โฟกัสโลกรอบสัปดาห์ : 100 วันแรก ‘ทรัมป์2.0’ ทำมะกันยิ่งใหญ่อีกครั้ง หรือพากันถอยหลังลงคลอง

5.05.25 | 06:10 น.
AP

โฟกัสโลกรอบสัปดาห์: 100 วันแรก ‘ทรัมป์2.0’ ทำมะกันยิ่งใหญ่อีกครั้ง หรือพากันถอยหลังลงคลอง

วันที่ 29 เมษายน ที่ผ่านมา ถือเป็นวันที่ 100 ของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐสมัย 2 ของ โดนัลด์ ทรัมป์ เป็น 100 วันที่สร้างแรงสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นยิ่งกว่ายุคไหนๆ ภายใต้การผลักดันนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” หรือ MAGA ของทรัมป์ ไม่เพียงแต่จะผลักพันธมิตรให้ออกห่าง แต่ยังทำให้ฝ่ายตรงข้ามของเขาดูเหมือนจะแข็งแกร่งและมีความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น ท่ามกลางภาพลักษณ์ที่ตกต่ำย่ำแย่ลงของสหรัฐในเวทีโลก จากชาติที่เคยเป็นเสาหลักของระเบียบโลกมาตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาติที่เป็นผู้ธำรงรักษาความมั่นคง เป็นที่พึ่งให้กับชาติต่างๆ เป็นมิตรที่วางใจได้ และเป็นประเทศที่ผลักดันการค้าเสรีที่ทำให้เศรษฐกิจโลกพัฒนามาเป็นรูปร่างอย่างที่เราได้เห็นกัน ซึ่งทั้งหมดนั้นคือภาพจำของสหรัฐ ก่อนการกลับมาของทรัมป์2.0

ทรัมป์ทำให้ภาพของสหรัฐในเวทีโลกเปลี่ยนไปแบบไม่น่าเชื่อ กระทั่งมีการเปรียบเปรยว่า ทรัมป์คือประธานาธิบดีที่สร้างผลกระทบให้กับสหรัฐมากที่สุดนับตั้งแต่ แฟรงคลิน ดี. โรสเวลต์ อดีตประธานาธิบดีผู้ที่ได้รับการยกย่องในฐานะผู้วางรากฐานของเศรษฐกิจสหรัฐผ่านนโยบายสุดโต่ง นำพาสหรัฐเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีถึง 4 สมัย แต่กับทรัมป์ดูเหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นใน 100 วันแรกของเขา แม้จะมีการดำเนินนโยบายสุดโต่งไม่ต่างกัน แต่ภาพที่ออกมากลับตรงกันข้ามกับอดีตประธานาธิบดีผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นรัฐบุรุษของชาติอย่างโรสเวลต์แบบคนละขั้ว

แม้แต่ในสหรัฐเอง วิธีในการผลักดันนโยบายของทรัมป์ไม่ต่างจากการแย่งชิงการควบคุมอำนาจจากรัฐสภาและศาล การลดทอนอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติและตุลาการ ทำให้หลายฝ่ายมองว่า มันเป็นสัญญานของความเสื่อมทรามและถดถอยของระบอบประชาธิปไตย ตลอดจนการตรวจสอบและถ่วงดุลในประเทศที่ถูกยกให้เป็นแม่แบบด้านประชาธิปไตยของโลกแห่งนี้

รัฐบาลทรัมป์ได้วิพากษ์วิจารณ์ โจมตี และขู่ปลดผู้พิพากษาที่เห็นต่างในการดำเนินนโยบาย ปรับลดลงประมาณรายจ่ายด้วยการยุบหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะการยุบองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (USAID) หรือสื่อเก่าแก่ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข้อมูลจากโลกเสรีอย่าง VOA และ Radio Free Asia ซึ่งในอีกด้านหนึ่งก็เป็นการลดทอนอิทธิพลของสหรัฐในเวทีโลก อย่างไรก็ดี ดูเหมือนเป้าหมายของทรัมป์ที่จะปรับลดงบประมาณลงให้ได้ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐคงยากที่จะบรรลุผลสำเร็จได้ ขณะที่ นายอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ผู้ซึ่งถูกแต่งตั้งให้คุมกระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาล (DOGE) ก็ยังวางแผนที่จะถอยจากการทำหน้าที่ เพราะผลกระทบต่อธุรกิจของเขาที่ตกต่ำลงจากความไม่พอใจของประชาชน จนพานให้รายได้ของเทสล่าร่วงลงไปถึง 20% ในไตรมาสแรกของปีนี้ และกำไรของเทสล่าก็ลดลงถึง 70% ทำให้มัสก์ได้เรียนรู้ว่า แสงไฟที่เขาได้มาจากการก้าวขึ้นบนเวทีการเมือง ก็เผาไหม้ผลประโยชน์และเงินในกระเป๋าของเขาไปพร้อมๆ กัน

Advertisement

การกดดันมหาวิทยาลัยในสหรัฐระดับไอวีลีกที่เคยเป็นเบ้าหลอมของเสรีภาพในการบ่มเพาะปัญญา องค์ความรู้ การวิจัยและพัฒนาต่างๆ ด้วยการระงับงบประมาณและเงินทุนเพราะไม่ดำเนินการตามคำร้องขอในการดูแลความปลอดภัยของนักศึกษาชาวยิว ไปจนถึงการขู่ว่าจะให้ยุติการรับนักศึกษาต่างชาติที่เป็นแหล่งรายได้หลักสำหรับสถาบันการศึกษาของสหรัฐ ก็ยังทำลายภาพลักษณ์ของสหรัฐที่เคยเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพในการศึกษาที่ผู้คนจากทั่วโลกใฝ่ฝันว่าจะมาเล่าเรียน กลายเป็นดินแดนแห่งความไม่แน่นอนที่แม้แต่นักศึกษาที่เข้ามาอย่างถูกต้องก็อาจถูกเพิกถอนสถานะกลางอากาศ และถูกจับกุมบังคับส่งตัวกลับได้โดยไม่รู้ตัว ถึงแม้ในภายหลังทรัมป์จะกลับลำในเรื่องวีซ่า แต่ความรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยและไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นคงไม่อาจจางหายไปได้ง่าย โดยเฉพาะกับรัฐบาลที่เปลี่ยนแปลงอะไรก็ได้เป็นรายวันเช่นนี้

ในเวทีระหว่างประเทศ 100 วันของทรัมป์สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายได้ในระดับสูงสุด ทรัมป์ได้ล้มระเบียบโลกที่สหรัฐสร้างขึ้น ตั้งแต่การด้อยค่าพันธมิตรด้านความมั่นคงอย่างองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) และยุโรป เสาหลักด้านความมั่นคงข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกที่ดำรงอยู่มายาวนานพังทลายลงอย่างหนัก การพลิกกลับมาแสดงจุดยืนที่ดูจะสนับสนุนรัสเซียอย่างเห็นได้ชัดและหันไปด่าทอโจมตีประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน จนต้องหน้าม้านออกจากทำเนียบขาวแบบช็อกโลก การประกาศว่าจะผนวกกรีนแลนด์เข้ามาเป็นดินแดนของสหรัฐ หรือการบอกว่าแคนาดาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐ ล้วนแต่สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วโลก จะมีเพียงจุดยืนเดียวที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือการสนับสนุนอิสราเอลแบบสุดลิ่มทิ่มประตู แม้ว่าจะเคยพยายามทำให้เกิดการหยุดยิงและปล่อยตัวประกันระหว่างอิสราเอลและฮามาสมาได้ครั้งหนึ่งก็ตาม
กระนั้นก็ดี ทำเนียบขาวปฏิเสธว่าแนวคิดที่ว่าทรัมป์ได้ทำให้ความน่าเชื่อถือของสหรัฐลดลง พร้อมอ้างถึงความจำเป็นที่จะต้องปัดกวาดทำความสะอาด “ความเป็นผู้นำที่ไร้ความรับผิดชอบ” ของ โจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดีคนก่อนหน้า แต่ดูเหมือนว่านอกจากทีมงานของทรัมป์แล้ว ผู้คนทั่วโลกที่เห็นพ้องกับคำกล่าวอ้างนี้น่าจะมีน้อยนิดยิ่งนัก

ที่หนักหนาสาหัสมากที่สุดของทรัมป์ ไม่พ้นเรื่องเศรษฐกิจ จากการประกาศขึ้นภาษีศุลกากรแบบถ้วนหน้า 10% และภาษีศุลกากรแบบต่างตอบแทนกับประเทศจำนวนมากเมื่อต้นเดือนเมษายน ดัชนีหุ้นทั่วโลกพากันร่วงลงอย่างหนักและผันผวนอย่างต่อเนื่องจากการปรับเปลี่ยนนโยบายแบบเอาแน่เอานอนไม่ได้ ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้เห็นว่า ทรัมป์กำลังใช้ความเป็นมหาอำนาจบีบบังคับให้ประเทศต่างๆ ต้องคลานเข่าเข้ามาหา เพื่อทำตามที่สหรัฐต้องการ ในทางหนึ่งแม้จะทำให้ประเทศจำนวนมากต้องเร่งหาดีลที่สหรัฐพอใจมานำเสนอ แต่ในอีกทางหนึ่ง การลุกขึ้นมาแสดงท่าทีแข็งกร้าวและไม่ยอมแพ้ของจีน พร้อมกับการประกาศตัวของจีนที่จะเป็นผู้ธำรงรักษาความร่วมมือด้านการค้าเสรีและเวทีพหุภาคีต่างๆ ก็เป็นภาพที่ย้อนแย้งกันอย่างไม่น่าเชื่อ ถึงกับมีสื่อบางเจ้าที่แซะทรัมป์ว่าการกระทำแบบผีเข้าผีออกของทรัมป์ได้ช่วย Make China Great Again ก่อน MAGA ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สงครามการค้า ที่กำลังพังระบบการค้าเสรีและอาจถึงขั้นบีบให้ประเทศต่างๆ ต้องเลือกระหว่างสหรัฐหรือจีนนี้ ยังคงไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะไปจบลง ณ จุดใด แต่ที่แน่ๆ คือความเสียหายที่เกิดขึ้นจากนโยบายของทรัมป์ไม่ใช่สิ่งที่จะแก้ไขได้ในเร็ววัน ขณะที่ทรัมป์อ้างว่าได้คุยกับสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนแล้ว แต่จีนก็สวนกลับทันควันว่าไม่ใช่เรื่องจริง จนถึงเวลานี้ก็ไม่ค่อยจะแน่ใจแล้วว่า ทรัมป์ถือไพ่เหนือกว่าสีจริงดังที่พยายามแสดงให้เห็นหรือไม่ ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์จีนก็ออกมาระบุว่า ฝ่ายสหรัฐได้ติดต่อมาเพื่อขอหารือเรื่องภาษีกับจีนแล้ว แต่จีนก็ย้ำว่าการเจรจาต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริงใจ เพื่อแก้ไขการปฎิบัติที่ผิดพลาดของสหรัฐเอง
ภาษีทรัมป์ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในสหรัฐเอง อัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มจะพุ่งสูงขึ้นจากราคาสินค้าต่างๆ ที่พุ่งสูงจากภาษีนำเข้า กระทั่งตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกปีนี้ของสหรัฐติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ขณะที่ทรัมป์ยังประกาศแสดงความไม่พอใจต่อการรักษาความมั่นคงทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่มี นายเจอโรม พาวเวลล์ เป็นประธาน จนถึงกับขู่ว่าจะปลดพาวเวลล์ ก็ยังเป็นการแทรกแซงองค์กรอิสระที่ควบคุมเสถียรภาพของเศรษฐกิจสหรัฐที่แทบจะไม่เคยเห็นมาก่อนเช่นกัน ไม่น่าแปลกใจที่ผลสำรวจความเห็นล่าสุดแสดงให้เห็นว่า ทรัมป์ได้กลายเป็นประธานาธิบดีสหรัฐที่มีความนิยมต่ำเตี้ยเรี่ยที่สุดในรอบ 70 ปีเลยทีเดียว

ระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ยืนยาวมานาน 8 ทศวรรษ ภายใต้การนำของสหรัฐ ที่มีพื้นฐานบนการค้าเสรี หลักนิติธรรม และการเคารพบูรณภาพแห่งดินแดน ถูกทรัมป์ ผู้ซึ่งไม่เชื่อในระบอบพหุภาคี สั่นคลอนและบ่อนทำลายให้ล่มสลายลงอย่างรวดเร็วในเวลาเพียงแค่ 100 วัน ขณะที่เวลากว่า 1,300 กว่าวันถัดจากนี้ จะเป็นบททดสอบที่แท้จริงว่า ทรัมป์จะรอดหรือจะร่วง และ MAGA ของเขาคือฝันที่เป็นจริงหรือเป็นได้แค่ราคาคุย