
มองพัฒนาการ ‘340 ปี สัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส’ ผ่านเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย
ในโอกาสวันชาติฝรั่งเศส กระผมมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เขียนถึงผู้อ่านมติชน สื่อชั้นนำของไทย ซึ่งกระผมได้มีโอกาสได้ไปเยือนสำนักงานใหญ่เมื่อไม่นานมานี้ โดยแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับสถานะปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสและไทย
เมื่อปลายเดือนมกราคม พ.ศ. 2568 กระผม พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่จากสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย และเจ้าหน้าที่จากกรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางไปยังจังหวัดลพบุรี เพื่อเยี่ยมชมสถานที่ประวัติศาสตร์ ซึ่ง เชอวาลิเย เดอ โชมงต์ (Chevalier de Chaumont) ผู้นำคณะทูตฝรั่งเศสคนแรกของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเมื่อปี พ.ศ. 2228 (ค.ศ. 1685) การเยือนครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยให้เราได้ย้อนรำลึกและทบทวนบริบททางประวัติศาสตร์ของจุดเริ่มต้นแห่งความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

340 ปีให้หลัง ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในปัจจุบันเป็นอย่างไร
แม้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศจะมีระดับความใกล้ชิดและความร่วมมือที่แตกต่างกันไปตามบริบทในแต่ละช่วงเวลา หากแต่โดยภาพรวมแล้ว ความสัมพันธ์ดังกล่าวได้มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมในหลากหลายมิติ และในปัจจุบันอยู่ในระดับที่แน่นแฟ้นเป็นอย่างยิ่ง ความสัมพันธ์ดังกล่าวยังได้รับการผลักดันครั้งสำคัญจากการเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดี เอมานูว์แอล มาครง เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ตามคำเชิญของรัฐบาลไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค และหลังจากการเยือนประเทศฝรั่งเศสของอดีตนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ทั้งสองครั้ง เมื่อเดือนมีนาคมและพฤษภาคม พ.ศ. 2567 จากการหารือร่วมกัน ณ กรุงปารีส ผู้นำทั้งสองประเทศได้แสดงเจตจำนงร่วมกันในการยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีสู่ระดับ “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” ผ่านการเสริมสร้างความร่วมมือในสาขาสำคัญ อาทิ การป้องกันประเทศและความมั่นคง โครงสร้างพื้นฐาน อวกาศ และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ซึ่งผู้นำทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันทิศทางความร่วมมือดังกล่าวอีกครั้งผ่านการหารือทางโทรศัพท์ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จากทั้งสองประเทศอยู่ระหว่างการจัดทำแผนปฏิบัติการทวิภาคีฉบับใหม่ เพื่อขับเคลื่อนเจตจำนงของผู้นำให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป
ขอยกตัวอย่างผลสัมฤทธิ์จากความร่วมมือในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
ในด้านเศรษฐกิจ ฝรั่งเศสและไทยให้ความสำคัญต่อภาคการขนส่ง โดยเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ได้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการขนส่ง 4 สาขา ระหว่างไทย-ฝรั่งเศส ครั้งที่ 2 ในการนี้ ผู้แทนจากภาครัฐและเอกชนของทั้งสองประเทศได้หารือร่วมกัน เพื่อกำหนดและผลักดันโครงการความร่วมมือที่สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม ตัวอย่างความร่วมมือด้านการขนส่งที่เห็นได้ชัดคือ การเปิดเส้นทางบินใหม่ของสายการบิน แอร์กาแล็ง (Air Calin) จากนิวแคลิโดเนียสู่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยแวะพักที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 และการเปิดเส้นทางบินตรงของสายการบินแอร์ฟรองซ์ (Air France) จากกรุงปารีสสู่จังหวัดภูเก็ตในอนาคตอันใกล้นี้

นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศใกล้บรรลุข้อตกลงในการลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงาน ซึ่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเป็นประเด็นสำคัญระดับโลกที่ทั้งไทยและฝรั่งเศสต่างให้ความสำคัญ โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการส่งเสริมความร่วมมือภายใต้กรอบพหุภาคี ความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพก็มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2567 ทั้งสองประเทศได้ร่วมลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง ซึ่งได้นำไปสู่การแลกเปลี่ยนเชิงนโยบายอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงการเตรียมการสำหรับการประชุมระดับนานาชาติครั้งสำคัญ อาทิ การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 29 (Conference of the Parties: COP29) ณ สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน และการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ สมัยที่ 16 (COP16) ณ สาธารณรัฐโคลอมเบีย นอกจากนี้ ในโอกาสการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยมหาสมุทร ครั้งที่ 3 ซึ่งจัดขึ้น ณ เมืองนีซ ประเทศฝรั่งเศส ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2568 ประเทศไทยได้แสดงบทบาทอย่างแข็งขันผ่านการแลกเปลี่ยนกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลากหลายภาคส่วน
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือการประชุมสุดยอดว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์เพื่อการปฏิบัติ (Summit for Action on Artificial Intelligence) ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงปารีส เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 โดยมีฝรั่งเศสและอินเดียร่วมเป็นประธานจัดงาน การประชุมดังกล่าวได้เปิดโอกาสให้เกิดการหารือเชิงนโยบายกับพันธมิตรฝ่ายไทย โดยเฉพาะในบริบทของการประชุมระดับโลกว่าด้วยจริยธรรมของปัญญาประดิษฐ์ (Global Forum on the Ethics of Artificial Intelligence) จัดโดยองค์การยูเนสโก ร่วมกับรัฐบาลไทย ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

ในโอกาสครบรอบ 340 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในปี 2568 นี้ หน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วนได้ร่วมมือกันอย่างแข็งขันในการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลอง ซึ่งช่วยส่งเสริมความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น นับตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสฯ ได้จัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง อาทิ การจัดพิมพ์หนังสือ การสัมมนาทางวิชาการ การจัดแสดงศิลปวัฒนธรรม และการจัดนิทรรศการต่าง ๆ หนึ่งในกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ งานเทศกาลดนตรี “Fête de la Musique” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ร่วมกับวัน แบงค็อก และสมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ โดยมีผู้เข้าร่วมหลายพันคนร่วมรับชมการแสดงของศิลปินและวงดนตรีกว่า 28 ศิลปิน บนเวที 5 เวที
นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ ยังได้ร่วมฉลองวาระครบรอบ 24 ปี โครงการวิจัยร่วม PHC Siam ซึ่งส่งเสริมการวิจัยร่วมระหว่างไทยและฝรั่งเศสในสาขาต่าง ๆ อาทิ เทคโนโลยีชีวภาพ พลังงานหมุนเวียน และสังคมศาสตร์ ตลอดระยะเวลา 24 ปีที่ผ่านมา PHC Siam ได้สนับสนุนโครงการวิจัยร่วมเกือบ 200 โครงการ และเปิดโอกาสให้นักวิจัยกว่า 2,000 คน ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการวิจัยและการฝึกอบรมทั้งในไทยและฝรั่งเศส ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการเสริมสร้างความร่วมมือในระยะยาว

การเฉลิมฉลองวาระครบรอบความสัมพันธ์ฝรั่งเศส-ไทยยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่องไปอีก 18 เดือนข้างหน้า เนื่องจากในปี พ.ศ. 2569 จะเป็นการรำลึกวาระครบรอบ 170 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างสองประเทศ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการจัดกิจกรรมและโครงการความร่วมมือต่าง ๆ มากมาย
ประเทศไทยและฝรั่งเศส ในฐานะพันธมิตรที่มีสายสัมพันธ์อันยาวนาน ยังคงมีศักยภาพอีกมากมายในการร่วมกันพัฒนา เสริมสร้าง และสร้างสรรค์อนาคตที่ยั่งยืนร่วมกัน
