คอลัมน์ โกลบอลโฟกัส : วันสุดท้ายของรัฐอิสลาม (3)

(ภาพ-Reuters)

คอลัมน์ โกลบอลโฟกัส : วันสุดท้ายของรัฐอิสลาม (3)

เพราะเหตุใด กองกำลังรัฐอิสลาม ถึงสามารถยึดดินแดนได้ แต่ไม่สามารถรักษาดินแดนที่ยึดเอาไว้ได้?

หลายคนใช้พยายามไม่น้อยต่อการหาเหตุผลมาตอบคำถามนี้ แต่คำตอบมีมากมาย บางอย่างเรียบง่าย ตรงไปตรงมา แต่อีกหลายอย่างซับซ้อน ลงลึกและย้อนกลับไปในเรื่องที่เชื่อมโยงชาติพันธุ์ ผู้คน และวัฒนธรรมตั้งแต่กาลอดีต เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

บางคนชี้ให้เห็นว่าความล้มเหลวของ รัฐกาหลิปอิสลาม คือตัวอย่างที่ดีของความล้มเหลวเมื่อผู้ปกครองใช้เพียงความกลัว เป็นเครื่องมือหลักในการปกครองดินแดน

มีบ้างที่บอกว่า ไอเอส นำเอาระบอบการปกครองเก่าแก่มาใช้ปกครองสังคมในยุคสมัยที่ทุกอย่างซับซ้อน หลากหลาย ไม่ได้เรียบง่ายเหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว

บางคนสรุปอย่างรวบรัด อธิบายด้วยถ้อยคำเพียงไม่กี่คำว่า ไอเอส ขยายตัวเร็วเกินไป กว้างขวางเกินไป ท้าทายทั้งโลกจนเกินกำลังของตนเอง

แน่นอนข้ออธิบายเหล่านี้ย่อมมีเหตุผลอยู่ในตัวเอง เช่น หลายคนคงคิดไปไม่ถึงว่า ในขณะที่ไอเอสบุกยึดเมืองแล้วเมืองเล่า ตั้งแต่โมซุล ในอิรัก เรื่อยมาจนถึงอเลปโปในซีเรีย นั้น ไอเอส ไม่ได้เพียงท้าทายต่อกองทัพอิรักและกองทัพซีเรียในสองประเทศนี้เท่านั้น

หากแต่ยังคุกคามต่อความมั่นคงของทั้งภูมิภาค รวมไปจนถึง 3 ทวีป ที่เป็นเป้าหมายยิ่งใหญ่ในการรวบรวมกลับคืนมาให้เป็นหนึ่งอีกครั้ง ภายใต้การปกครองของ “รัฐอิสลาม”

เมื่่อการคุกคามจริงจังและเข้มข้นมากขึ้นตามลำดับ ผู้ถูกคุกคามย่อมต้องปักหลักต่อสู้ ไม่ด้วยวิธีใดก็ต้องวิธีหนึ่ง

กองทัพอิรักและกองทัพเพชเมกาของรัฐบาลปกครองตนเองเคิร์ด ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร กองทัพซีเรีย ไม่เพียงได้กำลังหนุนจากอิหร่าน ยังได้รับความช่วยเหลือทางทหารจากรัสเซีย

กองกำลังต่างๆในซีเรียไม่เพียงได้รับการสนับสนุนจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร ยังได้รับการสนับสนุนทั้งกำลังเงินและอาวุธจากเครือข่ายชาติมุสลิมภายในภูมิภาค ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม

ความล้มเหลวในการยึดบ่อน้ำมันดิบใน เคอร์คุก รวมทั้งการไม่สามารถยึดครอง เออร์บิล เมืองเอกของเขตปกครองตนเองเคิร์ดทางตอนเหนือของอิรักตั้งแต่เริ่มต้นเปิดฉากรุก ทำให้ไอเอสพลาดโอกาสสำคัญในการกุมชะตากรรมของตนเอง

พลาดโอกาสบั่นทอนกำลังและทำลายความฮึกเหิมของกองทัพที่กลายมาเป็นหอกข้างแคร่ตัวเองในที่สุด

******

ในช่วงหลายเดือนแรกของการก่อกำเนิด รัฐอิสลามมั่งคั่งขึ้นมาได้จากการปล้นสะดมธนาคารต่างๆทั้งหลายตามรายทางในเมืองที่ยึดครอง สั่งสมสรรพาวุธ โดยไม่จำเป็นต้องซื้อหาจากบรรดาอาวุธหนักทั้งหลายที่สหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุนให้กับกองทัพอิรัก

เมื่อเริ่มยึดครองลานน้ำมันดิบหลายแห่ง ไอเอส เริ่มเข้าสู่กิจการค้าน้ำมัน ปล่อยน้ำมันดิบราคาถูกไปสู่จอร์แดนและตุรกี ผ่านตลาดมืด และเริ่มต้นเรียกเก็บภาษีในดินแดนยึดครองของตนเอง

“นักรบต่างชาติ” หลั่งไหลเข้ามาในรัฐอิสลามในช่วงเพียงไม่กี่เดือนนั้นไม่น้อยกว่า 50,000 คน

ปลายปี 2014 ไอเอส ยกกำลังบุกเข้าสู่ที่ราบ นิเนเวห์ ในอิรัก ดินแดนที่ถูกยกย่องให้แหล่งกำเนิดวัฒนธรรมอันเป็นแบบอย่างของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของชาติพันธุ์หลากหลาย ทั้ง เติร์ก คริสเตียน ชาบัค และ ยาซิดี ถักทอเป็นวัฒนธรรมร่วมแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ยืนยาวมาเนิ่นนานตั้งแต่อดีตกาล

ทั้งหมด ถูกทำลายไปในชั่วข้ามคืน กลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหลายได้แต่ทำอย่างเดียวกัน นั่นคือ ตะเกียกตะกายหนีเอาชีวิตรอด

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ในช่วงแรกของการรุกคืบอย่างรวดเร็วนั้น ไอเอส มีทั้งยุทธศาสตร์และยุทธวิธี ตั้งแต่การเลือกพื้นที่ชายแดนอิรัก-ซีเรีย ที่เป็นผืนทะเลทรายกว้างใหญ่ การหยิบยืมกลศึกคลาสสิคอย่าง “ม้าไม้เมืองทรอย” มาประยุกต์ใช้ ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงแทรกซึมเข้าไปในพื้นที่เป้าหมายก่อนที่จะลุกฮือขึ้นมาเมื่อกองกำลังหลักเดินทางมาถึง

แต่เมื่อการขยายดินแดนยึดครองกว้างขวางออกไป การควบคุมและการกำหนดยุทธวิธีก็ลดน้อยถอยลงตามลำดับ อาศัยเพียงกำลังรบที่รวบรวมได้มีจำนวนเหนือกว่า สรรพอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่า พรั่งพร้อมมากกว่า เป็นหลักเท่านั้น

มีไม่น้อยที่ ไอเอส สามารถยึดครองเมืองทั้งเมืองได้แบบเดียวกับการยึด โมซุล นั่นคือชื่อเสียง คำร่ำลือถึงความอำมหิต เด็ดขาดของกองกำลังไอเอส ทำให้ฝ่ายตรงข้ามถอดเครื่องแบบ ทิ้งอาวุธหลบหนีในทันทีที่ไอเอสรุกใกล้เข้ามา เหมือนอย่างที่โมซุล ซึ่งทหารอิรัก 4 กองพลทิ้งอาวุธหลบหนีในทันทีที่เห็นขบวนรถปิ๊กอัพของกองกำลังไอเอสที่มีจำนวนเพียงแค่ 7,000 คน

แต่เมื่อฝ่ายตรงกันข้ามเริ่มตั้งหลัก ไม่ว่าจะด้วยจนตรอกหรือด้วยเหตุผลอื่นใดก็ตามที กองกำลังของไอเอสก็เริ่มเผชิญกับการศึกจริงๆ การสู้รบที่แลกด้วยชีวิตและอนาคตของลูกหลานของตนจริงๆ

ครั้งแรกที่ ไอเอส เผชิญกับข้อเท็จจริงนี้ คือ การศึกที่ โคบานี ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญในสงครามกับไอเอส

******

โคบานี เป็นเมืองของซีเรีย ตั้งอยู่ติดต่อกับชายแดนของประเทศตุรกี ไอเอส เข้ายึดหลายส่วนของเมืองที่คนส่วนใหญ่เป็นชาวเคิร์ดเอาไว้ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2014 ในขณะที่กองกำลังอิสระจำนวนมากเริ่มตั้งหลักได้ ภายใต้การสนับสนุนจากหลายฝ่ายเริ่มโอบล้อมเข้ามาหา กองกำลังเหล่านี้ ซึ่งรวมทั้ง กองกำลังติดอาวุธเพื่อปกป้องประชาชนเคิร์ด หรือ วายพีจี ที่ได้รับการสนับสนุนจากเพชเมกา โดยตรง และกองกำลังกองทัพซีเรียเสรีที่สหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุน

ที่สำคัญก็คือ ที่ โคบานี นี่เอง ที่ไอเอสเผชิญกับการถล่มทางอากาศของฝูงบินอเมริกันและพันธมิตรทั้งที่เป็นชาติตะวันตกและชาติในภูมิภาคอย่างเป็นระบบเป็นครั้งแรก

ชีราซ มาเฮอร์ ผู้อำนวยการ ศูนย์เพื่อการศึกษากิจการระหว่างประเทศว่าด้วยการก้าวสู่ความรุนแรง ของคิงส์ คอลเลจ ลอนดอน ตั้งข้อสังเกตว่า การบุกโคบานีของไอเอส น่าจะเป็นการอวดอ้างความแข็งแกร่งของตนมากกว่าจะเป็นการปฏิบัติการทางยุทธศาสตร์

ผลก็คือ ยิ่งทุ่มกำลังคนเข้าไปมากเท่าใด ไอเอส ยิ่งสูญเสียมากเท่านั้น

อดีตสมาชิกไอเอส ซึ่งเคยทำหน้าที่รับผิดชอบในการ “เตรียม” และ “จัดส่ง” คนเข้าสู่แนวรบที่โคบานี เล่าให้ “การ์เดียน” ฟังเอาไว้ว่า ทุกครั้งที่ส่งคนออกไปรบ พวกนั้นจะถูกฆ่าจนหมด

“ครั้งหนึ่ง ผมส่งนักรบตูนีเซียออกไป 30 คน ทั้งหมดถูกฆ่าตั้งแต่ยังไม่ทันถึงแนวรบด้วยซ้ำไป ตอนนี้เองที่หลายคนเริ่มคิด เริ่มทบทวนทุกอย่างขึ้นมา”

ข้อมูลของมาเฮอร์ แสดงให้เห็นว่า ไอเอส สูญเสียกำลังไปเพราะการศึกที่ โคบานี มากกว่า 1,500 คน โดยไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย ไม่ได้ดินแดนเพิ่มแม้แต่น้อย แถมยังต้องถอยร่นออกจาก โคบานี ในที่สุด

ตลอดปี 2015 และเรื่อยมาจนถึงส่วนใหญ่ของปี 2016 ไอเอสไม่ได้ยึดครองพื้นที่เพิ่มเติม แต่ก็ไม่ได้สูญเสียดินแดนยึดครองไปมากมายนักเช่นเดียวกัน

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น วิดีโอ ประหารชีวิตด้วยการเชือดคอ เริ่มส่งผลให้ทางลบมากขึ้นและมากขึ้น

ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจก็คือ คลิปประหารที่จัดทำด้วยวิดีโอความละเอียดสูงระดับ ไฮ-เดฟ เหล่านั้นล้วนถ่ายทำและแพร่กระจายโดยนักรบต่างชาติของไอเอสทั้งสิ้น รวมทั้งชาวอังกฤษ 4 คนที่ทำหน้าที่ทารุณกรรมเหยื่อแบบซาดิสต์ก่อนที่จะเชือดคอประหารบางรายต่อหน้ากล้อง

การก่อการร้ายในปารีสในช่วงปลายปี 2015 ต่อด้วยที่บรัสเซลส์ และในคอนเสิร์ตที่นครแมนเชสเตอร์ ยิ่งสะเทือนไอเอสอย่างหนักจากแรงดีดสะท้อนของเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านั้น

ตุรกีปิดผนึกแนวชายแดนแน่นหนามากขึ้น ตัดขาดการเดินทางเข้าร่วมไอเอสจากนานาประเทศ ในขณะที่ทุกฝ่ายต่อต้านยกระดับความร่วมมือไล่ล่า ถล่ม และขับไล่ไอเอสขึ้นอีกระดับ

ในขณะที่กองกำลังจำนวนมากในพื้นที่ของไอเอสเอง ก็เริ่มก่อปัญหาให้กับบรรดาแกนนำมากขึ้นตามลำดับ

ในปี 2016 นั่นเองที่แกนนำไอเอส เริ่มเปลี่ยนกลยุทธ์ บอกทุกคนว่าไม่ต้องเดินทางมาที่รัฐกาหลิปอิสลามอีกต่อไป แต่ขอให้ “ปฏิบัติการ” เท่าที่จะทำได้ในบ้านตัวเอง

อัตราการสูญเสียดินแดนของไอเอส เร่งความเร็วสูงมากขึ้นตามลำดับ หลังจากนั้น

******

ปลายปี 2016 กองทัพเคิร์ด และกองทัพอิรัก ลงมือปฏิบัติการยึดโมซุลคืน ซึ่งประสบความสำเร็จในที่สุด แม้ว่าชาวเมืองและตัวเมืองจะเสียหายอย่างหนักก็ตาม ไอเอสถูกผลักดันออกจากเมือง ถอยร่นมากขึ้นเรื่อยๆ เข้าหาชายแดนด้านตะวันตก สู่หลายต่อหลายเมืองใน ซีเรีย อย่างต่อเนื่องในปีถัดมาโดยเฉพาะบริเวณโดยรอบ ร็อกเกาะห์ เมืองใหญ่ที่เป็นศูนย์รวมของไอเอสทางตอนเหนือของซีเรีย

การบุกยึดคืนร็อกเกาะห์เริ่มต้นในราวกลางปี 2017 และกว่าจะสิ้นสุดลงก็กินเวลาอีก 6 เดือนให้หลัง บ้านเรือนในเมืองพังทลายเสียหายยับเยิน กองกำลังไอเอสที่หลงเหลืออยู่ได้รับอนุญาตให้หลบหนีออกจากเมืองได้ตามข้อตกลงที่ไอเอสทำเอาไว้กับกองกำลังเคิร์ด

จากร็อกเกาะห์ สมาชิกไอเอสและครอบครัว ค่อยๆ เดินทางผ่านซีเรียตะวันออกสู่ที่มั่นสุดท้าย โดยมีกองกำลังเคิร์ดไล่ล่ากระชั้นเข้ามาเรื่อยๆ บรรดานักรบญิฮาดและครอบครัว ญาติพี่น้อง รวมทั้งเด็กๆ ที่ลืมตามาดูโลกภายใน รัฐกาหลิปอิสลาม รวมตัวกันขึ้นเป็นคาราวานขนาดใหญ่รวมผู้คนไม่น้อยกว่า 15,000 คน รุดหน้าล่าถอยไปเรื่อยๆ ที่ดูเหมือนไม่มีวันสิ้นสุด

แล้วก็มาถึงบากูซ

ผู้หญิงในท้องถิ่น มีลูกกับนักรบต่างชาติ หลากชาติหลายภาษาจากทั่วทุกมุมโลก ในขณะที่ผู้หญิงต่างชาติ ก็คลอดลูกให้กับสมาชิกไอเอสหลายต่อหลายคน

โฮดา มูทานา ผู้หญิงอเมริกันที่ถือว่าตนเองเป็นนักรบญิฮาด มีลูกชายวัยเพียง 18 เดือนที่เกิดกับนักรบจากตูนิเซีย สามีคนที่ 2 ของเธอ และเลือกใช้ชีวิตอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยในเวลาต่อมา ชามิมา เบกุม พลเรือนอังกฤษ เพิ่งคลอดลูกคนที่ 3 ของตนเองเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเสียชีวิตในอีกไม่นานต่อมา

เด็กๆ เหล่านี้ ไม่มีสัญชาติ ไม่มีรัฐ ไม่มีผู้ปกครอง ไม่มีผู้คุ้มครอง ปะปนอยู่กับผู้ลี้ภัยอีกหลายร้อยหลายพันคนในค่าย กลายเป็นคนที่เปราะบาง ไร้อนาคตที่สุดบนโลกใบนี้ในที่สุด

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สหพันธ์ลูกหนังอิตาลีจ่อลงดาบแข้งวัย 14 ปีเพิ่ม กรณีโชว์ของลับให้เชิ้ตดำสาว
บทความถัดไปเพราะ จดหมายในขวดแก้ว ทำให้เจอ “เพื่อนใหม่”