‘เอส กันตพงศ์’ เปิดใจปมครอบครัว หวังไกล่เกลี่ยและจบลงด้วยดี ลั่นขอโฟกัสความสุขของลูกเป็นหลัก
หลังจากที่พระเอกหนุ่ม เอส กันตพงศ์ ออกมาเปิดใจถึงมหากาพย์รอยร้าวในครอบครัว เผยว่าตนเองคือฝ่าย ถูกอดีตภรรยาฟ้องหย่า ตั้งแต่ช่วงที่เพิ่งฟื้นตัวจากอาการป่วยหนัก และอดีตภรรยาเป็นฝ่ายเรียกร้องสิทธิการปกครองบุตรแบบ 100% จนเจ้าตัวต้องขอปกป้องสิทธิ์ทวงคืนความเป็นพ่อ
ล่าสุดหนุ่มเอสมาร่วมงานวิ่งการกุศล “ก้าวด้วยธรรม” ครั้งที่ 10 ประจำปี 2569 ณ อาคาร 100 ปี วัดบวรนิเวศวิหาร ก็ได้อัพเดตชีวิต และเรื่องราวดราม่าครอบครัวที่ผ่านมา ซึ่งหวังอยากให้ไกล่เกลี่ยและจบลงด้วยดี เพราะไม่อยากให้ลูกต้องมารับรู้ปัญหาของผู้ใหญ่
สุขภาพเป็นไงบ้าง?
“สุขภาพกายใช่ไหม โอเคครับ อย่าถามเรื่องอื่น (หัวเราะ)”
แล้วสุขภาพใจล่ะ?
“ก็โอเคนะครับ”

หลายคนก็เป็นห่วงหลังจากเรื่องราววุ่นวายครอบครัว ที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้าง?
”หวังว่าน่าจะสามารถจบได้ด้วยดี อยากให้เป็นแบบนั้นมากกว่าครับ ยังอยู่ในสิ่งที่ต้องคุยกันเยอะพอสมควร แต่ว่าอยากจะให้ให้มันจบด้วยดีเพื่อลูกมากกว่า“
มันเป็นดีเทลทางกฎหมาย?
”ใช่ครับ“
อยู่ในขั้นตอนของการฟ้องร้องหรือว่าไกล่เกลี่ยกันมากกว่า?
”หวังว่าเขาอยากให้ได้ไกล่เกลี่ยมากกว่า อยากให้เป็นแบบนั้นมากกว่าครับ“
พี่เอสอยากให้มันเป็นแบบไหน?
”ใจมันอยาก… อย่างที่บอกคือเป็นมิตรที่ดีต่อกันน่าจะดีที่สุดเพื่อลูกน่าจะดีกว่า“
“เอ๊ะ นี่เรามางานบุญไม่ใช่หรอครับเนี่ย” (หัวเราะ)
ใจพี่เอสคิดว่ามันยังมีปัญหาอยู่ไหม?
“ของผมเหมือนอย่างที่บอกครับ ว่าถ้าคุยกันได้ก็น่าจะดีที่สุด”
รอบต่อไปที่มันเป็นเรื่องของการไกล่เกลี่ย ?
“ใช่ครับ จะเป็นการคุยกันเรื่องไกล่เกลี่ย“
อีกนานไหม?
“ก็พอสมควรนะครับ”
แนวโน้มประมาณไหน?
“แนวโน้มคาดเดาไม่ได้เลย”
แต่เราก็มีธงที่เราเตรียมไว้แล้ว?
“มีครับ ก็คือเป็นสิ่งที่อาจจะเคยมีคุยกันแล้วนิดหน่อย แต่ว่ามันอาจจะยัง…อย่างที่บอกครับ ว่าอยากจะคุยกันได้ เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์กับลูกที่สุด”
บรรยากาศมันยังเครียดอยู่ไหมเวลาเจอกัน?
“หมายถึงส่วนตัวของผมหรือเขา คือผมอาจจะเป็นคนแปลกมั้ง ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยมีความรู้สึกลบกับใครง่ายเท่าไหร่ พอเรารู้สึกลบกับเขาก็เป็นตัวเรานี่แหละครับที่แบกความรู้สึกนั้น ก็เลยไม่ค่อยได้รู้สึกอะไร”
มีอะไรที่เครียดไหม?
“อาจจะไม่ได้มีเรื่องเครียด แต่ว่าอยากทำให้ลูกมีความสุขที่สุด มันเป็นสิ่งที่คิดว่าจะทำยังไงให้ลูกมีความสุขและได้ประโยชน์ที่สุดมากกว่า”
ก่อนวันที่นัดเขาติดต่อมาบ้างไหม?
“ไม่มีครับ”
มีโอกาสได้เจอน้องไหม?
“ประมาณนึงครับ”
ประมาณนึงแต่ว่าก็ยังไม่ได้ถี่มาก?
“ก็ใช่ครับ”
คือหนึ่งสัปดาห์เรายังไม่ได้แบ่งกันชัดเจนไหมว่าจะได้เจอกันกี่วัน?
“ยังครับ รอบที่แล้วที่สัมภาษณ์ไปก็ไม่ได้ต่างปีที่แล้วที่สัมภาษณ์ อาจจะดีขึ้นมานิดนึงซัก 5-10 เปอร์เซ็นต์“
ส่วนที่ดีขึ้นเป็นยังไง?
”ก็ได้เจอมากขึ้นนิดหน่อย“
ด้วยความที่เราไม่ได้เจอกันบ่อย นอกจากเจอตัวได้มีโอกาสวิดีโอคอลอะไรอย่างงี้ไหม?
“ไม่มีเลยครับ”

ส่วนใหญ่ก็คือปัญหาอะไร เราก็อยากจะแยกให้มันเป็นเรื่องของพ่อแม่ใช่ไหม?
”ใช่ครับ อยากให้มันเป็นเรื่องของพ่อแม่ เพราะว่าน้องเขาไม่สมควรต้องมารู้เรื่องอะไรพวกนี้เลย เหตุผลว่าทำไมจริงๆ ผมถึงไม่อยากให้สัมภาษณ์เรื่องพวกนี้ ผมเชื่อว่าเขาเป็นแม่รักลูก แล้วผมก็เชื่อว่าผมก็ทำฐานะของพ่อให้ดี พ่อกับแม่เนี่ยไม่ได้บอกว่าใครดีไม่ดี แต่ว่าถ้าพ่อแม่ทะเลาะกันแล้วคนที่รับปัญหาคือลูก คิดว่าไม่สมควร“
เวลาจะได้เจอกันแต่ละครั้ง วางแผนทำกิจกรรมไว้ไหม?
”ด้วยเวลา มันเลยวางแผนไม่ค่อยได้ มันก็เลยแค่ขอให้ได้เจอก็โอเคแล้ว ก็ดีใจแล้ว พี่โอปอย (ผจก.ส่วนตัว) เขามีโพสต์ที่ได้เห็นก็จะมีได้วิ่งด้วยกันบ้าง ได้เล่นด้วยกันบ้าง ก็จะจัดเวลาให้ได้เล่นด้วยกัน“
คาดหวังว่ามันจะจบได้ดีเนาะ?
”ก็คาดหวังว่ามันจะจบด้วยดีครับ“



