โฟกัสโลกรอบสัปดาห์ : จีนฉลอง 80 ปีวันแห่งชัยชนะ จัดระเบียบโลกใหม่หลังทรัมป์ทำป่วน

8.09.25 | 07:00 น.
เครดิตภาพ ซินหัว

โฟกัสโลกรอบสัปดาห์: จีนฉลอง80ปีวันแห่งชัยชนะ จัดระเบียบโลกใหม่หลังทรัมป์ทำป่วน

การสวนสนามเนื่องในโอกาสครบ 80 ปีของการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ของจีนที่กรุงปักกิ่งในปีนี้ ถูกจับตามองอย่างมากจากทั่วโลก ไม่ใช่เพียงเพราะมีผู้นำประเทศถึง 26 ประเทศที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมในพิธีดังกล่าว แต่ยังเป็นเพราะมันกลายเป็นการรวมตัวกันของผู้นำที่ถูกขนานนามจากตะวันตกว่าเป็น “Axis of Upheaval” ที่หากแปลตรงๆ ก็คือแกนแห่งความปั่นป่วน แต่ในความหมายที่แท้จริงคือการรวมตัวของกลุ่มประเทศที่กำลังท้าทายระเบียบโลกที่สหรัฐเป็นผู้ก่อร่างสร้างขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งมีบรรดาชาติตะวันตกเป็นผู้ชี้นำหลัก

ภาพที่ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ถูกรายล้อมไปด้วยผู้นำโลกหลายประเทศ แต่ที่โดดเด่นที่สุดและยืนเคียงข้างประกบซ้ายขวาคือ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย กับ นายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ทั้งยังมีประธานาธิบดีมาซูด เปเซซเคียน ของอิหร่าน ที่ต่างก็ถูกชาติตะวันตกระบุว่าเป็น Axis of Upheaval ด้วยกันทั้งสิ้น

สุนทรพจน์ของประธานาธิบดีสีที่จตุรัสเทียนอันเหมินเรียกร้องให้ขจัดรากเหง้าของสงคราม พร้อมระบุว่า “ชาติจีนไม่เคยหวั่นเกรงผู้ข่มขู่ใดๆ และจะก้าวไปข้างหน้าเสมอ” และว่า “มนุษยชาติต้องเผชิญกับทางเลือกอีกครั้งระหว่างสันติภาพหรือสงคราม การเจรจาหรือการเผชิญหน้า และผลลัพธ์ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกันหรือเกมที่มีแต่ผู้แพ้เท่านั้น ประชาชนจีนยืนหยัดอย่างมั่นคงอยู่กับฝ่ายที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์”

AP

การรวมตัวกันที่จีนในครั้งนี้ ทำให้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ นั่งไม่ติดและเดือดดาลอย่างหนัก จนถึงกับออกมาโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียด้วยคำพูดที่แสดงอาการฉุนเฉียวว่า “ขอแสดงความนับถืออย่างสูงต่อวลาดิมีร์ ปูติน และคิม จองอึน ขณะที่พวกท่านกำลังวางแผนต่อต้านสหรัฐอเมริกา” และว่า “คำถามสำคัญที่ต้องการคำตอบคือ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะเอ่ยถึงการสนับสนุนครั้งใหญ่และเลือดเนื้อที่สหรัฐมอบให้ เพื่อช่วยให้จีนได้มาซึ่งเสรีภาพจากผู้รุกรานหรือไม่” ทรัมป์ยังให้สัมภาษณ์ซ้ำอีกว่า “สหรัฐมีกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก พวกเขาจะไม่ใช้กำลังทหารกับเรา เชื่อผมถือว่านั่นเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่พวกเขาสามารถทำได้”

Advertisement

เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า สหรัฐเป็นผู้ทำให้สงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า การก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในวาระที่ 2 ของทรัมป์ ได้ทำลายหลายสิ่งหลายอย่างที่เคยสร้างอิทธิพลเชิงบวกของสหรัฐนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งนั้นสิ้นสุดลงให้ล่มสลายหายไปในเวลาเพียงไม่นาน

สหรัฐในมือของทรัมป์เวลานี้ ถูกมองว่าเป็นประเทศที่ใช้อำนาจที่มีอยู่ในมือเพื่อบีบประเทศต่างๆ ให้ทำตามที่ตนต้องการ ผลกระทบใหญ่ที่สุดที่เราได้เห็นคือความปั่นป่วนทั่วโลกจากการประกาศขึ้นกำแพงภาษีกับประเทศต่างๆ ตามอำเภอใจ เพื่อให้ทุกประเทศนำข้อเสนอที่ดีที่สุดมาวางไว้ตรงหน้า และบีบให้ทุกคนทำอย่างที่สหรัฐต้องการ สหรัฐในเวลานี้ไม่ใช่ประเทศพี่ใหญ่ที่เป็นที่พึ่งพิงได้เช่นในอดีต หรือเป็นประเทศที่คอยช่วยเหลือค้ำจุนองค์การต่างๆ ที่มีความสำคัญต่อระเบียบโลก แต่เป็นสหรัฐที่ทำทุกอย่างเพื่อรักษาประโยชน์ของตนตามที่ทรัมป์เห็นควร ตามสโลแกน “อเมริกาต้องมาก่อน”

แม้บางเรื่องบางราวที่ทรัมป์ตั้งคำถาม ก็เป็นสิ่งที่พอเข้าใจได้ อาทิ ทำไมสหรัฐจะต้องแบกรับภาระต่างๆ มากมายของโลกเอาไว้ แต่ก็ด้วยภาระหน้าที่บนสองบ่าหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เหล่านี้ ที่ทำให้สหรัฐกลายเป็น “ชาติมหาอำนาจเดี่ยว” มาอย่างยาวนาน กระทั่งปัจจุบัน คำถามต่อการกระทำและท่าทีของผู้นำสหรัฐ ได้กลายเป็นแรงสะท้อนกลับ แม้แต่สื่อสหรัฐอย่าง The Economist ถึงกับออกมาใช้ถ้อยคำบนหน้าปกเสียดสีสิ่งที่ทรัมป์ทำว่าช่วย “Make China Great Again” ก่อนที่จะ “Make America Great Again” เสียด้วยซ้ำ

REUTERS

ก่อนหน้าพาเหรดวันแห่งชัยชนะ ยังมีภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่ยากจะปฏิเสธได้ว่ามาจากนโยบายภาษีทรัมป์ นั่นคือการเดินทางเยือนจีนครั้งแรกในรอบกว่า 7 ปีของ นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ในระหว่างการประชุมองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ที่นครเทียนจิน ของจีน หลังจากที่ทั้งสองประเทศมหาอำนาจที่มีพลเรือนเกินพันล้านในเอเชีย เหินห่างกันไปนับตั้งแต่เหตุปะทะกันครั้งใหญ่ตามแนวชายแดนบริเวณเทือกเขาหิมาลัยในปี 2020

ภาพของการพูดคุยกันยิ้มแย้มอย่างดีในเทียนจินระหว่างสี ปูติน และโมดี ผู้นำที่เคยเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐ และเป็นหนึ่งในพันธมิตรกลุ่ม QUAD ที่ประกอบด้วยสหรัฐ อินเดีย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ซึ่งสร้างขึ้นมาเพื่อสกัดกั้นการสยายอิทธิพลของจีน ก็ดูทิ่มแทงใจ ยิ่งเมื่อตระหนักว่าภาพดังกล่าวมีแรงผลักสำคัญมากจากการที่ทรัมป์เรียกเก็บภาษีอินเดียสูงถึง 50% เพื่อสั่งสอนที่อินเดียไม่ยกเลิกการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย และไม่ยินยอมเปิดตลาดสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมโคนมให้ตามที่สหรัฐต้องการ เพราะโมดียืนกรานว่า อินเดียจะยึดผลประโยชน์ของประเทศและการปกป้องประชาชนของตนเองเป็นที่ตั้ง

ท่าทีของโมดีทำสะท้อนให้เห็นว่า อินเดียไม่เพียงแต่ไม่ยอมจำนนต่อแรงบีบจากทรัมป์ แต่ยังแสดงให้เห็นว่า อินเดียมีทางเลือกอื่นๆ ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาหรือยึดโยงกับสหรัฐ การกระทำของทรัมป์กลับกลายเป็นแรงผลักให้อินเดียกลับไปใกล้ชิดกับจีนมากขึ้น สีพูดระหว่างหารือกับโมดีว่า จีนและอินเดียควรให้โอกาสเพื่อการเติบโตร่วมกัน ทั้งสองประเทศเป็นพันธมิตร ไม่ใช่คู่แข่ง ไม่เพียงเท่านั้น โมดียังถึงกับขึ้นรถประจำตำแหน่งของปูติน และหารือกันอย่างอบอุ่นยาวนานนับชั่วโมง

REUTERS

การกระทำที่ผ่านมาของทรัมป์ยังทำให้ศัตรูของสหรัฐอย่างจีน รัสเซีย และเกาหลีเหนือ มีความใกล้ชิดและร่วมมือกันมากขึ้น แม้แต่พันธมิตรของสหรัฐอย่างอินเดีย ก็ทำเช่นเดียวกัน ความเอาแน่เอานอนไม่ได้ของทรัมป์ ยังทำให้จีนกลายเป็นประเทศที่เป็นเสมือนผู้พิทักษ์ระบอบพหุภาคีของโลกที่สหรัฐเคยเป็นคนก่อร่างสร้างขึ้น และดึงดูดให้ประเทศต่างๆ เข้าไปพึ่งพิงจีนมากขึ้นตามไปด้วย จีนกำลังวางสถานะของตนว่าเป็นทางเลือกใหม่ ท่ามกลางความผันผวนใหญ่จากการเปลี่ยนแปลงจุดยืนของสหรัฐ

สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงไปนานถึง 80 ปีแล้ว ระยะเวลาที่ยาวนานนี้ก็มากพอที่องค์กรและสถาบันต่างๆ ที่สหรัฐสร้างขึ้นในเวลานั้นจำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับโลกในยุคปัจจุบัน การผงาดขึ้นของประเทศกำลังพัฒนาใหม่ๆ กลายเป็นสิ่งที่คุกคามอำนาจเดี่ยวของสหรัฐที่เคยครอบงำโลกมาอย่างยาวนาน เช่นเดียวกับระเบียบโลกที่ชาติตะวันตกสร้างขึ้น ความพยายามที่จะส่งเสียงเพื่อหาทางหลุดพ้นจากระเบียบโลกที่ยังยึดโยงจากอดีตก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

การรวมตัวที่เห็นในจีนในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งที่เทียนจินและปักกิ่ง ล้วนเป็นดั่งการแสดงศักยภาพและแสนยานุภาพของจีนในฐานะทางเลือกใหม่ และเป็นส่วนหนึ่งของผลงานของทรัมป์ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา จนทำให้ประเทศที่เคยเป็นพันธมิตรหรือมีความใกล้ชิดกับทรัมป์ กำลังหันไปวางเดิมพันใหม่ในการเอาตัวรอด ซึ่งแน่นอนว่าจีนเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่โดดเด่นนั้น

ประชาคมโลกไม่ได้ปฏิเสธความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐที่ช่วยประคับประคองให้ทุกคนเดินหน้าต่อไปได้หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ปฏิเสธการใช้อำนาจครอบงำตามอำเภอใจสไตล์ทรัมป์ ที่สุดท้ายแล้วก็ย้อนกลับมาทำร้ายความน่าเชื่อถือของสหรัฐเองอย่างเลี่ยงไม่พ้น เช่นที่ได้เห็นกันในเวลานี้