โฟกัสโลกรอบสัปดาห์ : เมื่อ’ทรัมป์’เขย่ามหาลัยมะกัน เดินหน้าท้าระบอบเสรีนิยม
นับตั้งแต่ที่ โดนัลด์ ทรัมป์ กลับเข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐเป็นสมัยที่ 2 เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทรัมป์ได้เข้ามาเขย่าและสร้างความเปลี่ยนแปลงในหลายอย่าง อาทิ ระเบียบการค้าโลก ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และล่าสุดทรัมป์ได้เบนความสนใจมาที่การขยายอิทธิพลของตัวเองไปยังมหาวิทยาลัยหลายแห่งในสหรัฐอเมริกาโดยใช้งบประมาณจากทางรัฐบาลเป็นเครื่องมือ ทรัมป์อ้างว่ามหาวิทยาลัยหลายแห่งเพิกเฉยกับการต่อต้านชาวยิว เป็นที่น่าจับตาอย่างมากว่าจุดประสงค์ของทรัมป์คืออะไร ในการหันมาปราบปรามและเล่นงานมหาวิทยาลัยในประเทศตัวเอง ทั้งที่สหรัฐจะเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักของนักศึกษาต่างชาติจากทั่วโลก
รัฐบาลทรัมป์มองว่าเหตุการณ์ที่นักศึกษาจำนวนมากในมหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วประเทศออกมาประท้วงสนับสนุนชาวปาเลสไตน์เมื่อปีที่แล้วถือเป็นปัญหาใหญ่ เพราะนักศึกษาชาวยิวบางส่วนรู้สึกไม่ปลอดภัยและเจอกับการกลั่นแกล้ง มหาวิทยาลัยบางแห่ง อาทิ มหาวิทยาลัยโคลัมเบียยอมทำตามข้อเรียกร้องหลายข้อของรัฐบาลเกี่ยวกับการประท้วงดังกล่าว หลังรัฐบาลตัดงบประมาณที่ให้กับมหาวิทยาลัย 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 13,331 ล้านบาท
รัฐบาลสหรัฐเรียกร้องให้คณะกรรมการของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด หนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ตรวจสอบโครงการและหลายแผนกของมหาวิทยาลัยที่มีการต่อต้านชาวยิวและมีความลำเอียงในเรื่องอื่นๆ รวมถึงเรียกร้องให้ฮาร์วาร์ดยกเลิกโครงการความหลากหลาย ความเสมอภาคและการมีส่วนร่วม (DEI) ทั้งหมด ลดอำนาจของคณะ ยกเลิกการจ้างงานโดยคำนึงถึงเชื้อชาติ ศาสนา เพศสภาพ และปราบปรามนักศึกษาที่ออกมาประท้วงสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ในการทำสงครามกับอิสราเอลในฉนวนกาซา ด้านทำเนียบขาวสหรัฐยังเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการประท้วงภายในมหาวิทยาลัยในอดีตและการประท้วงอื่นๆ หลังจากที่กลุ่มฮามาสบุกโจมตีอิสราเอลเมื่อเดือนตุลาคมปี 2023

แม้ว่าฮาร์วาร์ดจะยอมตกลงที่จะร่วมมือกับรัฐบาลสหรัฐในการแก้ปัญหาการต่อต้านชาวยิวภายในมหาวิทยาลัย แต่ฮาร์วาร์ดไม่ยอมก้มหัวให้กับรัฐบาลสหรัฐโดยปฏิเสธข้อเรียกร้องต่างๆ ของรัฐบาล นายอลัน การ์เบอร์ ประธานมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดกล่าวว่า ไม่มีรัฐบาลใดไม่ว่าจะนำโดยพรรคไหนจะสามารถกำหนดได้ว่ามหาวิทยาลัยเอกชนจะสามารถสอนอะไรได้บ้าง และฮาร์วาร์ดจะไม่ยอมสละอิสรภาพ สิทธิตามรัฐธรรมนูญของตัวเอง ขณะที่ยังคงปฏิบัติตามกฎหมายต่อไป ทำให้รัฐบาลสหรัฐสั่งอายัดงบประมาณที่รัฐบาลให้กับทางมหาวิทยาลัยมูลค่า 2.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 76,406 ล้านบาท ทั้งยังขู่ว่าจะยกเลิกการงดเว้นภาษีให้กับฮาร์วาร์ด และหากฮาร์วาร์ดไม่ยอมส่งข้อมูล “กิจกรรมที่ผิดกฎหมายและรุนแรง” ของนักศึกษาของฮาร์วาร์ดที่ถือวีซ่านักศึกษาภายในวันที่ 30 เมษายนนี้ ทางมหาวิทยาลัยจะไม่สามารถลงทะเบียนรับนักศึกษาต่างชาติได้อีกต่อไป
ทรัมป์โพสต์ข้อความลงบนโซเชียลมีเดียว่า “ทุกคนรู้ว่าฮาร์วาร์ดสูญเสียแนวทางของตัวเอง ฮาร์วาร์ดสอนแต่ความเกลียดชังและความโง่เขลา ไม่สมควรได้รับงบประมาณจากรัฐบาล” นอกจากนั้นยังบอกว่าผู้บริหารของฮาร์วาร์ดมีความเป็นฝ่ายซ้ายหัวรุนแรง ด้านเอลิส สเตฟานิก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐนิวยอร์ก สังกัดพรรครีพับลิกันกล่าวโจมตีฮาร์วาร์ดว่า 97% ของคณะทั้งหมดของฮาร์วาร์ดเป็นฝ่ายพรรคเดโมแครตที่นำเสนอแนวคิดฝ่ายซ้ายจัดหัวรุนแรงที่สอนเรื่องการต่อต้านอเมริกา
แม้ว่าอีกหลายมหาวิทยาลัยอย่าง มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น จะบอกว่าพวกเขาได้ดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาการต่อต้านชาวยิวไปแล้ว แต่ก็ยังเป็นหนึ่งในหลายมหาวิทยาลัยในสหรัฐที่ถูกขู่ว่าจะระงับงบประมาณจากรัฐบาลกลาง ทำให้เราเริ่มตั้งคำถามว่าหรือทรัมป์จะต้องการอะไรที่มากกว่าการแก้ปัญหาการต่อต้านชาวยิว? สรุปแบบสั้นๆ คือทรัมป์อาจต้องการให้ท้าทายศูนย์กลางของอำนาจเสรีนิยม อย่าง ศาล ระบบราชการของรัฐบาลกลาง และสื่อ รวมถึงขยายอุดมการณ์ของเขาไปยังภาคการศึกษาขั้นสูง ในขณะที่พยายามเปลี่ยนประเทศสหรัฐให้มีความเป็นฝ่ายขวามากขึ้น
ในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว ทรัมป์ได้เสนอแนวคิดการใช้งบประมาณรัฐบาลกลางในการปราบปรามมหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศ โดยบอกว่ามหาวิทยาลัยเหล่านี้เป็นปรปักษ์กับฝ่ายอนุรักษนิยมอย่างเขาและผู้สนับสนุนของเขา ซึ่งเชื่อว่าคณะต่างๆ ในมหาวิทยาลัยที่มีความเป็นเสรีนิยมเป็นต้นตอของอุดมการณ์ที่ต่อต้านอเมริกา ทรัมป์ยังบอกอีกว่ามหาวิทยาลัยเหล่านี้เต็มไปด้วย “พวกคลั่งลิทธิมาร์กซ์” แสดงถึงความไม่เชื่อมั่นของทรัมป์ที่มีต่อการศึกษาขั้นสูง นายแอนดริว มานูเอล เครสโป ศาสตราจารย์คณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดให้ความเห็นว่า สิ่งที่ทรัมป์ทำอยู่ตอนนี้คือความพยายามที่ชัดเจนที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อาจารย์สอนนักเรียน รวมถึงให้แน่ใจว่าสิ่งที่ถูกสอนในมหาวิทยาลัยคือสิ่งที่รัฐบาลของทรัมป์ต้องการ
นอกจากการกดดันไปยังมหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศแล้ว รัฐบาลสหรัฐยังจับกุมนักศึกษาหลายคนที่เข้าร่วมการประท้วงต่อต้านอิสราเอลในมหาวิทยาลัยเมื่อปีที่แล้ว โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลสหรัฐได้รับคำสั่งให้เนรเทศ Mahmoud Khalil ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยโคลัมเบีย โดยอ้างว่าเขาเป็นนักเคลื่อนไหวชาวปาเลสไตน์คนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการประท้วงสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ในมหาวิทยาลัยเมื่อปีที่แล้ว แม้ว่าเขาจะมีสถานะเป็นผู้พำนักในสหรัฐถาวรถูกต้องตามกฎหมายก็ตามจากการแต่งงานกับพลเมืองสหรัฐ ส่วน Rumeysa Ozturk นักศึกษามหาวิทยาลัยทัฟส์ถูกจับกุมเมื่อเดือนมีนาคม หลังรัฐบาลอ้างว่าเธอได้ดำเนินกิจกรรมที่เป็นการสนับสนุนกลุ่มฮามาส แต่กระทรวงต่างประเทศไม่สามารถหาหลักฐานว่าเธอมีการต่อต้านชาวยิวหรือก่อการร้าย Ranjani Srinivasan นักศึกษามหาวิทยาลัยโคลัมเบียอีกคนต้องหนีไปอยู่ประเทศแคนาดาหลังได้รับอีเมลว่าวีซ่านักศึกษาของเธอถูกระงับและเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางมาหาเธอถึงหน้าห้อง โดยเธอเล่าว่าเธอติดอยู่ที่แนวกั้นของตำรวจใกล้กับการประท้วงต่อต้านอิสราเอลระหว่างที่เธอแค่กำลังเดินกลับบ้าน
ตัวอย่างเหล่านี้บวกกับการปราบปรามมหาวิทยาลัยหลายแห่งในประเทศยิ่งลดความน่าดึงดูดของการไปศึกษาต่อในประเทศสหรัฐ ที่ขณะนี้กำลังเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงมากมายอันเนื่องมาจากประธานาธิบดีทรัมป์ที่ดำเนินนโยบายแบบตามใจฉัน พร้อมเปลี่ยนใจได้ทุกวัน แถมยังไม่มีความชัดเจนด้วยว่าสถานการณ์แบบนี้จะสิ้นสุดเมื่อใด และหากทรัมป์ทำเสร็จในการเปลี่ยนแปลงมหาวิทยาลัยในสหรัฐ หลักสูตรต่างๆ จะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากน้อยแค่ไหน
ไม่ว่าที่สุดแล้วเรื่องราวนี้จะจบลงอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับการผลัดกันนโยบายต่างๆ ของทรัมป์ ก็ล้วนเป็นการลดทอนสิ่งที่โลกเคยให้คุณค่ากับสหรัฐในฐานะผู้นำโลกเสรี ให้เสื่อมถอยลงเรื่อยๆ

