ถกสภาความร่วมมือซาอุดีฯ-ไทยครั้งแรก ช่วงเวลาสำคัญประวัติศาสตร์2ชาติ ดัน74ข้อริเริ่ม-ขับเคลื่อนลงทุน1.2แสนล้าน

4.02.25 | 08:00 น.

ถกสภาความร่วมมือซาอุดีฯ-ไทยครั้งแรก ช่วงเวลาสำคัญประวัติศาสตร์2ชาติ ดัน74ข้อริเริ่ม-ขับเคลื่อนลงทุน1.2แสนล้าน

หากใครติดตามพัฒนาการความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-ซาอุดีอาระเบียมาตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2565 ซึ่งเป็นวันที่ทั้งสองประเทศได้ปรับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันให้เป็นปกติอย่างสมบูรณ์แล้วจะพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบียได้ถูกยกระดับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญอย่างมาก อีกครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ยเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2025 เจ้าชายฟัยศ็อล บิน ฟัรฮาน อาล ซะอูด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ได้เสด็จพระดำเนินเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อทรงเป็นประธานร่วมใน การประชุมสภาความร่วมมือซาอุดี – ไทย (Saudi – Thai Coordination Council หรือ STCC) ครั้งที่ 1 กับ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ณ อาคารที่ทำการของกระทรวงการต่างประเทศ ถนนศรีอยุธยา ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของทั้ง 2 ประเทศ เนื่องจาก STCC เป็นกลไกความร่วมมือทวิภาคีระดับสูงที่สุดระหว่าง 2 ประเทศที่ถูกจัดตั้งขึ้นโดยบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบียซึ่งลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2565 ในโอกาสที่ เจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อาล ซะอูด มกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

สภาความร่วมมือซาอุดีฯ-ไทย หรือ STCC มีโครงสร้างประกอบด้วยประธานร่วมที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้ง 2 ประเทศ ดำรงตำแหน่ง และมีคณะกรรมการร่วมไทย-ซาอุดีฯ (เฉพาะสาขา) 5 คณะภายใต้ STTC เป็นกลไกขับเคลื่อนความร่วมมือทวิภาคี 5 สาขาที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญสูงสุด ได้แก่ 1. คณะกรรมการร่วมด้านการเมืองและการกงสุล 2. คณะกรรมการร่วมด้านความมั่นคงและการทหาร 3. คณะกรรมการร่วมด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว 4. คณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจและการค้า และ 5. คณะกรรมการร่วมด้านการลงทุน โดยแต่ละคณะกรรมการร่วมล้วนเป็นคณะกรรมการระดับสูง มีข้าราชการระดับปลัดกระทรวงของกระทรวงหรือหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสาขาความร่วมมือของทั้งสองประเทศเป็นประธานร่วม

ดามพ์ บุญธรรม เอกอัครราชทูตไทยประจำซาอุดีอาระเบีย

การประชุม STTC ครั้งที่ 1 ที่เพิ่งผ่านพื้นไปนี้ นับได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง สมกับที่ทั้งสองประเทศรอคอยมาเป็นเวลากว่า 2 ปี โดยที่ประชุมได้ให้การรับรองข้อริเริ่มความร่วมมือ (Initiatives) ซึ่งคณะกรรมการร่วมฯ ทั้ง 5 คณะ ได้ประชุมปรึกษาหารือและทำงานร่วมกันอย่างแข็งขันมาก่อนหน้านี้กว่า 2 ปี และได้นำเสนอต่อที่ประชุม STTC จำนวน 74 ข้อริเริ่ม ซึ่งกำหนดประเด็นความร่วมมือและแผนงานที่ชัดเจนระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 70 หน่วยงาน ของทั้งสองฝ่าย ครอบคลุมความร่วมมือโดยสรุป ดังนี้

1.ด้านการเมืองและการกงสุล มีจำนวน 6 ข้อริเริ่ม อาทิ การส่งเสริมการประสานงานระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือในองค์การระหว่างประเทศ การฝึกอบรมทางการทูต การสื่อสารมวลชน และการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง

Advertisement

2.ด้านความมั่นคงและการทหาร มีจำนวน 10 ข้อริเริ่ม อาทิ ความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ ความมั่นคงทางไซเบอร์ การยุติธรรม การต่อต้านการก่อการร้าย การบรรเทาสาธารณภัย การต่อต้านยาเสพติด การตรวจคนเข้าเมือง นิติวิทยาศาสตร์ และการต่อต้านการฟอกเงิน

3.ด้านเศรษฐกิจและการค้า มีจำนวน 4 ข้อริเริ่ม อาทิ ความร่วมมือด้านการค้า อาหาร ผลิตภัณฑ์ขภาพและสินค้าฮาลาล การพัฒนาอุตสาหกรรม และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา

4.ด้านการลงทุน มีจำนวน 35 ข้อริเริ่ม ครอบคลุมความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ อาทิ อุตสาหกรรมฮาลาล การแพทย์และสุขภาพ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อีสปอร์ต ยานยนต์ไฟฟ้า ธุรกิจซอฟต์แวร์ การลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ โครงการ Landbridge การขนส่งทางทะเล อาหารและการเกษตร ข้าวบาสมาติ ผลไม้เขตร้อน การปลูกต้นไม้ เครื่องจักรการเกษตร การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สายการบินต้นทุนต่ำ การเดินเรือ โครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง ปิโตรเคมี พลังงานหมุนเวียน ไฮโดรเจนสีเขียว การเงินการธนาคาร สตาร์ทอัพ และการลงนามความตกลงคุ้มครองการลงทุน เป็นต้น

5.ด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว มีจำนวน 19 ข้อริเริ่ม อาทิ การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม การอุดมศึกษา การวิจัยและนวัตกรรม ทุนการศึกษาและทุนฝึกอบรม การท่องเที่ยวการท่องเที่ยว เชิงสุขภาพ การพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ และด้านการท่องเที่ยว

การประชุมในครั้งนี้ดำเนินไปภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่นและเต็มเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพและความตั้งใจจริงที่จะร่วมมือกัน โดยในระหว่างการประชุม ประธานและผู้เข้าร่วมการประชุมได้กล่าวถ้อยแถลงเน้นย้ำความมุ่งมั่นที่จะร่วมกันผลักดันให้ข้อริเริ่มความร่วมมือข้างต้นเกิดผลในทางปฏิบัติรวม ทั้งได้แสดงความพึงพอใจต่อพัฒนาการด้านความสัมพันธ์ที่รุดหน้าไปในทุกด้าน อาทิ การค้าสองฝ่ายที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนการปรับความสัมพันธ์ทวิภาคีเมื่อปี 2565 มูลค่าโครงการลงทุนที่อยู่ระหว่างการขับเคลื่อนไม่ต่ำกว่า 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (เกือบ 1.2 แสนล้านบาท) ตลอดจนจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปมาหาสู่กันเพิ่มขึ้นกว่า 6 เท่าตัว โดยมีนักท่องเที่ยวชาวซาอุดีอาระเบียเดินทางเยือนประเทศไทยในปีที่ผ่านมากว่า 2.3 แสนคน

นอกจากนี้ ประธานร่วมทั้ง 2 ฝ่ายได้เห็นชอบร่วมกันให้คณะกรรมการร่วมฯ ทั้ง 5 คณะกำหนดประเด็นข้อริเริ่มความร่วมมือที่มีความสำคัญสูงสุด 2 – 3 ประเด็น เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและให้มีการชี้วัดผลที่ชัดเจนในโอกาสแรก โดยให้นำมารายงานผลในการประชุมสภาความร่วมมือฯ ครั้งที่ 2 ซึ่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียจะเป็นเจ้าภาพอีกด้วย

ในโอกาสการเสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบียในครั้งนี้ เจ้าชายฟัยศ็อลได้ทรงมีโอกาสได้พบหารือกับ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยในระหว่างการหารือ ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างรัฐสภาของทั้งสองฝ่าย ซึ่งที่ผ่านมามีการแลกเปลี่ยนการเยือนอย่างต่อเนื่อง และประธานสภาที่ปรึกษาแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียมีกำหนดจะเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 4 – 7 กุมภาพันธ์ 2568 นอกจากนี้ ยังได้ขอบคุณฝ่าซาอุดีฯ ที่ได้มอบทุนการศึกษา และให้การดูแลชาวไทยมุสลิมที่เดินทางไปแสวงบุญที่ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย

ซึ่งในโอกาสดังกล่าว เจ้าชายฟัยศ็อลได้ทรงเชิญความปรารถนาดีและคำอวยพรจากสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย และมกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียมายังประชาชนชาวไทย และทรงย้ำความตั้งพระทัยที่จะยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้น

ดามพ์ บุญธรรม
เอกอัครราชทูตไทยประจำซาอุดีอาระเบีย