3 ทูตร่วมชี้ทางรอดไทย ในบริบทโลกป่วน
ไม่มีใครปฎิเสธได้ว่าโลกกำลังเจอกับความเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์ มีความพลิกผันของสถานการณ์เกิดขึ้นมากมาย ทั้งการก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มาพร้อมกับคลื่นกระแสขวาจัดในสหรัฐและในยุโรป รวมถึงเวทีพหุพาคีที่ถูกสั่นคลอนโดยประเทศที่เคยเป็นดั่งผู้ธำรงระเบียบโลก ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ไทยจะใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้ได้อย่างไร และไทยต้องเดินหน้าอย่างไรเพื่อก้าวขึ้นมามีบทบาทในเวทีโลกมากขึ้น
ในการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก ประจำปี 2568 นางกาญจนา ภัทรโชค เอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม นายศศิวัฒน์ ว่องสินสวัสดิ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย และนายเชิดชาย ใช้ไววิทย์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ได้ร่วมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับบริบทโลกใหม่ท่ามกลาง Geopolitics เพื่อให้แง่มุมความเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์และการปรับตัวของไทยให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน

นับตั้งแต่ที่ทรัมป์กลับขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐสมัยที่ 2 ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและโลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและสหภาพยุโรป (อียู) ทั้งที่ในอดีตเคยเป็นพันธมิตรใกล้ชิด นางกาญจนากล่าวว่าขณะนี้อียูกำลังมองหาพันธมิตรใหม่ จากการที่ผู้บริหารของอียูมีท่าทีที่เปลี่ยนไปมากหลังมีการเลือกตั้งอียูเมื่อปีที่แล้วและการกลับเข้ารับตำแหน่งของทรัมป์ หนึ่งในพันธมิตรใหม่ที่อียูกำลังจับตามองคืออาเซียน เพราะเห็นว่าอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโต มีเสถียรภาพเมื่อเปรียบเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ อียูได้เร่งการเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) ที่ยังค้างคาอยู่ ไทยเองก็ควรใช้โอกาสที่อียูกำลังมองหาพันธมิตรใหม่ๆ นี้ การเจรจา FTA ระหว่างไทยและอียูผ่านไปแล้ว 5 รอบและคาดว่าจะมีความคืบหน้าที่ดี หากไทยและอียูมีการลงนาม FTA จะช่วยให้การค้า การลงทุนระหว่างกันดีขึ้น
นางกาญจนากล่าวอีกว่า แม้หลายคนจะมองว่าอียูกำลังอ่อนแอจากปัญหาหลายด้าน อาทิ ผู้อพยพ เรื่องกระแสขวาจัด แต่ภาคประชาชนของอียูมีความเข้มแข็งมากกว่าสหรัฐ แม้กระแสขวาจัดจะมาแรงในยุโรป แต่ก็จะไม่ขวาจนเกินไป ยุโรปมีจุดแข็งในเรื่องนวัตกรรม เทคโนโลยีความยั่งยืน ซึ่งไทยควรใช้ประโยชน์จากจุดนี้
อียูเป็นพันธมิตรที่เราควรเสริมสร้างปฏิสัมพันธ์ให้มากขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์เช่นนี้ ไทยควรใช้จุดแข็งที่ไทยอยู่ในอาเซียน ดูว่าบทบาทใดของไทยที่เข้มแข็งในอาเซียนที่เราสามารถสร้างคุณค่าเชิงกลยุทธ์ให้กับไทยได้บ้าง ซึ่งไม่ได้มาจากตัวประเทศไทยเพียงอย่างเดียว แต่มาจากจุดยืนของไทยในภูมิภาค เช่นการเชื่อมต่อทางดิจิทัล ความมั่นคงทางทะเล ความมั่นคงทางไซเบอร์ หรือเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) หรือจุดแข็งที่มาจากสังคมของไทยคือ ความมั่นคงทางอาหารและภาคการเกษตร

นายศศิวัฒน์ตีความประโยคที่ว่า บริบทของโลกเปลี่ยนแปลง ไม่ได้หมายถึงแค่สหรัฐและจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องระหว่างฝ่ายตะวันตกและฝ่ายตะวันออก แม้ว่าสหรัฐจะมีความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ลงกับยุโรปตะวันตก แต่เชื่อว่าความสัมพันธ์นี้ตัดกันไม่ขาด อีกกลุ่มที่น่าจับตามองในช่วงความเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์คือกลุ่มโลกใต้ (Global South) ที่เราต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่ว่ากลุ่มโลกใต้ไม่ได้หมายความว่าเป็นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา แต่เป็นกลุ่มประเทศที่มีความคิดแตกต่างไปจากโลกตะวันตกในหลายเรื่อง
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน นายศศิวัฒน์กล่าวว่าไทยกำลังถูกบีบให้เลือกข้างในรูปแบบที่อาจแตกต่างไปจากอดีต เช่น กรณีของสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ที่ประเทศต่างๆ ขอให้มีการคว่ำบาตรรัสเซีย สาระสำคัญคือขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าประเทศไทย กระทรวงการต่างประเทศคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ หลายคนพูดถึงการรักษาสมดุลในเชิงยุทธศาสตร์ นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายแต่มันจะยากยิ่งขึ้นหากเรารักษาสมดุลตรงนี้ไม่ได้ และมันจะเป็นการตัดสินใจที่ยากมากหากวันหนึ่งไทยต้องเลือกข้างจริงๆ แต่จะรักษาสมดุลไว้ได้อย่างไร เราต้องยึดในหลักการที่จะเป็นประโยชน์สำหรับเรา
เรื่องคุณค่าเชิงกลยุทธ์ก็เป็นประเด็นสำคัญเช่นกัน เราต้องทำให้คนอื่นเกรงใจเราในระดับหนึ่งแต่จะทำเช่นนั้นได้เราต้องมีคุณค่าพอที่จะทำให้เขาเกรงใจ แต่จะทำได้อย่างไรนั้น ไทยต้องมีจุดยืนที่ชัดเจนและเลือกใช้หรือเลือกเน้นหลักการระหว่างประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศ อะไรก็ตามที่จะตอบโจทย์ผลประโยชน์ของประเทศไทย

ด้านนายเชิดชายกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงในองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ตอนนี้ว่าการที่ทรัมป์กลับเข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอีกครั้งคือ Super Disruption ในระบบยูเอ็น ที่ถอนรากถอนโคนยูเอ็นในแง่ของการเป็นสถาบัน Superstate ของระบบการปกครองโลก ทุกวันนี้ยูเอ็นมีความกังวลอย่างมากใน 2 เรื่อง คือ ปัญหาการเมืองความมั่นคง และปัญหาการเงินของยูเอ็นหลังสหรัฐตัดงบประมาณที่มอบให้ แต่เชื่อว่าสหรัฐยังต้องการยูเอ็นแบบเดียวกับที่ยูเอ็นต้องการสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่ายูเอ็นต้องปรับปรุงการทำงานของตัวเองเพื่อแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันทั้งในเรื่องการให้เงินช่วยเหลือยูเอ็นและการออกเสียงในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
เรื่องการแข่งขันเชิงกลยุทธ์โดยเฉพาะระหว่างจีนและสหรัฐก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจ แม้หลายคนจะพูดถึงเรื่องการที่ไทยเป็นสะพานที่เชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ แต่สาระสำคัญหลักไม่ได้อยู่ที่ไทยเป็นมิตรกับทุกประเทศหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าไทยมีขีดความสามารถที่จะพูดกับทุกประเทศได้หรือไม่ ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการต่างประเทศมีความเชื่อมโยงกับความเป็นไปในประเทศ ไทยควรมีการพัฒนาการศึกษาและทรัพยากรมนุษย์เพื่อเพิ่มปริมาณแรงงานที่มีคุณภาพในระบบ ถ้าเราไม่มีบุคลากรที่มีความพร้อม การต่างประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในกรณีนี้คือ ประเทศเวียดนาม ที่มีการพัฒนาการศึกษาที่ดีขึ้นจนติดอันดับต้นๆ ของเอเชีย ทุกวันนี้ในยูเอ็น เวียดนามมีการดำเนินงานที่ดี มีความชัดเจน มีสรรพกำลังในการผลักดันประเด็นที่ต้องการ และมี visibility สูง อีกประเด็นที่เราควรคำนึงถึงคือเราจะปรับปรุงการทำงานของเราในกระทรวงการต่างประเทศให้ดีขึ้นอย่างไร จะพัฒนานักการทูตรุ่นใหม่ให้เป็นคนที่สามารถวางกลยุทธ์ให้กับไทยได้อย่างไร ถ้าเราไม่พร้อมที่จะสู้ เราจะไม่มี visibility ในการเมืองระหว่างประเทศ
สำหรับในประเด็นที่ไทยถูกกดดันให้เลือกข้าง นายเชิดชายและนายศศิวัฒน์กล่าวว่า เราไม่ได้เลือกข้างใด เราเลือกผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นที่ตั้ง แต่จะทำเช่นนั้นได้ภายในประเทศเราต้องเข้มแข็งเสียก่อน เมื่อถึงตอนนั้นเราจะไม่ต้องกังวลกับการถูกบีบให้เลือกข้าง
สุดท้ายแล้ว แม้สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์จะมีความท้าทายอย่างยิ่ง เส้นทางข้างหน้าอาจไม่ได้ราบรื่นเสมอไป แต่บทบาทของกระทรวงการต่างประเทศตั้งแต่ในอดีตเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันคือ การต่างประเทศเพื่อประชาชน ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร การยึดมั่นในผลประโยชน์ของประเทศคือคติสำคัญที่ควรยึดมั่นท่ามกลางกระแสลมของความเปลี่ยนแปลงที่กำลังโหมแรงอยู่ในเวลานี้

