โฟกัสโลกรอบสัปดาห์: ผ่านฉลุย ทรัมป์สั่งลุย ดันนโยบายสุดโต่ง

21.07.25 | 07:00 น.
AP

โฟกัสโลกรอบสัปดาห์: ผ่านฉลุย ทรัมป์สั่งลุย ดันนโยบายสุดโต่ง

กระทรวงศึกษาธิการ เป็นหนึ่งในกระทรวงที่ทุกประเทศต้องมี ในฐานะองค์กรที่มีบทบาทนำในด้านการศึกษา แต่ล่าสุด ศาลสูงสุดของสหรัฐได้เปิดทางให้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้าในแผนการยุบกระทรวงศึกษาธิการ และอนุญาตให้รัฐบาลสหรัฐปลดเจ้าหน้าที่กระทรวงศึกษาธิการเกือบ 1,400 คน โดยทรัมป์และ นางลินดา แม็กแมน รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการสหรัฐกำลังมุ่งดำเนินนโยบายที่จะปิดกระทรวงและคืนอำนาจการบริหารด้านการศึกษาให้กลับไปเป็นของแต่ละรัฐ

แม้ว่าการเดินหน้านโยบายดังกล่าวจะเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าคือชัยชนะของทรัมป์เกี่ยวกับการต่อสู้ทางกฎหมาย โดยเฉพาะในศาลสูงสุดที่เคลียร์ทางให้ทรัมป์ผลักดันการดำเนินนโยบายอนุรักษ์นิยมของเขาได้อย่างง่ายดาย ทำให้เกิดคำถามว่าการยุบกระทรวงศึกษาธิการเดินหน้าต่อไปอย่างไร

ในความเป็นจริงแล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่มีอำนาจทางกฎหมายที่จะยุบกระทรวงศึกษาธิการได้ เพราะอำนาจดังกล่าวอยู่ทในมือสภาคองเกรส แน่นอนว่ายังมีอุปสรรคอีกมากระหว่างทางเพื่อให้สภาคองเกรสเห็นชอบเกี่ยวกับการยุบกระทรวงศึกษาธิการ ดังนั้น สิ่งที่ทรัมป์และแม็กแมนทำคือการปลดเจ้าหน้าที่ของกระทรวง ลดขนาดกระทรวงให้เล็กลงมากที่สุด และโยกย้ายความรับผิดชอบต่างๆ ของกระทรวงไปให้หน่วยงานอื่นดูแล

แม็กแมนระบุว่าได้เริ่มกระบวนการปลดเจ้าหน้าที่จำนวน 1,400 คนแล้ว โดยเจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้ไปต่อถูกสั่งพักงานแบบยังได้เงินเดือนตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่ต่อมาศาลชั้นต้นได้ออกคำสั่งห้ามไม่ให้กระทรวงศึกษาธิการปลดเจ้าหน้าที่กลุ่มดังกล่าว แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้กลับมาทำงานอยู่ดี นางเมลานี สตอเรย์ ประธานและซีอีโอของสมาคมช่วยเหลือทางการเงินแก่นักศึกษาแห่งชาติสหรัฐ ให้ความเห็นว่าการลดจำนวนเจ้าหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการลง ทำให้เกิดปัญหาในส่วนของเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา อาทิ เว็บไซต์ StudentAid.gov ล่มนานหลายชั่วโมงเพียงวันเดียว หลังมีการปลดเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเรื่องการสื่อสารของกระทรวงศึกษาธิการ

Advertisement

การปลดเจ้าหน้าที่กระทรวงศึกษาธิการยังกระทบต่อการบังคับใช้กฎหมายสิทธิพลเมืองในเรื่องสิทธิของนักเรียนหญิง นักเรียนที่เป็นผู้ทุพพลภาพ นักเรียนที่เป็นชาว LGBTQ+ หรือนักเรียนผิวสี ทำให้เกิดความกังวลว่านักเรียนจะยิ่งขาดโอกาสในการศึกษามากขึ้น และยังทักท้วงสิทธิของตัวเองได้น้อยลงหากกระทรวงศึกษาธิการมีเจ้าหน้าที่และงบประมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการของนักเรียน

นอกจากเรื่องการปลดเจ้าหน้าที่แล้ว รัฐบาลสหรัฐยังพิจารณาที่จะให้กระทรวงอื่นๆ เข้ามารับช่วงต่อการดำเนินงานต่างๆ ของกระทรวงศึกษาธิการ อาทิ กระทรวงการคลังอาจเข้ามารับช่วงต่อเรื่องเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาของรัฐบาลกลาง ส่วนการบริหารโครงการให้ทุนสนับสนุนการฝึกสอนแรงงานและการศึกษาสำหรับผู้ใหญ่จะถูกย้ายไปเป็นความรับผิดชอบของกระทรวงแรงงาน ขณะที่พระราชบัญญัติการศึกษาเพื่อผู้ทุพพลภาพจะไปอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ สำหรับประเด็นเรื่องสิทธิต่างๆ ก็จะให้กระทรวงยุติธรรมเป็นผู้ดูแล

อย่างไรก็ตาม ศาลสูงสุดยังไม่ได้มีคำตัดสินชี้ขาดในเรื่องการยุบกระทรวงศึกษาธิการ แต่เพียงคำตัดสินวาระเร่งด่วนของศาลฎีกาที่เปิดทางให้มีการลดขนาดกระทรวงศึกษาธิการลง เพียงเท่านี้ก็เป็นอีกหนึ่งชัยชนะของทรัมป์ในการต่อสู้ทางกฎหมายแล้ว หลังศาลฎีกาได้อนุญาตให้ทรัมป์เพิกถอนการคุ้มครองทางกฎหมายของผู้อพยพมากกว่า 1 ล้านคน อนุญาตให้ปลดเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางหลายพันตำแหน่ง หรือไฟเขียวให้ปลดเจ้าหน้าที่ทหารที่เป็นคนข้ามเพศ นี่อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญเพราะทรัมป์ได้มีการปฏิรูปศาลสูงสุดตั้งแต่ครั้งที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐสมัยแรกด้วยการแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลสูงสุด 3 ท่าน แต่สิ่งที่น่าทึ่งในการดำรงตำแหน่งวาระ 2 คือทรัมป์ได้เกือบทุกอย่างที่เขาต้องการจากศาลสูงสุด

ทีมกฎหมายของทรัมป์ใช้การขอวาระฉุกเฉิน (emergency docket) เพื่อเร่งให้ศาลสูงสุดมีคำตัดสินเร็วขึ้น ซึ่งคำตัดสินที่ผ่านกระบวนการเช่นนี้มักไม่มีการให้ความชัดเจนถึงการบังคับใช้กฎหมายในอนาคต โดยทีมกฎหมายของทรัมป์ใช้การขอวาระฉุกเฉินจากศาลฎีกา เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายค้านยื่นขอคำสั่งชั่วคราวจากผู้พิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อขัดขวางการดำเนินนโยบายของทรัมป์ โซเนีย โซโทเมเยอร์ ผู้พิพากษาศาลสูงสุดที่โหวตไม่เห็นด้วยต่อการเปิดทางให้รัฐบาลเดินหน้าการยุบกระทรวงศึกษาธิการ ออกมากล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของทรัมป์เร่งการพิจารณาคดีของศาลฎีกาในเรื่องการอนุญาตให้เนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายไปยังประเทศอื่น โดยแทบไม่มีโอกาสที่จะอุทธรณ์หรือต่อสู้ทางกฎหมาย โซโทเมเยอร์ยังแสดงความไม่พอใจที่ศาลสูงสุดไม่ได้ตั้งคำถามมากพอถึงความถูกต้องทางกฎหมายของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของทรัมป์

“เมื่อฝ่ายบริหารประกาศอย่างชัดเจนถึงเจตนารมณ์ที่จะทำผิดกฎหมายและเริ่มทำตามแผนนั้น ฝ่ายตุลาการก็มีหน้าที่ที่จะตรวจสอบสิ่งผิดกฎหมายเหล่านั้น ไม่ใช่เร่งให้มันเกิดเร็วขึ้น” โซโทเมเยอร์กล่าว

สไคล์ เพอร์รี่แมน ประธานและซีอีโอของ Democracy Forward หน่วยงานที่ไม่แสวงผลกำไรที่เคยฟ้องร้องรัฐบาลทรัมป์ในเรื่องยุบกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ศาลสูงสุดออกวาระฉุกเฉินให้กับรัฐบาลสหรัฐเร็วเกินไปและไม่เหมาะสม อีกทั้งมีความกังวลว่าศาลสูงสุดไม่ได้ตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลเพียงพออย่างที่ชาวอเมริกันอยากให้เป็น

แม้ว่าการต่อสู้ทางกฎหมายในคดีต่างๆ เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายหลายประการของทรัมป์ยังคงดำเนินต่อไปในชั้นศาล และศาลสูงสุดยังไม่ได้มีคำตัดสินออกมา แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่ศาลอาจมีคำตัดสินว่าบางนโยบายนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อถึงเวลานั้น ต่อให้ศาลตัดสินว่าการเดินหน้ายุบกระทรวงศึกษาธิการจะไม่ชอบด้วยกฎหมายก็อาจสายเกินไปกว่าจะทำให้กระทรวงกลับมาดำเนินงานตามปกติได้อีกครั้ง เพราะพนักงานนับพันคนคงถูกปลดไปแล้ว หน้าที่และความรับผิดชอบต่างๆ ของกระทรวงอาจถูกโยกย้ายออกไปจนหมด และคงไม่สามารถฟื้นสถานะเดิมของกระทรวงได้ง่ายเหมือนดีดนิ้ว

ไม่มีใครทราบได้ว่าการศึกษาในสหรัฐจะเป็นอย่างไรเมื่อไม่มีกระทรวงศึกษาธิการ แต่เป็นหน้าที่ที่แต่ละรัฐจะต้องดูแลการศึกษาของตัวเอง เพราะไม่มีต้นแบบในเรื่องดังกล่าวและไม่มีประเทศใดเคยทำเช่นนี้มาก่อน นี่เป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของทรัมป์ ซึ่งหากสิ่งที่เขาคิดนั้นถูกต้อง การศึกษาในสหรัฐจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างที่ทรัมป์คาดหวัง แต่หากทรัมป์คิดผิด นี่อาจเป็นโดมิโน่ตัวแรกที่ล้มลงในเส้นทางที่ทอดไปสู่ความวุ่นวายในภาคการศึกษาของสหรัฐก็เป็นได้