โฟกัสโลกรอบสัปดาห์: นศ.ช็อก! ‘ทรัมป์’ เขย่าภาคการศึกษา การเดิมพันที่ได้ไม่คุ้มเสีย
สหรัฐอเมริกา เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักศึกษาต่างชาติจากทั่วโลก จากการเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกหลายแห่งซึ่งรวมถึง มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แต่ภาคการศึกษาของสหรัฐเกิดความสั่นคลอนอย่างหนักจากการที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดศึกเล่นงานมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ทั้งตัดงบประมาณและเพิกถอนสิทธิการรับนักศึกษาต่างชาติเข้าเรียน จนล่าสุดมีคำสั่งให้สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐทั่วโลกระงับการทำนัดหมายใหม่สัมภาษณ์วีซ่านักศึกษา สร้างความปั่นป่วนให้กับนักเรียนทั่วโลกพร้อมกับคำถามที่เกิดขึ้นตามมาว่า สหรัฐอเมริกายังเป็นจุดหมายปลายทางที่ดีสำหรับการศึกษาเรียนเหมือนในอดีตอีกหรือไม่
ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐได้พุ่งเป้าเล่นงานมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ด้วยการยกเลิกเงินทุนในการวิจัยจากรัฐบาลให้กับฮาร์วาร์ดมูลค่าเกือบ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐได้เพิกถอนสิทธิการรับนักศึกษาต่างชาติของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในภาคการศึกษาปี 2025-2026 ที่จะถึงนี้ และบีบให้นักเรียนต่างชาติที่กำลังศึกษาในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดต้องย้ายมหาวิทยาลัย มิเช่นนั้นจะต้องสูญเสียสถานะทางกฎหมายทำให้ต้องออกจากประเทศสหรัฐในที่สุด โดยกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ให้เหตุผลของคำสั่งดังกล่าวว่าเป็นเพราะฮาร์วาร์ดส่งเสริมความรุนแรง การต่อต้านชาวยิว และประสานงานกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน
ข้อมูลระบุว่ามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดรับนักศึกษาต่างชาติเกือบ 6,800 คนในปีการศึกษา 2024-2025 โดย 1 ใน 5 ของนักศึกษาต่างชาติที่ศึกษาในฮาร์วาร์ดเป็นนักศึกษาชาวจีน ขณะที่นักศึกษาต่างชาติคนอื่นๆ ของฮาร์วาร์ดมาจากมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ทำให้ต่อมาทางมหาวิทยาลัยได้ยื่นฟ้องร้องต่อศาลรัฐบาลกลางบอสตัน จนในที่สุด ผู้พิพากษาศาลก็ได้มีคำสั่งชั่วคราวไม่ให้รัฐบาลสหรัฐเพิกถอนสิทธิในการรับนักศึกษาต่างชาติของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
แม้มันอาจฟังดูเหมือนเป็นสัญญาณเชิงบวกเล็กน้อย แต่นั่นกลับเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของแรงสั่นสะเทือนในวงการศึกษาสหรัฐ เพราะต่อมาในวันที่ 27 พฤษภาคม รัฐบาลสหรัฐได้สั่งการให้สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลสหรัฐทุกแห่งในต่างประเทศหยุดการทำนัดหมายใหม่สำหรับผู้ที่จะสัมภาษณ์วีซ่านักเรียนและวีซ่าโครงการแลกเปลี่ยน โดยบอกว่าคำสั่งยกเลิกนัดหมายสัมภาษณ์วีซ่าดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการชั่วคราว ขณะที่กระทรวงต่างประเทศสหรัฐมีแผนให้มีการคัดกรอง ตรวจสอบโซเชียลมีเดียของนักศึกษาต่างชาติและผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนในสหรัฐอเมริกา มาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้ที่จะยื่นขอวีซ่าสหรัฐประเภท F, M และ J แต่ผู้ที่ได้รับการอนุมัตินัดหมายสัมภาษณ์วีซ่านักศึกษาไปก่อนหน้านี้จะยังคงเข้าสัมภาษณ์ได้ภายใต้แนวทางปฏิบัติเดิม
ล่าสุดในวันที่ 28 พฤษภาคม นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐประกาศว่า สหรัฐอเมริกาจะเริ่มการเพิกถอนวีซ่านักศึกษาของนักเรียนชาวจีน รวมถึงนักเรียนที่มีความเกี่ยวข้องกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนหรือกำลังศึกษาในภาควิชาที่มีความสำคัญ นอกจากนั้น กระทรวงต่างประเทศสหรัฐจะแก้ไขเกณฑ์การออกวีซ่าใหม่ให้มีความเข้มงวดมากขึ้นสำหรับผู้ที่เดินทางจากจีนและฮ่องกง
คำสั่งต่างๆ ที่ว่านี้ล้วนแต่ส่งผลเสียต่อวงการการศึกษาของสหรัฐทั้งสิ้นทั้งในด้านชื่อเสียงและการเงิน เพราะนักศึกษาต่างชาติถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญของมหาวิทยาลัยต่างๆ ของสหรัฐ ข้อมูลของ Open Doors หน่วยงานเก็บข้อมูลนักศึกษาต่างชาติ ระบุว่านักศึกษาต่างชาติจำนวนกว่า 1.1 ล้านคนจาก 210 ประเทศได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยสหรัฐในปีการศึกษา 2023-2024 ขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐชี้ว่านักศึกษาต่างชาติสร้างเม็ดเงินให้กับเศรษฐกิจสหรัฐเป็นมูลค่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.63 ล้านล้านบาทในปี 2023 ปัจจุบันนักศึกษาต่างชาติที่เข้าเรียนในสหรัฐมากที่สุดคืออินเดีย ตามมาเป็นอันดับ 2 คือจีน ที่มีจำนวนนักศึกษาในสหรัฐมากกว่า 270,000 คนในปีการศึกษา 2023-2024 หรือคิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 ของนักศึกษาต่างชาติทั้งหมดในสหรัฐ
ความเปลี่ยนแปลงในวงการการศึกษาของสหรัฐในขณะนี้ได้ทำลายความเชื่อมั่นของสหรัฐในหมู่นักศึกษาต่างชาติ เพราะนักศึกษาในหลายประเทศที่กำลังไปศึกษาต่อที่สหรัฐกำลังเจอกับความวุ่นวายในเรื่องวีซ่านักศึกษา หลายคนตั้งคำถามว่าทุนการศึกษาที่พวกเขาได้รับจะถูกยกเลิกหรือไม่ นักศึกษาชาวจีนคนหนึ่งที่ศึกษาในมหาวิทยาลัยของสหรัฐกล่าวว่าเขาคิดผิดที่มาเรียนต่อในสหรัฐเพราะแม้ว่าเขาจะได้รับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในสหรัฐ แต่ก็มีโอกาสที่เขาอาจถูกส่งกลับจีนโดยไม่ได้ใบปริญญากลับไปด้วย สำหรับเขานั่นเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก
นักศึกษาชาวอินเดียคนหนึ่งเล่าว่า เขารู้สึกตื่นเต้นมากที่จะได้เรียนในมหาวิทยาลัยในรัฐนิวเจอร์ซีย์ในหลักสูตรปริญญาโทสาขาการจัดการ แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ทำให้เขาสงสัยว่านัดหมายสัมภาษณ์วีซ่าของเขาตอนนี้ถูกเลื่อนหรือจะถูกยกเลิก โอลิเวอร์ ครอปลีย์ นักศึกษาชาวอังกฤษวัย 27 ปีที่กำลังจะได้ไปศึกษาต่อที่รัฐแคนซัสก็กำลังเจอกับความเสี่ยงที่จะไม่ได้ไปสหรัฐ เพราะเขายังไม่มีวีซ่านักศึกษาแม้จะทุ่มเงิน 300 ปอนด์ หรือ 13,200 บาทไปกับการยื่นขอวีซ่าก็ตาม โดยเขาเองก็เสี่ยงที่จะสูญเสียทุนการศึกษาหากไม่ได้เข้าเรียนที่สหรัฐ
พัค ฮยอนแท หัวหน้าของ Worldnet U.S. Overseas Edu Center หน่วยงานด้านการศึกษาในกรุงโซล ที่ให้ความช่วยเหลือนักเรียนชาวเกาหลีใต้ กล่าวว่า ลูกค้าและผู้ปกครองได้โทรศัพท์เข้ามาสอบถามตนอยู่ตลอดเวลาว่าเกิดอะไรขึ้น หลังรับทราบว่ารัฐบาลสหรัฐมีคำสั่งข้างต้น นายพัคกล่าวว่าการระงับนัดสัมภาษณ์วีซ่านักเรียน อาจทำให้การเริ่มต้นปีการศึกษาล่าช้า และเขาได้แนะนำให้นักเรียนระมัดระวังสิ่งที่โพสต์บนอินเตอร์เน็ต
ด้านกระทรวงต่างประเทศจีนได้คัดค้านแผนการเพิกถอนวีซ่านักเรียนจีนในสหรัฐอเมริกา โดยบอกว่าสหรัฐใช้เรื่องอุดมการณ์และความมั่นคงของชาติมาเป็นข้ออ้างในในการตัดสินใจ ซึ่งเป็นการทำลายสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของนักศึกษาชาวจีน รวมถึงทำลายการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ เรื่องดังกล่าวจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของสหรัฐที่มีต่อโลกและต่อความน่าเชื่อถือของสหรัฐเอง
อย่างไรก็ดี นี่เป็นการเปิดโอกาสให้จีนเสนอตัวขึ้นมาเป็นแหล่งการศึกษาที่น่าเชื่อถือ สำนักงานการศึกษาฮ่องกงได้สั่งการให้มหาวิทยาลัยต่างๆ ในฮ่องกงดึงดูดนักเรียนระดับหัวกะทิมาศึกษาต่อในฮ่องกงและออกมาตรการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักศึกษาเพื่อปกป้องสิทธิ ผลประโยชน์ของพวกเขา ภายหลังจากที่รัฐบาลสหรัฐได้สั่งห้ามไม่ให้มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดรับนักศึกษาต่างชาติในปีการศึกษา 2025 และ 2026
นโยบายที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ของทรัมป์ในเรื่องภาคการศึกษา ได้บ่อนทำลายจุดแข็งของสหรัฐที่มีสถานะเป็นแหล่งบ่มเพาะทางปัญญาและศูนย์กลางด้านการศึกษาชั้นนำของโลกไปในชั่วข้ามคืน ไม่ว่าความตั้งใจดั้งเดิมอาจเพียงเพื่อต้องการเล่นงานสถาบันการศึกษาขั้นสูงที่ทรัมป์และพรรครีพับลิกันมองว่ามีความเป็นฝ่ายซ้ายจัด แต่ทรัมป์อาจลืมคิดไปว่าความเชื่อมั่นที่สูญเสียไปแล้วย่อมเรียกคืนได้ยาก แม้ตัวเขาจะพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว นักศึกษาต่างชาติจำนวนไม่น้อยอาจหันหลังให้กับการเรียนต่อในสหรัฐ และเลือกประเทศอื่นที่ไม่บ้าคลั่งเป็นจุดหมายปลายทางที่ดีกว่าในการศึกษาต่อก็เป็นได้
ในระยะยาวแล้วการ “ทุบหม้อข้าวตัวเอง” ของทรัมป์ในครั้งนี้ มีโอกาสสูงมากที่จะ “ได้ไม่คุ้มเสีย”

