โฟกัสโลกรอบสัปดาห์: เมื่อโลกหนุน ‘รัฐปาเลสไตน์’ หักพันธมิตรมะกัน-ยิว
คำว่า รัฐปาเลสไตน์และแนวทางสองรัฐ (two-state solution) เป็นประเด็นที่มีการถกเถียงมายาวนานและต่อเนื่องมาหลายทศวรรษแต่กลับไม่เคยบรรลุผลสำเร็จ ทำให้รัฐปาเลสไตน์มีสถานะแบบ “รัฐกึ่งรัฐ” ซ้ำยังตกอยู่ภายใต้การทำสงครามกับประเทศอิสราเอลที่ได้ลากยาวต่อเนื่องมากำลังจะเข้าสู่ปีที่ 2 การโจมตีและการปิดล้อมฉนวนกาซาของอิสราเอลที่ทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตกว่า 6 หมื่นคน และกำลังเกิดภาวะอดอยากอย่างรุนแรงในฉนวนกาซา ยิ่งเป็นแรงกดดันให้ประเทศพันธมิตรหลักของสหรัฐอย่าง อังกฤษ ฝรั่งเศส และแคนาดา ออกมาประกาศว่าจะให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์ในฐานะประเทศในเดือนกันยายนนี้ ถือเป็นแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่และสัญญาณว่าจุดยืนของชาติมหาอำนาจโลกในเรื่องอนาคตของชาวปาเลสไตน์ได้เปลี่ยนไปแล้ว อย่างไม่ไว้หน้าพันธมิตรใหญ่อย่าง สหรัฐและอิสราเอล อีกต่อไป
หนึ่งเดือนหลังจากที่อิสราเอลและกลุ่มฮามาสได้เปิดฉากทำสงครามในฉนวนกาซาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 นายแอนโทนี บลิงเกน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐในขณะนั้นได้เสนอ Five Tokyo Principles ในการประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ชาติ (จี7) ซึ่งเป็นเงื่อนไขของสหรัฐในปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอล ซึ่งระบุว่า ไม่ให้มีการบังคับพลัดถิ่น ไม่ให้อิสราเอลยึดครองฉนวนกาซาหลังสงครามยุติลง จะต้องไม่มีการปิดล้อมฉนวนกาซา การบริหารฉนวนกาซาจะต้องอยู่ภายใต้การนำของชาวปาเลสไตน์เท่านั้น และกลุ่มฮามาสจะต้องไม่มีบทบาทในฉนวนกาซาอีกต่อไป

แต่ความเป็นจริงของสถานการณ์ในฉนวนกาซาตอนนี้ ดูเหมือนว่าสิ่งที่สหรัฐนำเสนอไม่ได้เกิดขึ้นจริงแม้แต่เรื่องเดียว เพราะ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐได้เสนอแนวคิดให้สหรัฐเข้ามายึดครองฉนวนกาซาเพื่อเปลี่ยนฉนวนกาซาให้เป็น “ริเวียร่าแห่งตะวันออกกลาง” ซึ่งพูดถึงการบังคับย้ายถิ่นฐานชาวปาเลสไตน์ให้ออกจากถิ่นอาศัยเดิม แม้ว่าทรัมป์จะพับเก็บแนวคิดดังกล่าวไปอย่างเงียบๆ หลังเดินทางเยือนตะวันออกกลางในช่วงไม่กี่เดือนก่อน แต่สหรัฐก็ไม่มีแนวทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับอนาคตของฉนวนกาซาหลังสงครามสิ้นสุดลง ขณะที่ นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลปฏิเสธแนวทางสองรัฐ และยึดมั่นว่าองค์การบริหารปาเลสไตน์ (Palestinian Authority) จะไม่มีส่วนบริหารในฉนวนกาซา ส่วนรัฐบาลอิสราเอลสายขวาจัดผลักดันให้อิสราเอลยึดครองฉนวนกาซาอย่างถาวร ขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกไปและตั้งชุมชนชาวยิวในฉนวนกาซาแทน
อิสราเอลและสหรัฐยังผนึกกำลังกันจัดตั้ง มูลนิธิมนุษยธรรมเพื่อกาซา (GHF) ให้เป็นกลไกหลักในการแจกจ่ายความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซา หลังอิสราเอลได้ปิดล้อมฉนวนกาซาไม่ให้ความช่วยเหลือเข้าไปในพื้นที่ได้ โครงการ Integrated Food Security Phrase Classification (IPC) ขององค์การสหประชาชาติ (UN) บอกว่า ชาวปาเลสไตน์ในกาซากำลังเผชิญกับโรคระบาดและภาวะขาดสารอาหารเป็นวงกว้าง มีผู้คนอดอยากมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าอิสราเอลจะพยายามปฏิเสธในเรื่องนี้ แต่ภาพเด็กชาวกาซาและชาวปาเลสไตน์ถูกยิงระหว่างมารับอาหารกลับถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก
ประเทศฝรั่งเศสและซาอุดีอาระเบียได้จัดการประชุมที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่นครนิวยอร์ก เพื่อรื้อฟื้นแนวทางแก้ปัญหาสองรัฐ ซึ่งฝรั่งเศสได้ออกมาประกาศว่าจะให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์ในเดือนกันยายนนี้ ตามด้วยอังกฤษที่จะให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์ หากอิสราเอลไม่ยอมหยุดยิง แก้ไขสถานการณ์ที่เลวร้ายในฉนวนกาซา เปิดทางให้ยูเอ็นเข้ามาส่งความช่วยเหลือเข้าไปในฉนวนกาซาอีกครั้ง แสดงความชัดเจนว่าจะไม่ผนวกเขตเวสต์แบงก์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของอิสราเอล และมุ่งไปสู่แนวทางแก้ปัญหาสองรัฐ ต่อมาประเทศแคนาดาและมอลตาก็ได้ประกาศว่าจะรับรองรัฐปาเลสไตน์ในเดือนกันยายนนี้เช่นกัน การประกาศหักดิบจากจุดยืนของสหรัฐและอิสราเอลสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจของหลายประเทศต่อแนวทางการดำเนินการของอิสราเอลในฉนวนกาซา
หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้หลายประเทศ อาทิ อังกฤษและฝรั่งเศส ออกมาประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์ในปีนี้มาจากแรงกดดันภายในประเทศทั้งจากสาธารณชนและในรัฐสภา ที่ไม่พอใจกับสถานการณ์ความอดอยากในฉนวนกาซาที่รุนแรงเกินกว่าจะมองข้ามได้อีกต่อไป บีบให้อังกฤษต้องเปลี่ยนท่าทีของตัวเองในเรื่องปาเลสไตน์ นายเวส สตรีตติง รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขได้กล่าวเรียกร้องให้รัฐบาลอังกฤษให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์ ในขณะที่ยังเหลือรัฐปาเลสไตน์ให้รับรอง ด้านเซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษกล่าวว่า นี่คือเวลาที่เราควรออกมาทำอะไรสักอย่าง เพราะโอกาสที่จะเกิดแนวทางแก้ปัญหาสองรัฐเริ่มเลือนลางออกไป แน่นอนว่ารัฐบาลอังกฤษรู้ว่าเนทันยาฮูไม่มีทางที่จะดำเนินแนวทางสันติภาพเร็วๆ นี้ การประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์จึงเป็นแนวทางที่อังกฤษต้องใช้อย่างเลี่ยงไม่ได้
จนถึงตอนนี้ มีสมาชิกยูเอ็น 147 ชาติจากทั้งหมด 193 ชาติได้ให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์แล้ว โดยในปี 2024 ประเทศสเปน ไอร์แลนด์ และนอร์เวย์ ประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์ ขณะที่ชาติสมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ทั้งหมด 32 ชาติ ในจำนวนนี้มี 14 ชาติที่ให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์ ขณะที่ในกลุ่มจี 20 มี 10 ประเทศที่ให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์ ซึ่งในปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 13 ประเทศ หากอังกฤษ แคนาดา และฝรั่งเศสให้การรับรองอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายนนี้ ซอยย่อยลงมาถึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ที่มีสมาชิกถาวร 5 ชาติคือ อังกฤษ จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย และสหรัฐ นั้นจะมีเพียงสหรัฐประเทศเดียวที่ไม่ให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์
ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสออกมาเรียกร้องให้ประเทศอื่นๆ ให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์มากขึ้น ด้านประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นชาติมหาอำนาจในยุโรปและพันธมิตรใกล้ชิดกับอิสราเอล ยังคงสงวนท่าทีในเรื่องนี้ โดยบอกว่าการรับรองรัฐปาเลสไตน์จะเป็นหนึ่งในขั้นตอนสุดท้ายในแนวทางสองรัฐ แต่เยอมรนียังไม่มีแผนที่จะรับรองรัฐปาเลสไตน์เร็วๆ นี้ ส่วนโอกาสที่สหรัฐจะรับรองรัฐปาเลสไตน์แทบจะเหลือ 0% เพราะอิสราเอลเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐ แต่แรงกดดันจากนานาชาติที่มากขึ้นจะบีบให้ทรัมป์โน้มน้าวเนทันยาฮูให้เปลี่ยนแนวทางในปฏิบัติการทางทหารและอนาคตของฉนวนกาซา
ยอสซี เมเคลเบิร์ก ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางของ Chatham House สถาบันคลังสมองด้านกิจการระหว่างประเทศ ให้ความเห็นว่าประเทศส่วนใหญ่ในโลกสนับสนุนรัฐปาเลสไตน์ แต่นั่นกลับไม่เพียงพอที่จะทำให้รัฐปาเลสไตน์ถือกำเนิดขึ้นได้จริง ตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดคือ UNSC
แต่การที่ทรัมป์มีจุดยืนที่หนักแน่นในการยืนเคียงข้างอิสราเอลอย่างเหนียวแน่น ทำให้โอกาสที่จะเกิดรัฐปาเลสไตน์ยังคงมืดมนต่อไป

