ท็อป-นุ่น อาลัย ‘เรย์ แม็คโดนัลด์’ พี่ชายสุดเท่ บทเรียนชีวิต ‘อยากทำอะไรให้ทำ อย่าปล่อยให้สายไป’

24.08.26 | 22:49 น.

‘ท็อป – นุ่น’ ร่วมส่ง ‘เร แม๊คโดแนลด์’ อาลัยพี่ชายสุดเท่ ย้ำบทเรียนชีวิต “อยากทำอะไรให้ทำ อย่ารอ อย่าปล่อยให้สายไป”


บรรยากาศสุดเศร้า ณ วัดยาง พระอารามหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร สถานที่ประกอบพิธีสวดอภิธรรม บำเพ็ญกุศลนักแสดงและพิธีกรชื่อดัง เรย์ แม็คโดนัลด์ หรือ นายเร แมคโดนัลด์ โดยมีครอบครัว เพื่อนพ้องทั้งในและนอกวงการเดินทางมาร่วมแสดงความอาลัยอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงคู่รักนักแสดง ท็อป – พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร และ นุ่น – ศิรพันธ์ วัฒนจินดา ที่เดินทางมาร่วมงานเป็นวันที่ 2 พร้อมเปิดใจถึงความผูกพันและข้อคิดชีวิตที่ได้รับจากพี่ชายผู้เป็นแรงบันดาลใจ

วันนี้พี่นุ่นพร้อมมาร่วมงานพี่เร?
นุ่น: “ก็จริง ๆ เรามาเป็นวันที่ 2 แล้วค่ะ”
ท็อป: “ใช่ครับ มาวันเสาร์ก่อนหน้านี้แล้วครั้งหนึ่งนะครับ แล้วก็มาวันนี้เพราะว่าวันพุธผมมาส่งไม่ได้ ผมติดงาน ก็เลยมาที่นี่ จะบอกว่าเมื่อปี 2004 ผมเล่นภาพยนตร์กับพี่เรเรื่อง “6 หกตกตาย ท้าตาย” ใช่ แล้วก็มีทราย เจริญปุระด้วย ก็คือตอนนั้นหนังมันไม่ได้ประสบความสำเร็จในเรื่องรายได้ แต่ผมว่ามันประสบความสำเร็จในเรื่องความสัมพันธ์ คือเราก็ได้รู้จักกับคนที่เหมือนกับจริง ๆ ผมว่าพี่เขาเท่ทางความคิดนะ เวลาที่เขาอยู่ในกองเขาก็จะแบบเหมือนอ่านหนังสือพิมพ์ ดูข่าว แล้วก็เวลาคุยกันเขาก็จะพูดถึงเรื่องที่แบบเหมือนให้ เออถ้าอยากทำอะไรก็ควรที่จะทำเลย ไม่งั้นเดี๋ยวมันจะรู้สึกเสียดาย แล้วก็หลายๆ อย่างที่เป็นโควทออกมา ผมว่าก็เป็นสิ่งที่ผมว่าหลาย ๆ คนก็น่าจะเข้าใจในสิ่งที่คุณคิดครับ

พอปี 2005 ผมได้มาร่วมงานกับแหม่มครับ ก็คือผมเป็นพิธีกรของแกรมมี่ แล้วแหม่มก็ดูแลในเรื่องเสื้อผ้า แล้วก็ดูแลตอนเราเป็นพิธีกรในรายการของแกรมมี่ รายการ “เซียนโอเกะ” อะไรอย่างเงี้ย ก็ได้รู้จักแล้วก็สนิทกับแหม่มครับ

Advertisement

พอเวลาผ่านไป ทางแบบพี่เรกับแหม่มก็เลยได้ชวนมาทำรายการ ชื่อรายการตอนนั้น 48 ชั่วโมง ก็คือเป็นรายการท่องเที่ยวครับ ว่ามีเวลา 2 วันจะไปเที่ยวที่ไหนได้บ้าง แล้วก็เข้ามาช่วยกันทำรายการ ก็เลยทำให้แบบนี้น่าจะมีโอกาสได้เจอ ได้คุย ได้สนิท ได้เห็นถึงวิธีคิด ผมว่าเป็นวิธีคิดที่เท่มาก ก็ประมาณนี้แหละครับ เป็นสิ่งที่ได้สัมผัสกับพี่เรเขาครับ”

พี่นุ่นล่ะ ได้มีโอกาสใกล้ชิด ทำงานกับพี่เรไหม?
นุ่น: “นุ่นก็มีโอกาส เคยเจอพี่เรย์ที่โรงแรมพี่เรเนอะ พี่เรไปทำโรงแรม คือจริงๆ ตอนคบกับพี่ท็อปเป็นแฟน พี่ท็อปก็ชอบเล่าเรื่องพี่เรให้ฟังเสมอๆ ในเรื่องแบบคนที่เท่ทางความคิด การใช้ชีวิต พอเจอพี่เรที่โรงแรมของเขา เออ พี่เขาก็เจ๋งดี

มีอันหนึ่งที่พี่ท็อปพูดเสมอเลยว่า อยากจะชวนพี่เรกินข้าว แล้วแบบอาการที่พูดว่าอยากจะชวน แล้วเราก็ไม่มีโอกาสได้เจอสักที จนแบบตอนเห็นข่าวก็คือ นุ่นก็มือสั่นเพราะประชุมอยู่ แล้วก็หยิบเอาโทรศัพท์วิ่งไปให้พี่ท็อปดู แล้วมันเป็นภาวะที่นุ่นว่าหลายๆ คนก็น่าจะเป็น ก็คือช็อก ช็อกไปเลยอะไรอย่างเงี้ย แล้วก็พี่ท็อปก็อยากมาส่งพี่เรมากๆ วันนี้เราก็มาอีกรอบหนึ่งเนอะ”

ท็อป: “ใช่ เวลาที่เรารู้สึกว่าเราอยากทำอะไร แล้วแบบปล่อยๆ ปล่อยเวลา แล้วก็มีข้ออ้างนู่นข้ออ้างนี่ ผมว่ามันไม่ค่อยดีเท่าไรเลย ก็เลย วันนี้มาก็ไม่ได้เจอ…ไม่ได้เจอตัว ก็น่าเสียดายอยู่”

สิ่งนี้คิดว่าเป็นสิ่งที่ติดค้าง คาใจไหม?
ท็อป: “มันก็ไม่ได้ถึงกับแบบ โอ๋จะติดเป็นเรื่องที่เรารู้สึกผิดขนาดนั้นอะนะ แต่มันก็รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไร แต่มันทำให้เรารู้สึกว่า ถ้าเกิดวันนี้เราอยากที่จะพูดคุย อยากที่จะทำอะไร บางทีแล้วก็อย่าหาข้ออ้าง ก็ทำไปเลย ผมว่าก็อาจจะดีกว่า เพราะเราก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่จะจากกัน ที่ไม่ได้เจอกัน ผมว่าตั้งแต่เกิดเหตุการณ์นี้ มันทำให้ผมรีไมน์กลับไปหลายๆ เรื่องเลย ว่าที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ตอนที่เราเริ่มเริ่มต้นทำงานในวงการบันเทิง มันเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง ผมว่าก็มีหลายๆ เหตุการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกว่ามันก็มีทั้งแบบดีและก็ไม่ดี ปะปนกันไป แต่สุดท้ายแล้ว ก็ทำให้เราดูว่าถ้าเกิดมีอะไรก็อย่า..อย่ารอเลย

ได้มาร่วมส่งพี่เรย์ ได้มีโอกาสพูดอะไรให้พี่เรฟังบ้างไหม?
ท็อป: “ไม่ได้พูดหรอกพี่ คนเขาแบบไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้ว เราก็แค่พูดกับตัวเราเองนั่นแหละครับว่า บางทีแล้วมันก็น่าจะมีโอกาสได้เจอนะ แต่ว่าโอเคไม่เป็นไร ต่อไปเราก็เหมือนเอาสิ่งที่เขาเคยพูด หรือว่าสิ่งที่เราเคยได้ยิน ได้รับรู้จากเขา ผมว่าเอามาปรับใช้ ปรับวิธีคิดของเรา อาจจะเป็นเรื่องที่ดี แล้วผมเห็นหลายๆ สื่อก็ออกมา ผมว่าบางทีความคิดหลายๆ ความคิดของพี่เรก็น่าจะแรงบันดาลใจให้หลายๆ คน แล้วก็ผมก็คิดว่าคงน่าจะเอามา แล้วก็ได้เอามาใช้ แล้วก็มาทำอย่างจริงจังมากขึ้น”

ได้ให้กำลังใจพี่แหม่มยังไงบ้าง?
ท็อป: “คือเราตอนเด็กๆ เราสนิทกันมากพอสมควรเลยครับกับแหม่ม เราก็แบบเหมือนกอดเขา แล้วเราก็รู้สึกว่า ถ้ามีอะไรที่เราช่วยได้ เรายินดีทุกเรื่องเลย แล้วก็คุยกับพี่ที่แกรมมี่ในยุคที่เราได้ทำรายการด้วยกันนะครับว่า พอเหตุการณ์นี้มันผ่านไปแล้วเนี่ย เราต้องรีบในการนัด เพื่อที่จะเจอกัน แล้วก็คิดว่าในวันนั้นถ้ามาถึง ก็น่าจะได้มีการเหมือนให้กำลังใจกัน แล้วก็ได้พูดคุยกัน มากกว่าในงานแบบนี้ครับ ก็คิดว่านี่คือสิ่งที่เราทำได้ในเบื้องต้น แต่แน่นอกจากนี้ เดี๋ยวจะทำอะไรได้ เดี๋ยวผมคิดว่าทำอะไรก็ต้องทำเลยดีกว่า”