โฟกัสโลกรอบสัปดาห์: เจาะลึก 4 คำสั่งวันรับตำแหน่ง ‘ทรัมป์’ มุ่งนโยบาย America First
ทันทีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา ทรัมป์ได้เริ่มงานในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ทันทีด้วยการเซ็นลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารจำนวนมาก ไล่ตั้งแต่เรื่องผู้อพยพไปจนถึงการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน นี่จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะมาเจาะลึกรายละเอียด ความสำคัญ และผลกระทบที่จะตามมาจาก 4 คำสั่งฝ่ายบริหารที่สำคัญที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลงนามนับตั้งแต่วันแรกที่กลับเข้าสู่ทำเนียบขาวอีกครั้ง
ถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีสว่าด้วยเรื่องโลกร้อน
ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เซ็นลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารให้สหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีสอีกครั้ง หลังจากที่รัฐบาลทรัมป์1.0 เคยนำสหรัฐถอนตัวออกจากข้อตกลงดังกล่าวมาแล้ว ก่อนที่รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน จะนำสหรัฐกลับเข้าสู่ข้อตกลงปารีสอีกครั้ง
ข้อตกลงปารีสมีเป้าหมายเพื่อพยายามรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม หรือหากเป้าหมายดังกล่าวล้มเหลว เป้าหมายต่อไปคือควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียสจากยุคก่อนอุตสาหกรรม โดยประเทศที่เป็นภาคีจะต้องกำหนดเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งรัฐบาลไบเดนได้เสนอแผนที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐลงมากกว่า 60% ภายในปี 2035
แต่ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าข้อตกลงปารีสเป็นหนึ่งในข้อตกลงระหว่างประเทศจำนวนมากที่ไม่ได้สะท้อนค่านิยมอเมริกาและนำภาษีของชาวอเมริกันไปให้แก่ประเทศที่ไม่ต้องการหรือไม่สมควรได้รับความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อผลประโยชน์ของชาวอเมริกัน
สหรัฐปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นราว 11% ของโลก มากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากประเทศจีน ดังนั้นการถอนตัวของสหรัฐจะทำลายความพยายามของโลกในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน ซึ่งคาดว่าจะกระทบต่อกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและนโยบายของสหรัฐและประเทศอื่นๆ อย่างแน่นอนไม่มากก็น้อย
การประกาศภาวะฉุกเฉินที่พรมแดนตอนใต้ของสหรัฐ
ทรัมป์กล่าวว่าการอพยพเข้าเมืองของผู้อพยพผิดกฎหมายจะต้องหมดไปในทันที และเราจะเริ่มกระบวนการในการนำอาชญากรหลายล้านคนกลับไปยังที่ที่พวกเขาจากมา คำสั่งนี้เปิดทางให้มีการส่งทหารสหรัฐจำนวนมากไปยังพรมแดนตอนใต้ของประเทศที่ติดกับประเทศเม็กซิโก เพื่อดำเนินนโยบายควบคุมการอพยพเข้าเมืองที่รัดกุม ขณะที่ผู้อพยพในหลายเมืองทั่วสหรัฐกำลังจะเจอกับโครงการเนรเทศผู้อพยพครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
นอกจากคำสั่งดังกล่าว ทรัมป์ยังลงนามในคำสั่งยกเลิกการให้สัญชาติสหรัฐแก่บุตรของผู้อพยพผิดกฎหมายที่เกิดในสหรัฐ รวมถึงบุตรที่เกิดโดยพ่อแม่ที่มาอาศัยอยู่ในสหรัฐเป็นการชั่วคราว โดยมีรายงานว่าฝ่ายบริหารจะบังคับใช้คำสั่งดังกล่าวด้วยการยึดเอกสารต่างๆ อาทิ หนังสือเดินทาง จากบุคคลที่ไม่มีสิทธิที่จะได้รับสัญชาติ
อย่างไรก็ตาม สิทธิการเป็นพลเมืองโดยกำเนิดในสหรัฐถูกระบุในรัฐธรรมนูญสหรัฐ ซึ่งคำสั่งของทรัมป์จะไปขัดแย้งกับบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ 14 ที่ระบุว่า ทุกคนที่เกิดและโอนสัญชาติในสหรัฐอเมริกาคือพลเมืองของสหรัฐ ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเรื่องนี้อาจถูกนำไปตัดสินในศาลสูงสุด เพราะไม่ใช่สิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง แต่กระบวนการตัดสินของศาลนั้นต้องใช้เวลานาน
การถอนตัวออกจากองค์การอนามัยโลก (WHO)
คำสั่งที่ทรัมป์ลงนามระบุว่าสหรัฐถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิก WHO มาจากการรับมือการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ผิดพลาด ทรัมป์ไม่พอใจ WHO จากความคิดของเขาที่ว่าทางหน่วยงานได้รับอิทธิพลมาจากจีน ทำให้ใช้ไม้อ่อนกับจีน ซึ่งทรัมป์เชื่อว่าเป็นประเทศต้นตอของการแพร่ระบาดโควิด-19
ทรัมป์กล่าวขณะเซ็นลงนามคำสั่งว่า สหรัฐอเมริกาที่มีประชากรในประเทศราว 325 ล้านคนต้องจ่ายเงินให้กับ WHO ราว 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่จีนจ่ายเงินให้กับ WHO เพียง 39 ล้านดอลลาร์สหรัฐทั้งที่มีประชากรมากถึง 1,400 ล้านคน ซึ่งนั่นไม่ยุติธรรมเลย “อนามัยโลกขูดเลือดขูดเนื้อเรา ทุกคนขูดเลือดขูดเนื้อสหรัฐ มันจะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป” ทรัมป์กล่าว
อย่างไรก็ตาม คำสั่งให้สหรัฐถอนตัวออกจาก WHO จะมีผลเร็วที่สุดในปี 2026 แต่จะต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากสำหรับทรัมป์แน่นอนเพราะพรรครีพับลิกันของเขาครองเสียงข้างมากทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร
ผลกระทบจากเรื่องนี้คืองบประมาณของ WHO จะลดลง เพราะสหรัฐถือเป็นผู้บริจาคเงินรายใหญ่ที่สุดของทางหน่วยงาน คิดเป็น 1 ใน 5 ของงบประมาณทั้งหมดของ WHO นี่อาจทำให้ความสามารถของ WHO ในการจัดการกับภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขลดลง นักวิทยาศาสตร์บางคนออกมาแสดงความกังวลว่าการถอนตัวออกจาก WHO อาจทำให้สหรัฐโดดเดี่ยว ไม่สามารถเข้าถึงโครงการต่างๆ อาทิ การเตรียมความพร้อมรับมือโรคระบาดต่างๆ ซึ่งอาจกระทบต่อสุขภาพของชาวอเมริกันและผลประโยชน์ของประเทศ แต่หลายคนมองต่างมุมว่าการถอนตัวออกจาก WHO ของสหรัฐอาจทำให้ WHO ปฏิรูปการทำงาน ทำให้ทางหน่วยงานสามารถตอบรับกับความต้องการทางการแพทย์ของผู้คนทั่วโลกได้ดีขึ้น
การตั้งกำแพงภาษีนำเข้าครั้งใหญ่
ทรัมป์กำลังพิจารณาขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากจีน 10% ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ปัจจัยสำคัญของการออกมาตรการนี้ที่ถูกคำนึงโดยรัฐบาลคือจำนวนยาเฟนทานิลจำนวนมากที่ถูกส่งไปในเม็กซิโกและแคนาดา หลังจากที่ทรัมป์ประกาศหนึ่งวันก่อนหน้านี้ว่าจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากเม็กซิโกและแคนาดา 25% ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์เช่นกัน เนื่องจากผู้อพยพจำนวนมากที่ไหลเข้าสหรัฐมาจากเม็กซิโกและแคนาดา
นอกจากนั้นแล้ว ทรัมป์ยังให้คำมั่นว่าจะขึ้นภาษีกับสหภาพยุโรป โดยระบุว่าสหภาพยุโรปและประเทศอื่นๆ เกินดุลการค้ากับสหรัฐในระดับที่น่าวิตก ทรัมป์ยังสั่งให้มีการวิเคราะห์การขาดดุลการค้าของสหรัฐ การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม และการปั่นค่าเงินของประเทศคู่ค้าต่างๆ รวมถึงจีน พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางแก้ไข รวมถึงการปรับเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรทั่วโลก และเปลี่ยนแปลงการยกเว้นอากรขั้นต่ำในการส่งสินค้ามูลค่าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์สหรัฐ
ธนาคารโลก หรือ World Bank ได้เตือนว่าการขึ้นภาษีการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ผู้นำประเทศต่างๆ กังวลกับการขึ้นภาษีของทรัมป์เพราะจะทำให้บริษัทต่างๆ ต้องใช้เงินมากขึ้นในการขายสินค้าของตัวเองในสหรัฐ ซึ่งเป็นเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลก หากสหรัฐขึ้นภาษีสินค้านำเข้า 10% จากทุกประเทศจะทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกลดลง 0.2% หากประเทศนั้นๆ ไม่ตอบโต้กับการตั้งกำแพงภาษีของทรัมป์ โดยธนาคารโลกคาดว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกในปี 2025 จะอยู่ที่ 2.7% ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2016 หากไม่นับการหดตัวทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงจากช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 การเติบโตในอัตราเท่านั้นจะทำให้โลกพออยู่ได้แต่จะไม่ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้คนดีขึ้นทั้งในประเทศที่ร่ำรวยและยากจน
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 มกราคม ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางสหรัฐได้สั่งระงับคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีทรัมป์ในเรื่องการระงับการให้สิทธิพลเมืองโดยกำเนิดในสหรัฐ โดยให้เหตุผลว่าเป็นการขัดต่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน แม้รัฐบาลทรัมป์จะยื่นอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าว แต่นั่นก็ทำให้เกิดคำถามว่าคำสั่งต่างๆ ที่ทรัมป์ลงนามไปมากมายจะมีผลจริงหรือไม่ เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำเรื่องเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริงตามที่ทรัมป์คาดหวัง

