รอบ?
“ก็มีชุดหลายชุดพอสมควร มีชุด After Party ชุดรอบสื่อใช่ไหมครับ แล้วก็ชุดรอบงานพิธี”

จะจุ๊บฉ่ำเหมือนที่นอร์เวย์มั้ย?
“เดี๋ยวจุ๊บให้ดู เดี๋ยวจุ๊บให้ดู (ยิ้ม)”

สองรอบเจ้าสาวสวยทุกรอบเลย?
“สวยคนละแบบเลยครับ คือผมมองเขาในชุดแต่งงานที่ขอนแก่นกับนอร์เวย์ก็ความรู้สึกแตกต่าง นอร์เวย์คือสั่นแบบตื่นเต้นแบบสั่นมาก ๆ ตอนแรกคือแบบรู้สึกเฉย ๆ มากเลยนะ แต่พอไปยืนเตรียมตัวแล้วจะต้องเดินลงไปแล้วก็ต้องยืนรอเขา มันแบบโอ้โห มันตื่นเต้นมาก ๆ เลย ความรู้สึกมันบอกไม่ถูกอะไรอย่างเงี้ย”

แต่เจ้าสาวก็บอกว่าพ่่แบร์หล่อมาก?
“ผมต้องหล่อเพราะว่าผมแต่งงานกับคนที่สวยที่สุดในโลก คือผมก็ต้องให้คุณค่าของผมมันเทียบเท่าเค้าหน่อย”

ที่กรุงเทพฯ วันที่ 18 จะไม่มีใครสวยเกินญาญ่า?
“ไม่มีครับ ไม่มีจริง ๆ วันที่นอร์เวย์นั่นคือแบบสวยมาก ชุดแบบว่าอลังการ ไม่เคยเห็นชุดมาก่อน คือเห็นวันนั้นเลยตอนที่เดินลงมา แต่รู้ว่าเขาบอกว่าชุดมันยาวมาก ๆ”

ตอนเขาเดินลง บรรยากาศเหมือนเจ้าหญิงเลยไหม?
“มันอิ่มมากกว่าครับ ผมรู้สึกว่ามันอิ่มแบบ มันอิ่มอ่ะ รู้สึกว่าอิ่มใจ แบบรู้สึกแบบไม่ถูก มีความสุขมาก ๆ”

ใช้ชีวิตคู่แต่งงานมาสองเดือนกว่าเป็นยังไงบ้าง?
“จริง ๆ ก็ไม่ได้มีอะไรที่รู้สึกว่าในการใช้ชีวิตนะฮะ เหมือนเดิมปกติ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือความรู้สึกระหว่างกันต่างหาก มันโหยหากันมากขึ้นอ่ะครับ มันแบบคิดถึงกันตลอดเวลาเลย มันเหมือนกับมันเป็นประตูของการที่เราจะได้แบบใกล้ชิดกันมากขึ้นอะไรด้วยเหตุผลประการใดก็ไม่รู้ ซึ่งเราทั้งสองคนก็คุยเรื่องนี้เหมือนกันแล้วก็คำตอบก็เป็นแบบเดียวกัน มันเปลี่ยนไป”

ตอนนี้เราเรียกแทนอะไรกัน?
“ก็เรียกเหมือนเดิมนะ จะมีแบบบางทีก็แบบเรียก “My wife” แล้วแต่โอกาส ถ้าพูดบ่อย ๆ มันรู้สึกแบบลิเกไปนิดนึงอะไรเงี้ย ส่วนเขาก็เรียกเราว่าแบบ Husband อะไรอย่างงี้ (ยิ้ม)”

ส่วนเรื่องไรเดอร์เป็นยังไงบ้าง?
“แบบจริงๆ ก็สงสารพี่เขาเหมือนกันนะ เพราะกระแสสังคมก็ค่อนข้างที่จะไปกระทบกับพี่เจา ก็ต้องขออภัยพี่เขาด้วย แต่ว่าเราเองก็ต้องปกป้องพื้นที่ของเราด้วยเหมือนกัน เอางี้ดีกว่าครับ จริง ๆ แล้วผมเชื่อว่าพี่ ๆ ไรเดอร์ทุกคนเนี่ยคงดีใจที่ได้มีโอกาสได้เจอเรา แต่ว่ามันไม่มีกฎหมาย หรือไม่มีขอบเขตที่ทำให้แม้กระทั่งผมหรือพี่ตัวเขาเองเข้าใจว่าอะไรคือข้อจำกัดหรือขอบเขตใช่ไหมครับ ไม่มีใครผิดไม่มีใครถูกครับ คือเราต่างคนต่างไม่ได้ปกป้องกันและกันเอง เพราะฉะนั้นเนี่ยสิ่งนึงที่เราเลือกที่จะทำแบบนั้นโดยการที่ให้ผู้จัดการไปบอก เนี่ยเพราะว่าเราต้องการที่จะเป็น เรียกว่าเป็นเป็นบทเรียนให้กับตัวเราเองแล้วก็กับพี่ไรเดอร์ แล้วก็คนอื่น ๆ อีกหลาย ๆ คน จริง ๆ ทุกวันนี้พี่ ๆ เวลาผมเดินทางไปไหนเขาก็ยังถ่ายได้อะไรเงี้ยครับ แต่ว่าอาจจะเป็นความผิดพลาดจริงๆ ที่พี่เขาดันไปลงคลิปที่ยาวจนไปตั้งแต่รับจนไปถึงบ้าน ซึ่งมันก็มีความไม่ปลอดภัยภัยกับตัวผมและคนที่อยู่ในบ้านของผมด้วยอะไรอย่างงี้แค่นั้นเอง เรารู้สึกว่ามันค่อนข้าง Sensitive แต่จริงๆ แล้วเรื่องของการมีกล้องติดรถ หรืออะไรเงี้ยมันเป็นเรื่องปกตินะครับ แต่ผมเชื่อว่าการที่เราแจ้งให้กับลูกค้าทราบก่อนน่าจะเป็นสิ่งที่เป็นทาวออกที่ดีที่สุด หรือว่าเขาอาจจะถามผมก่อนก็ได้ว่าแบบขอเอาไปลงได้ไหมอะไรอย่างเงี้ย หรือว่าแบบจะไปลงแบบไหนอะไรอย่างเงี้ย ผมว่าการที่เรามีโอกาสได้ชี้แจงกันตรงนี้น่าจะเป็นสิ่งที่เป็นแถวที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนในตอนนี้”

ในตอนนั้นคือไม่รู้เลย?
“ก็เห็นว่าพี่เขามีกล้องติดอยู่ แต่ก็ไม่รู้ว่าว่าอะไร เพราะส่วนใหญ่เหมือนคนที่เขาจะถ่ายเขาก็ถ่ายภาพนิ่งกัน ในประสบการณ์ผมส่วนใหญ่จะเป็นภาพนิ่ง แต่จริงๆ แล้ววิดีโอกับไรเดอร์นี่จริงๆ เขาต้องมี เพราะว่าเขาต้องปกป้องตัวเขาด้วยไงครับ ใช่ไหมครับ อุบัติเหตุเอย ลูกค้าเหวี่ยง ลูกค้าวีน หรืออะไรเอยก็ตามเงี้ย มันคือเหตุการณ์นี้มันไม่มีใครผิดไม่มีใครถูกจริงๆ ครับ คือมันเป็นบทเรียนที่เราทั้งคู่ นะครับ แล้วก็สังคมได้เรียนรู้พร้อมๆ กัน”

แต่เคสนี้คนก็มองว่าไม่ควรถ่ายแบบนั้น แล้วมันเรื่องความปลอดภัย เพราะมันเป็นพื้นที่กลับบ้านตัวเรา มุมเนี้ยที่คนหลายๆ คนเป็นห่วงเรา เรายังไงบ้าง?
“ก็ขอบคุณครับที่เป็นห่วงตรงนี้ แต่ว่ามันคือความไม่รู้ของทั้งสองคนครับ ผมเองก็จริงๆ ถ้าผมเห็นกล้องผมอาจจะคิดใจได้ พี่ครับนี่ถ่ายวิดีโอจะไปลงหรือเปล่า ถ้าลงนี่ฝากอย่า อย่าเห็นบ้านผมได้อะไรอย่างเงี้ย ผมก็ต้องผมก็ต้องมีไหวพริบตรงนี้ด้วยเหมือนกัน แต่ผมกำลังรู้สึกว่าเราอาจจะเคยชินมากๆ มั้งครับ เราเลยรู้สึกว่าเราไม่ได้ปกป้องตัวเองด้วยครับ”

เข็ดไหมพอแบบโดนแอบถ่ายแบบนี้?
“ไม่เลย เรามีความรู้สึกเลยว่าต่อไปนี้คนน่าจะกลัวเราแน่ๆ คนไม่กล้าแบบถ่ายรูปหรือว่าอะไรอย่างเงี้ย แบบไม่กล้าเจอเรา”

แต่พี่แบร์ขึ้นไรเดอร์บ่อย?
“ใช่ครับ ผมอดใจไม่ไหวกับการขับรถในกรุงเทพฯ มากขนาดนั้น ผมอยู่แถวสุขุมวิทรถติดมากครับพี่ แล้วก็เลยรู้สึกว่าการที่เดิน หรือว่านั่งวินมอเตอร์ไซค์ มันเป็นสิ่งที่เราเรารู้สึกว่ามันเป็นทางออกที่ดีที่สุดของเรา ซึ่งเราก็เจอพี่ไรเดอร์เป็นประจำ บางทีไม่ได้รับก็จอดถ่ายรูป”

แต่หลายคนมองว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเคสตัวอย่าง?
“ผมว่าก็คงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่บริษัทไรเดอร์ทุกๆ ที่ อาจจะต้องมีการตระหนักถึงตรงนี้กับพี่ๆ ไรเดอร์หลายๆ ท่านด้วย เพราะว่าคือแต่ละคนเขาก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องกฎหมายด้วยครับ ผมเองก็ไม่รู้หรอกครับกฎหมายอะไรเงี้ย เพราะฉะนั้น เนี่ยการ Acknowledge ในเรื่องกฎหมายมาตราต่างๆ นี้เป็นสิ่งนึงที่บริษัทควรที่จะทำให้กับบุคลากรของตัวเองด้วย”

ญาญ่าเป็นห่วงเรามั้ย?
“ไม่เลยครับ ผมตัดสินใจแทนทุกอย่างเลยครับ ไม่ให้ไปถึงน้องต้องตัดสินใจเลยครับ”

หลายคนกังวลว่าแบร์จะฟ้องเค้าไหม?”
“ไม่ๆ ไม่ฟ้อง ไม่มีทาง ไม่มีทางครับผม ไม่มีทางจะฟ้องร้องในความผิดพลาดของเราทั้งคู่ครับ มันคือความผิดพลาดของเราทั้งคู่ มันไม่ใช่ความผิดพลาดของคนใดคนนึงครับ มันเป็นการที่เราทั้งสองคนไม่รู้เลยอะไรอย่างเงี้ย ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ผมจะไปฟ้องร้องเค้า ไม่จำเป็นต้องฟ้องร้องด้วยซ้ำ”

หวังว่าจะเป็นบทเรียนไหม เพราะว่าเคสนี้มันก็จะได้เซฟคนอื่นด้วย?
“เป็นเรื่องที่ดีครับ เพราะว่าผมเป็นผู้ชายครับ มีอะไรผมยังชกต่อยถีบได้ใช่ไหมครับ แต่ถ้าเป็นผู้หญิงอันตรายนะครับ ถ้าสมมุติว่าผู้หญิงไปใช้บริการแล้วแล้วมันมีเรื่องแบบที่เกิดขึ้น อาจจะไม่ปลอดภัยจริงๆ

จริงๆ คือถ้าบอกกันก็ไม่มีปัญหา?
“ใช่ครับ เพราะว่าอย่างนึงคือเวลาเราชี้แจงแล้วรู้สึกว่าเราสบายใจไงครับ เราได้รับฟังข้อมูลแล้วรู้สึกว่าเราสบายใจ กำแพงหรือความรู้สึกกลัวหรืออะไรเงี้ยมันจะน้อยลง”

หลังจากนี้จะถ่ายแบร์ได้มากแค่ไหน?
“ผมว่าเรากลับมาสู่ความเป็นปกติเหมือนเดิมครับ คืออย่าไปแบบจริงจังอะไรกับกับเรื่องนี้มากขนาดนั้นเลย เพราะว่าผมเชื่อว่าบทเรียนครั้งนี้น่าจะกระจายไปในทุกๆ พื้นที่ในสังคมแล้ว เราก็กลับมาใช้ชีวิตกันปกติแบบที่ไม่ต้องแบบห่วงหน้าห่วงหลัง คุณเจอผมได้ ผมก็เจอคุณได้ มีความสุขกันแค่นั้นเองครับ เป็นเพื่อนร่วมทางกัน แนะนำพูดคุยเรื่องสิ่งดีๆ ด้วยกันได้ครับ”