โฟกัสโลกรอบสัปดาห์: สัมพันธ์ร้าว อินเดีย-สหรัฐ สะท้อนความจริงโลกผันผวน

11.08.25 | 06:54 น.
FILE PHOTO REUTERS

โฟกัสโลกรอบสัปดาห์: สัมพันธ์ร้าว อินเดีย-สหรัฐ สะท้อนความจริงโลกผันผวน

ทันทีที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐกลับเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐเป็นสมัยที่ 2 ในเดือนมกราคม นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย เป็นผู้นำประเทศคนแรกๆ ที่เดินทางไปพบทรัมป์ที่ทำเนียบขาว กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ทรัมป์เรียกโมดีว่าเป็น “เพื่อนที่ดี” ทั้งสองประเทศมีการเจรจาทางการค้ามากถึง 5 รอบ แต่ก็ไม่สามารถจรดปากกาลงนามกันได้

จากเดิมที่อินเดียเกือบเป็นประเทศแรกๆ ที่บรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ ตอนนี้กลับเป็นประเทศที่สหรัฐจะคิดภาษีศุลกากรสูงที่สุดประเทศหนึ่ง หลังขึ้นอัตราภาษีศุลกากรจากเดิมในอัตรา 25% ขึ้นเป็น 50% มีผลในวันที่ 28 สิงหาคมนี้ จากการที่อินเดียซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซีย ความสัมพันธ์ที่แตกหักระหว่างทรัมป์และโมดี หรือสหรัฐและอินเดีย ในครั้งนี้เป็นผลลัพท์ที่พัวพันตั้งแต่เรื่องผลประโยชน์ การเมืองภายในประเทศ ภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามอันนองเลือด

รอยร้าวแรกๆ ที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและอินเดียแย่ลงมาจากการเจรจาการค้าที่ล้มเหลว ในตอนแรก ทั้งสองประเทศตั้งเป้าว่าจะขยายมูลค่าการค้าระหว่างกันเพิ่มขึ้น 2 เท่าขึ้นเป็น 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 16 ล้านล้านบาท ภายในปี 2030 ในการเจรจาการค้า อินเดียได้เสนอว่าจะไม่คิดภาษีสินค้าอุตสาหกรรมของสหรัฐ ลดภาษีรถยนต์และแอลกอฮอล์ของสหรัฐ ยอมลงนามข้อตกลงให้บริษัทสตาร์ลิงค์ของนายอีลอน มัสก์ เข้ามาดำเนินการในอินเดียได้ แต่สิ่งที่สหรัฐขอกับอินเดียคือ การเข้าถึงภาคการเกษตรและภาคฟาร์มโคนมของอินเดียเพื่อลดการขาดดุลการค้ากับอินเดีย ซึ่งโมดีไม่อาจยอมรับข้อเสนอของสหรัฐได้ มันคือเส้นแดงที่โมดียืนจะไม่มีวันยอมให้ใครก้าวข้าม เพราะภาคการเกษตรของอินเดียคิดเป็นกว่า 45% ของการจ้างงานในอินเดีย

รอยร้าวต่อมาคือการที่ทรัมป์ต้องการเป็น “ประธานาธิบดีแห่งสันติภาพ” ด้วยการกระโดดเข้ามาเป็นตัวกลางแก้ไขความขัดแย้งหลายเหตุการณ์ของโลก หนึ่งในนั้นคือ สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ที่ทรัมป์ประกาศในช่วงหาเสียงว่าสามารถจบสงครามนี้ได้ภายใน 1 วัน แต่จนถึงตอนนี้ทรัมป์ก็ยังจบสงครามนี้ไม่สำเร็จ สหรัฐไม่พอใจรัสเซียที่ทำให้การเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครนล่าช้าออกไป จึงกลับมาใช้ไม้แข็งด้วยการขู่ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ว่าจะเจอกับการคว่ำบาตรเพิ่มเติม และจะขึ้นอัตราภาษีกับประเทศที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซีย เพื่อบีบให้รัสเซียยอมบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับยูเครน หนึ่งในเป้าหมายแรกที่สหรัฐหันไปเล่นงานคือ อินเดีย ทำให้สินค้าส่งออกต่างๆ ของอินเดีย เช่น ผ้า อัญมณี อะไหล่รถยนต์ และอาหารทะเล เจอกับภาษีศุลกากร 50% แต่เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ยา และโทรศัพท์มือถือไอโฟนของบริษัทแอปเปิลที่ออกมาจากโรงงานในอินเดียยังได้รับการงดเว้นจากการถูกเก็บภาษีในตอนนี้

Advertisement

อินเดียยืนกรานว่าจะไม่ยอมเลิกซื้อน้ำมันจากรัสเซีย เพราะอินเดียซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซียในราคาที่ถูกกว่าราคาท้องตลาดและมีสัญญาระยะยาว อีกทั้งอินเดียเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันดิบมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก และอาจแซงหน้าจีนขึ้นเป็นอันดับ 1 ภายในปี 2030 รัสเซียยังเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดมายังอินเดีย คิดเป็นกว่า 35% ของน้ำมันที่อินเดียนำเข้าทั้งหมด และรัสเซียยังเป็นผู้ส่งออกอาวุธรายใหญ่ที่สุดของอินเดียอีกด้วย ทั้งสองประเทศยังเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกันมานาน ทำให้การบีบให้อินเดียตัดขาดจากรัสเซีย ไม่ง่ายดายเหมือนที่สหรัฐต้องการ

อินเดียบอกว่าการที่สหรัฐเก็บภาษีอินเดียเพิ่มขึ้นเป็น 50% เป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรม และจะใช้มาตรการทั้งหมดที่จำเป็นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ โมดียังกล่าวเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ว่าเขาพร้อมที่จะยอมเจอผลกระทบใหญ่จากการไม่ยอมเอาความเป็นอยู่ของชาวไร่ ภาคฟาร์มโคนม และประมงไปแลก โมดีประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่ยอมก้มหัวให้กับแรงกดดันจากสหรัฐ เพราะรัฐบาลของโมดีมีจุดยืนชาตินิยม สาธารณชนในอินเดียจึงต่างคาดหวังให้อินเดียมีจุดยืนที่มั่นคง ท่ามกลางแรงกดดันที่ถาโถมมาจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ยิ่งทำให้โมดีถอยไม่ได้แม้ว่าแรงกดดันจากสหรัฐจะถาโถมเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นทั้งเรื่องการค้าหรือกับเรื่องรัสเซีย

ทรัมป์กล่าวอีกว่าสหรัฐกำลังพิจารณาที่จะประกาศคว่ำบาตรทุติยภูมิอีกหลายชาติ เพื่อเป็นการกดดันให้รัสเซียยุติสงครามยูเครนให้ได้ และหนึ่งในนั้นอาจรวมถึงจีนที่ซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซียเช่นกัน แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าจีนมีแต้มต่อในมือมากกว่าอินเดียจนทำให้รอดจากการถูกคิดภาษีเพิ่ม แม้ว่าจีนจะเป็นผู้นำเข้าน้ำมันจากรัสเซียมากที่สุด เพราะจีนมีแร่แรร์เอิร์ธที่มีความสำคัญกับอุตสาหกรรมไฮเทคและเป็นที่ต้องการอย่างมากของสหรัฐ ซึ่งเป็นสิ่งที่อินเดียไม่มี

อย่างไรก็ตาม อินเดียก็ได้ออกมาแก้เกมด้วยการหันไปหาพันธมิตรอื่นๆ เช่น สมาชิกกลุ่มบริกส์ ที่ทรัมป์มองว่าก่อตั้งขึ้นเพื่อทำลายสหรัฐ ประธานาธิบดีลุยซ์ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ของบราซิลจะโทรศัพท์หาโมดีในวันที่ 7 สิงหาคม และพูดคุยกับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนเพื่อหารือเรื่องการตอบโต้มาตรการภาษีของสหรัฐ ประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียก็คาดว่าจะเดินทางไปเยือนอินเดียภายในปีนี้เช่นกัน ขณะที่อินเดียยังหันไปกระชับความร่วมมือกับจีนมากขึ้นเช่นกัน แม้ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดมาสักระยะตั้งแต่ปี 2020 จากการปะทะระหว่างทหารสองประเทศตามแนวชายแดน โดยโมดีเตรียมเดินทางเยือนจีนในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งถือเป็นการเยือนจีนครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2018 เป็นโอกาสให้โมดีพบกับประธานาธิบดีจีนและรัสเซีย เป็นการหันไปผนึกกำลังกับประเทศอื่นๆ ที่สหรัฐจ้องจะเล่นงานอยู่

ถึงกระนั้นก็ตาม นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอินเดียมีแนวโน้มที่จะลุกลามไปยังภาคส่วนอื่นๆ เช่น วีซ่าทำงานของผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชาวอินเดียในสหรัฐหรือภาคบริการอื่นๆ อินเดียยังได้ประโยชน์จากโครงการวีซ่าของสหรัฐอีกมาก ชาวอินเดียจำนวนมากยังทำงานในภาคบริการซอฟท์แวร์และธุรกิจในสหรัฐเช่นกัน ซึ่งทำให้ชาวสหรัฐเสียตำแหน่งงานให้กับชาวอินเดียที่มีค่าจ้างถูกกว่า ดังนั้นอินเดียต้องระมัดระวังไม่ให้รอยร้าวกับสหรัฐอเมริกาใหญ่ไปมากกว่านี้

ประโยคที่ว่า ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน เป็นคำที่สะท้อนสถานการณ์ของโลกนับตั้งแต่ที่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐได้ดีที่สุด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดเรื่องหนึ่งคือสิ่งที่อินเดียกำลังเจออยู่ในเวลานี้ เป็นเรื่องเศร้าที่โลกต้องรับมือกับความเอาแน่เอานอนไม่ได้ของผู้นำสหรัฐไปอีกอย่างน้อย 3 ปีครึ่ง!