มองภูมิรัฐศาสตร์เอเชียอาคเนย์ กับ ‘สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว’

11.02.25 | 06:18 น.

มองภูมิรัฐศาสตร์เอเชียอาคเนย์ กับ ‘สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว’

หมายเหตุ: นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศและอดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์มติชน ในเรื่องสถานการณ์ทางการเมืองในภูมิภาคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

มองการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในเมียนมาอย่างไร

สถานการณ์การสู้รบมาถึงจุดสภาวะชะงักนำ ทางรัฐบาลทหารไม่ได้ตระหนักว่าฝ่ายต่อต้านจะประสบความสำเร็จ ขณะที่แม้ว่าฝ่ายต่อต้านจะประสบความสำเร็จ ก็เผชิญกับความยากลำบากในการบริหารพื้นที่ที่สามารถยึดครองมาได้ การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้เป็นการเปลี่ยนสังเวียนในการต่อสู้จากสนามรบไปสู่เวทีทางการเมืองมากขึ้น โดยมีรัฐบาลจีนกดดันให้เกิดการเลือกตั้งเพราะต้องการเห็นการแก้ไขปัญหาระยะยาว
ในความเป็นจริง กลุ่มต่อต้านไม่ได้มีกลุ่มเดียว และภายในกลุ่มนั้น ๆ ก็แยกย่อยอีกเยอะมาก ทั้งยังไม่ได้มีวาระตรงกัน บางกลุ่มต้องการความเป็นอิสระ บ้างต้องการประเทศที่เป็นสหพันธรัฐ บ้างก็แค่ต้องการค้าขายปกติ กระนั้นก็ดี สถานการณ์ปัจจุบันบีบบังคับให้ชนกลุ่มน้อยต้องปรับท่าที มิเช่นนั้น ก็จะไม่สามารถมีบทบาทภายใต้สถานการณ์ใหม่ได้

บทบาทของไทยในการผลักดันให้เกิดสันติภาพในเมียนมา

เมียนมาจะเป็นตัวชี้วัดอันแรกที่จะทำให้ไทยกลับมามีบทบาททางการทูต ด้วยภูมิรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างเมียนมากับไทย ไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยงในการเป็นผู้ไกล่เกลี่ยหรือสร้างเงื่อนไขให้ไปสู่การหารือได้ การจัดการเลือกตั้งในเมียนมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายนั้นต้องการ แสดงให้เห็นถึงโอกาสในเรื่องนี้ เพราะหากจะให้ประเทศมหาอำนาจมาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยก็อาจจะประสบกับข้อครหาว่ามีนัยยะแอบแฝง ช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อนี้นับเป็นวาระอันดีของไทยที่จะแสดงบทบาทสะพานเชื่อม เพราะการที่จะให้คู่ขัดแย้งเข้าสู่กระบวนการเจรจาได้นั้นต้องมีผู้ช่วยไกล่เกลี่ย

การแสดงบทบาทนำของไทยต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและดำเนินการในเชิงรุก โดยเริ่มจากประนีประนอมระหว่างฝ่ายต่อต้านด้วยกันเองอย่าง สันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) กองกำลังพิทักษ์ประชาชน (NUG) และชนกลุ่มน้อยต่างๆ ให้มีท่าทีที่เป็นอันหนึ่งเดียวกัน จากนั้นจึงเชื่อมอาเซียนและประเทศเพื่อนบ้านเข้ามา

Advertisement

ในขณะเดียวกัน การผลักดันสันติภาพในเมียนมาควรใช้กลไกทรอยก้าพลัส โดยมีอาเซียนและประเทศเพื่อนบ้านร่วมมือกันประสานยุทธศาสตร์ อาเซียนจำเป็นต้องคิดยุทธศาสตร์ที่มีความเป็นรูปธรรม ผนึกกำลังและมีท่าทีที่เป็นเชิงรุกมากยิ่งขึ้น โดยจัดการประชุมอาเซียน + ประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยเหตุว่าประเทศเพื่อนบ้านมีชายแดนติดกับชนกลุ่มน้อย ก็น่าจะทำให้สามารถโน้มน้าวชนกลุ่มน้อยได้บ้าง

การบรรลุสันติภาพในเมียนมาต้องใช้เวลา แต่ในระยะสั้น ผลประโยชน์ของไทยจำเป็นต้องได้รับการปกป้อง ไทยต้องมีมาตรการที่จะดูแลผลประโยชน์ของประเทศโดยเฉพาะเรื่องการค้าชายแดน ในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยและตัวกลาง เป็นโอกาสที่ไทยจะเจรจากับชนกลุ่มน้อยให้พื้นที่การค้าชายแดนเป็นเขตปลอดการสู้รบที่จะเป็นพื้นที่ซึ่งไทยและชนกลุ่มน้อยสามารถมีผลประโยชน์ร่วมกันได้

นอกจากนั้น ไทยต้องมีนโยบายที่จะดูแลผู้อพยพ ทั้งผู้ที่เข้ามาในระยะสั้น ตลอดจนผู้ที่เข้ามาอยู่ยาว สำหรับกลุ่มที่เข้ามาอยู่ยาว ต้องเปิดโอกาสให้พวกเขาทำงานหาเลี้ยงชีพ อีกทั้ง ต้องให้มั่นใจได้ว่าผู้อพยพที่เป็นเด็กต้องได้รับการศึกษาที่เหมาะสม เพราะหากประชาชนไม่มีการศึกษาก็จะไม่สามารถสร้างประเทศได้

มองบทบาทของไทยในการเป็นเจ้าภาพการหารืออย่างไม่เป็นทางการระหว่าง 6 ประเทศ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2567 และการหารืออย่างไม่เป็นทางการแบบขยายในระดับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2567 ที่กรุงเทพฯ อย่างไร

สถานการณ์ในเมียนมามีผลกระทบต่อไทยโดยตรงทั้งในมิติความมั่นคง ผู้ลี้ภัยและเศรษฐกิจ หากไทยต้องการที่จะเป็นตัวเชื่อมระหว่างฝ่ายต่างๆ และให้การประชุมนำไปสู่การหารือ ควรต้องเชิญกลุ่มอื่นมาด้วย หรือไม่ก็ประสานกับกลุ่มอื่นเพื่อรับความเห็นเข้ามาสู่ที่ประชุม เพราะการเลือกตั้งจะถูกยอมรับได้ ต้องเปิดกว้างให้ฝ่ายต่างๆ เข้ามา จากนั้น ควรแถลงการณ์ยืนยันให้ชัดเจนว่าการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นมีความชอบธรรม เป็นการเลือกตั้งเปิดและมีความยุติธรรม ที่สำคัญต้องทำให้สาธารณชนเข้าใจในยุทธศาสตร์ของไทยด้วย

บทบาทของอาเซียนในการแก้ไขปัญหาเมียนมา

ในการประชุมอาเซียนทุกครั้ง ผลลัพธ์ที่ออกมาโดยเสมอคือที่ประชุมยึดถือฉันทามติ 5 ข้อ และสนับสนุนผู้แทนพิเศษอาเซียนในกิจการเมียนมา กระนั้นก็ดี ผู้แทนพิเศษอาเซียนนั้นเปลี่ยนทุกปีไปตามการหมุนเวียนของประธานอาเซียน เรื่องนี้ควรมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เนื่องจากตำแหน่งนี้เป็นหัวใจของความคืบหน้าในการบรรลุสันติภาพ

แต่ปัญหาคือเมื่อมีความก้าวหน้าเกิดขึ้น ผู้แทนพิเศษอาเซียนกลับต้องมาขออนุมัติและขอแนวทางจากอาเซียนโดยเสมอ ดังนั้น การดำรงตำแหน่งนี้ควรมีความต่อเนื่อง มีสถานะและอานัสที่จะสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเองในระดับหนึ่ง แต่แน่นอนว่า ต้องเป็นการรายงานให้กับรัฐมนตรีต่างประเทศทราบ

การที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ กลับเข้าสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ จะส่งผลกระทบต่ออาเซียนอย่างไร

มีการวิเคราะห์ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์อาจจะไม่สนใจภูมิภาคนี้มากนัก หรือมองภูมิภาคนี้ในแง่เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันกับจีน และไม่ได้มองความสำคัญของภูมิภาคนี้ในตัวภูมิภาคเอง ทั้งนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการกำหนดนโยบาย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลโหม ตลอดจนรัฐสภามีอิทธิพลสำคัญในเรื่องนี้ด้วย บางนโยบายก็ต้องดำเนินอยู่จากรัฐบาลที่แล้ว ทำให้อาจจะเห็นภาพที่ต่อเนื่องกัน
อีกทั้ง อาเซียนมีความสำคัญในตัวอาเซียนเอง ดังนั้น การกล่าวว่าอาเซียนเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสหรัฐต่อจีนนั้นอาจจะเป็นการด่วนสรุปเกินไป ที่สำคัญที่สุด เมียนมาต้องไม่กลายเป็นเวทีของการแข่งขันระหว่างจีนและสหรัฐ เพราะจะทำให้ปัญหาทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

การเข้าเป็นสมาชิก BRICS และ OECD ของไทย

การเข้าทั้ง BRICS และ OECD ไม่ถือว่าเป็นการขัดแย้งกัน การเข้าเป็นสมาชิก OECD จะทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจในเศรษฐกิจไทย เพราะเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ว่าไทยเป็นประเทศที่มีระเบียบกติกาที่ได้มาตรฐานสากล และมีประเด็นอื่นๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโดยตรง อย่าง การป้องกันการฟอกเงิน หรือแม้แต่การป้องกันการคอรัปชั่นด้วย นอกจากนี้ OECD ยังมีกระบวนการสนับสนุนการปฏิรูปภาครัฐที่จะส่งผลประโยชน์ต่อไทยในห้วงที่โลกมีความเป็นดิจิทัลและให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

ไทยสามารถเป็นประโยชน์ต่อ OECD ได้เช่นกัน เนื่องจากว่าประเทศซีกโลกใต้ (Global South) มีบทบาทมากขึ้น ประกอบกับเอเชียก็มีความสำคัญกับเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างมาก หาก OECD ต้องการรักษาบทบาทของตนในเศรษฐกิจโลก ทางองค์การก็ต้องเปิดกว้าง ในขณะนี้ ประเทศเอเชียที่เป็นสมาชิก OECD มีเพียงแค่ 2 ประเทศเท่านั้น

สำหรับ BRICS เราต้องยอมรับว่าระเบียบโลกปัจจุบันที่ถูกสร้างหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผูกขาดกับสหรัฐและตะวันตก ในกรอบความร่วมมือและสถาบันระหว่างประเทศ อำนาจตลอดจนแนวคิดก็ไปทางตะวันตกด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงที่ไทยเผชิญกับวิกฤตต้มยำกุ้ง ไทยต้องรับแนวทางของ IMF ซึ่งทำให้ไทยเจ็บปวดพอสมควร อย่างไรก็ดี ในตอนนี้มีประเทศที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นขั้วใหม่ของโลก ดังนั้นการที่ไทยเข้าเป็นสมาชิก BRICS จะทำให้ไทยมีทางเลือกมากขึ้น

“ระเบียบโลกนั้นเปลี่ยนไป ไทยไม่ได้ต่อต้านหรือปฏิเสธตะวันตก ทั้ง BRICS และ OECD มีประโยชน์ ขึ้นอยู่ว่าไทยจะใช้ประโยชน์ในกรอบความร่วมมือนั้น ๆ อย่างไร” นายสีหศักดิ์กล่าว