‘หมอก้อง’ แนะวิธีเอาตัวรอดจากเหตุเพลิงไหม้ ชี้ไปเที่ยวไม่ใช่ความผิด ย้ำเหยื่อต้องได้รับการเยียวยา
จากเหตุการณ์เพลิงไหม้ร้านโรงเบียร์ย่านลาดพร้าว เมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ล่าสุด หมอก้อง หรือ พันเอก นพ.สรวิชญ์ สุบุญ ได้มาร่วมงาน Finn Stars Market ณ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ โดยเจ้าตัวได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน เผยถึงวิธีการเอาตัวรอดในเหตุเพลิงไหม้และย้ำผู้ได้รับผลกระทบทุกคนควรได้รับการเยียวยา พร้อมฝากถึงภาครัฐรวมถึงผู้เกี่ยวข้องให้ยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัย เพื่อไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอย

จากเหตุการณ์ไฟไหม้ที่เกิดขึ้น หมอก้องมีคำแนะนำเกี่ยวกับการเอาตัวรอดเบื้องต้นไหม?
“ถ้าเกิดว่าเราพูดคุยกัน ว่าเวลาเกิดเหตุการณ์อะไรโดยเฉพาะเหตุการณ์แบบนั้น เขาเรียกว่าอุบัติภัยหมู่ Mass Casualty คือมีการสูญเสียเยอะ สิ่งแรกที่ต้องทำคืออะไรครับ ทุกคนจะตอบได้ว่ามีสติ แต่ว่าพอเอาเข้าจริง ๆ เมื่อเราเจอเหตุการณ์แบบนี้แล้วเราดึงสติทันไหม มันไม่ทันจริง ๆ เพราะฉะนั้นเราต้องฝึกตัวเองตั้งแต่วันนี้ ไม่ต้องรอให้เกิดเหตุการณ์ก่อน อย่าเอาแต่ทฤษฎี เราต้องฝึกปฏิบัติให้ร่างกายเราเคยชินกับการที่ต้องมีสติ สมมุติว่าในงานเรามีคนตะโกนโวยวายขึ้นมาปุ๊บเนี่ยเราก็ต้องมีสติ ก่อนที่เราจะทำอะไรทุกอย่างต้องมีสติเพราะว่าเรากำลังเจอกับเหตุการณ์ไม่ปกติ พอเรามีสติสมมุติว่าเราอยู่ในเหตุการณ์วันนั้น สิ่งแรกที่ควรทำคืออยู่นิ่งๆ ก่อน สังเกตสิ่งรอบข้าง เปิดภาษาสัมผัสให้ดี มีใครที่เค้ารู้เหตุการณ์เค้ากำลังให้คำแนะนำอะไรอยู่ไหมนอกจากเสียงคนที่กำลังโวยวาย เพราะผมเชื่อว่ามันจะต้องมีคนรู้ว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นเราต้องทำ มันจะต้องมีผู้นำอยู่ในนั้น หรือแม้กระทั่งบอกว่าทางออกคือตรงไหน แล้วก็อย่าแย่งกัน มันมีเวลา ทุกคนอยากหนีตายอยู่แล้วแหละ แต่ว่าถ้าหากหนีตายแบบไม่มีระเบียบมันก็จะกลายเป็นโศกนาฏกรรม แล้วก็ถ้าเรารู้อยู่แล้วว่ามันเป็นเรื่องของไฟไหม้ มีควัน มีไฟ พอเรามีสติเราพอจะทบทวนได้ว่าองค์ความรู้เดิม ๆ ที่เราเคยมีกันมาคืออะไร เราจะต้องหาอะไร แล้วก็จะหาผ้าชุบน้ำปิดปากแล้วก็พยายามก้มตัวลงต่ำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมเชื่อว่าเรารู้กันหมด แต่ ณ เวลานั้นมันไม่ทัน พอมันไม่ทันเนี่ยบางทีมันไม่มีโอกาสให้แก้ตัว เพราะอะไร เพราะว่าพอเราไม่มีสติปุ๊บ เราก็จะลก จะวิ่ง จะหนี ก็สูดควันเข้าไปแล้ว พอสูดควันเข้าไปแล้วมันจะทันไหมกับการก้มตัวลงต่ำและเอาผ้าชุบน้ำปิด เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญคือมีสติจริง ๆ ฝึกได้ตั้งแต่วันนี้“
อย่างแผลที่โดนไฟไหม้ต้องดูแลรักษายังไงเบื้องต้น?
”อันนั้นทีหลัง เขาเรียกแผลเบิร์น เขาก็จะมีการมาประเมินความเจ็บป่วยกันนะครับ อย่าบอกว่าแผลเบิร์นไม่สำคัญนะ ถ้ามันเกิดในบริเวณหน้า คอขึ้นไป หรือในตรงที่เค้าจะมีประเมินเป็นเปอร์เซ็นต์ว่าจะต้องมีการใช้สารน้ำทดแทนเพราะว่ารากผิวหนังเนี่ยเราเสียน้ำเสียเกลือแร่ได้ แล้วร่างกายที่จะสามารถตายได้ จากการที่เกิดแผลพวกนี้ ถ้าเกิดว่าเป็นแผลพวกนี้ให้หมอจัดการครับ เราจัดการเองไม่ได้“
แล้วในมุมมองของหมอก้องคิดว่าควรมีมาตรการป้องกันยังไง?
“ผมก็เป็นประชาชนคนนึง ผมพูดตามตรงนะว่า กฎหมายทั้งหมดผมก็ไม่รู้ บางทีผมอาจจะทำอะไรที่ผิดกฎหมายโดยที่ตัวผมเองไม่รู้ก็ได้ เช่น ถ้าผมเปิดร้านอาหารวันนี้ผมอาจจะไม่รู้ว่าอันนี้เขาห้าม อันนี้เขาไม่ห้าม แต่ผมไม่เชื่อว่าถ้าจะเปิดถึงขั้นเป็นร้านเหล้าอะไรอย่างเงี้ย มาตรการเหล่านี้เขาจะไม่รู้ แต่อันนั้นมันก็คือเรื่องของผู้ประกอบการเนาะ สำหรับคนที่รู้ก็คือคนที่ดูแลกฎหมายใช่ไหม คนที่รู้ก็ควรจะจัดการ คนที่รู้ก็ควรจะช่วยผมจัดการว่าแนะนำผมสิ ว่าอันนี้คุณทำผิด ให้ไปเปลี่ยนตรงนี้นะ ทำตรงนี้ให้มันถูกต้องนะ ผมก็พร้อมจะทำตาม อ่านแล้วอย่างงี้ปล่อยให้ผมอยู่มาได้ยังไงตั้งนานนมอะ คุณรู้หรือเปล่าว่าผมยังทำผิดอยู่ ถ้าคุณไม่รู้ก็แปลว่าคุณบกพร่องต่อหน้าที่อยู่ดี ด้านไหนคุณก็ผิดอยู่ดี สำหรับผู้ดูแลกฎหมาย”

ตอนนี้มีหลายคนก็มองว่าแบบไปเที่ยวที่อโคจรเอง ไม่สมควรได้รับการเยียวยา หมอก้องคิดยังไง?
“ผมว่ามันคนละเรื่องกัน สถานที่ที่มันเป็นอโคจรอะไรหรือใครเป็นคนบอกว่าอโคจร มันคือสถานบันเทิง คุณก็เรียกมันว่าสถานบันเทิง ไม่ใช่สถานที่อโคจรเพราะถ้ามันเป็นสถานที่อโคจรงั้นคุณก็ไม่ควรให้มันมีแต่แรก แต่อันนี้กฎหมายก็ไม่ได้ห้าม แต่ผมจะไปเที่ยวไหนมันก็เรื่องของผมอ่ะ ถูกปะ เพราะฉะนั้นจะบอกว่าไม่ต้องเยียวยาผู้คนเหล่านั้น ไม่น่าจะถูกนะ เค้าจะไปนั่นก็เรื่องของเขา แต่ไปแล้วต้องมีความปลอดภัยสิถ้าสถานที่ตรงนั้นมันถูกดูแลได้ดีอ่ะ เพราะฉะนั้นความเห็นที่บอกว่าไม่ควรเยียวยา เพราะเค้าไปเที่ยวของเขาเอง ผมคิดว่ามันไม่ใช่”
ยังไงก็ต้องได้รับการเยียวยา?
“เฮ้ย เยียวยาดิ ก็อ่ะ ผมอยากกินข้าว ผมอยากไปสนุก ผมอยากที่จะดื่มดริ้ง ก็ไม่มีใครห้าม ผมก็ต้องไปได้แต่สถานที่ที่ผมไปมันต้องมีความปลอดภัยสิ แล้วพอวันนี้มันเกิดเหตุการณ์ขึ้นมาแล้วพิสูจน์ว่าเกิดจากสถานที่นี้มันไม่ปลอดภัย มันผิดกฎหมาย คุณก็ต้องเยียวยาสิ”
แล้วเราในฐานะคนไทยคนนึง มันเกิดบทเรียนซ้ำซากแต่ว่ามันไม่มีการได้รับการแก้ไข หมอก้องมองว่ายังไงบ้าง?
“ทำไมยังเกิดขึ้นอยู่ ผมคิดว่าพวกเราก็คงคิดไม่ต่างกัน สำหรับผมนะผมมองว่าผู้ประกอบการทำผิดมันก็คือ… ถ้าคนไม่อยากจะทำให้มันถูกต้องมันก็หลบเลี่ยงตรงไหนก็ได้นั่นแหละจริงไหม คนที่มีหน้าที่ดูแลต่างหากที่จะปล่อยให้เขาหลบเลี่ยงได้ยังไง เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าจะรื้ออะไรก็เขตนั้นก็ต้องโดนอะไรหน่อยไหม”



