
สัมภาษณ์พิเศษ เอเลนอร์ แซนเดอร์ส ทูตด้านสิทธิมนุษยชนของอังกฤษ กับการเยือนไทยครั้งแรก
สิทธิมนุษยชน เป็นหนึ่งในเรื่องที่โลกให้ความสำคัญมากที่สุด หลายประเทศทั่วโลกมีการเดินหน้าในเรื่องนี้มากขึ้นและเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงอยู่ตลอดว่าจะทำอย่างไรให้สิทธิมนุษยชนมีภาพรวมที่ดีขึ้น แต่ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าโลกของเรากำลังเผชิญความท้าทายและความผันผวนจากทั้งความขัดแย้งและการเมืองที่พลิกผัน เมื่อเร็วๆ นี้ “มติชน” มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ เอเลนอร์ แซนเดอร์ส เอกอัครราชทูตด้านสิทธิมนุษยชนของสหราชอาณาจักร และรองหัวหน้าคณะผู้แทนถาวรสหราชอาณาจักรประจำสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ณ นครเจนีวา ที่ได้เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกระหว่างวันที่ 21 – 22 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยมี นายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาองค์กร Human Rights Watch ร่วมให้สัมภาษณ์ เพื่อเจาะลึกความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของโลกปัจจุบัน และความคืบหน้าของไทยในเรื่องสิทธิมนุษยชนท่ามกลางกระแสลมแห่งความผันผวนที่ป่วนโลก
เอกอัครราชทูตเอเลนอร์ให้สัมภาษณ์อย่างยิ้มแย้มเป็นกันเองว่า บทบาทเอกอัครราชทูตด้านสิทธิมนุษยชนของสหราชอาณาจักรประจำยูเอ็นมีเป้าหมายหลักคือการส่งเสริมความร่วมมือและความเข้าใจกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกในเรื่องสิทธิมนุษยชน เป็นหนึ่งในที่มาของการเดินทางเยือนประเทศไทยในครั้งนี้ ที่ได้มีโอกาสพบหารือกับรัฐบาลไทย หน่วยงานราชการ และนักเคลื่อนไหวเพื่อพูดคุยเรื่องสิทธิมนุษยชน ดูความคืบหน้าต่างๆ ของโครงการที่ได้ทำร่วมกัน การเยือนประเทศไทยในครั้งนี้มีผลสำเร็จเป็นอย่างดี โดยได้ไปเยี่ยมชมสถานีตำรวจแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครที่ถูกใช้ควบคุมตัวนักเคลื่อนไหวทางการเมืองเกือบ 100 คนในการประท้วงเมื่อ 3 ปีก่อน ที่ตอนนี้มีการปรับปรุงสภาพภายในให้ดีขึ้นจากโครงการความร่วมมือกับสหราชอาณาจักร เป็นหนึ่งในผลสำเร็จจากการผลักดันของสหราชอาณาจักร เพื่อปรับปรุงแนวทางปฏิบัติของตำรวจไทยเกี่ยวกับการดูแลผู้ต้องขังหลังถูกจับกุม เป็นการป้องกันและปราบปรามการทรมาณและการบังคับสูญหาย

ในฐานะที่ไทยเป็นสมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (เอชอาร์ซี) เอกอัครราชทูตเอเลนอร์ทำงานร่วมกับผู้แทนของไทย ณ นครเจนีวาอย่างใกล้ชิด ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีจุดยืนเดียวกับอังกฤษในหลายประเด็น ส่วนตัวมองว่าไทยมีความก้าวหน้ามากขึ้นในเรื่องสิทธิมนุษยชนเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียนโดยรวม เช่นการที่ไทยมีกฎหมายสมรสเท่าเทียม การเยือนครั้งนี้ก็ทำให้เห็นข้อมูลว่าไทยทำงานไปมากแค่ไหนในเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ สิทธิผู้พิการ การช่วยเหลือคนชรา หรือประเด็นอื่นๆ เห็นได้ชัดว่าไทยคำนึงถึงคนเหล่านี้ ขณะที่รัฐบาลไทยก็กำลังให้ความสำคัญกับหลักปฏิบัติสากลหลักๆ ในเรื่องกรอบการทำงานของยูเอ็น เพื่อนำหลักปฏิบัติที่ดีที่สุดมาปรับใช้ ก็เป็นเรื่องดีที่ได้มาเห็นความคืบหน้าต่างๆ แต่ทุกประเทศล้วนต้องเดินหน้าต่อในการพัฒนาสิทธิมนุษยชน สหราชอาณาจักรพร้อมร่วมมือกับประเทศต่างๆ รวมถึงไทยด้วย โดยรวมพึงพอใจกับแนวทางที่เปิดกว้างของไทยที่จะพูดคุย หารือเกี่ยวกับความท้าทายต่างๆ จึงมองเป็นบวกว่าเราจะสามารถเดินหน้าต่อไปด้วยกันในเรื่องนี้
ถึงกระนั้นก็ตาม เอกอัครราชทูตเอเลนอร์มองว่ากฎหรือกรอบการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนของยูเอ็นไม่ได้เป็นตัวแทนของแนวทางที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียวเสมอไป แต่หลักฐานมากมายชี้ว่าเมื่อมีการยึดมั่นในเรื่องสิทธิมนุษยชน เมื่อมีการปฏิบัติตามกฎและกรอบสากล เสถียรภาพจะดีขึ้นตามมา การเติบโตทางเศรษฐกิจและความเจริญรุ่งเรืองจะมากขึ้น เปรียบเหมือนหากเราปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ทางธุรกิจ คุณก็จะมีโอกาสที่จะได้รับการลงทุนมากขึ้นตามมา ดังนั้นมันจึงเป็นเหมือนกับหลักการพื้นฐานของการดำรงชีวิต

เมื่อถามถึงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของโลกตอนนี้ หลังระบบพหุภาคีของโลกเจอกับความท้าทายที่มากขึ้น เอกอัครราชทูตเอเลนอร์อธิบายว่า ตอนนี้มีความท้าทายอยู่รอบด้านไม่ใช่แค่เรื่องสิทธิมนุษยชน สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนก็ไม่ได้อยู่ในช่วงที่ดีนัก นายโวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งยูเอ็น กล่าวไว้ว่าเขตเศรษฐกิจของโลก 1 ใน 3 กำลังอยู่ภายใต้การนำของผู้ปกครองด้วยอำนาจเด็ดขาด หมายความว่าผู้คนถูกจับกุมด้วยข้อหาทางการเมืองมากขึ้น เสรีภาพของพลเมืองลดลง การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมถูกจำกัดมากขึ้น คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) บอกกับทางคณะทูตว่าตอนนี้โลกมีความขัดแย้งที่มีการใช้อาวุธมากที่สุดนับตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พลเมืองในประเทศคู่ขัดแย้งถูกละเมิดสิทธิมากขึ้น ตัวอย่างเหล่านี้คงสะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนมีความซับซ้อนมากขึ้น ข่าวดีคือหลายประเทศยังเชื่อว่าเราควรยึดมั่นในแนวทางปฏิบัติและค่านิยมด้านสิทธิมนุษยชน แม้อาจไม่ง่ายที่จะเห็นตรงกันว่าจะนำหลักปฏิบัตินั้นมาปรับใช้อย่างไร ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงมีความสำคัญมากเพราะมันคือหนทางเดียวที่จะต่อสู้กับความท้าทายเหล่านี้เพื่อมุ่งไปสู่การพัฒนาสิทธิมนุษยชนให้ดีขึ้น
นายสุณัยกล่าวเสริมว่า ความท้าทายใหญ่ที่สุดที่โลกกำลังเผชิญนั่นก็คือ ประเทศมหาอำนาจเชื่อว่าผู้ที่แข็งแกร่งกว่าย่อมเป็นฝ่ายถูก สหราชอาณาจักรและอีกหลายประเทศที่มีจุดยืนเดียวกันกำลังพิสูจน์ว่าความเชื่อนั้นผิด มันไม่ใช่แค่เรื่องอำนาจเพียงอย่างเดียวแต่ยังมีความเกี่ยวพันกับเรื่องค่านิยม การยึดมั่นในหลักปฏิบัติสากล เราจึงต้องใช้เสียงจากสหราชอาณาจักรและประเทศที่ยึดถือค่านิยมเดียวกัน เพื่อให้แน่ใจว่าการแข่งขันทางความเชื่อนี้ในฝั่งของเราอยู่บนพื้นฐานของค่านิยมด้านมนุษยธรรมสากล ในเรื่องประชาธิปไตย ในเรื่องธรรมาภิบาลที่ดี ในการเมืองที่มีส่วนร่วมและสังคมที่เปิดกว้าง เราสามารถอยู่ร่วมกันและเจริญรุ่งเรืองไปด้วยกันได้แทนที่จะถูกกดขี่

สำหรับสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของไทยในปัจจุบัน นายสุณัยให้ความเห็นว่ารัฐบาลไทยให้คำมั่นกับยูเอ็นมากมายในช่วงการลงเลือกตั้งเพื่อเป็นสมาชิกเอชอาร์ซี แต่รัฐบาลไทยยังไม่ได้ทำตามคำมั่นที่ให้ไว้กับโลกและคนไทย แม้ไทยจะมีความคืบหน้ามากขึ้นในเรื่องสิทธิทางเศรษฐกิจ ทางสังคมและวัฒนธรรม เช่น กฎหมายสมรสเท่าเทียม แต่ไทยยังไม่มีความคืบหน้าในหลายเรื่อง เช่น การเคารพเสรีภาพในการพูด ตอนนี้ไทยกำลังให้ความสำคัญไปที่ว่าทำอย่างไรจึงจะมีบทบาทมากขึ้นในเอชอาร์ซี การมีส่วนร่วมกับเอกอัครราชทูตเอเลนอร์จะเป็นแพลตฟอร์มที่ดีในการพัฒนาในเรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งตนคาดหวังว่าไทยจะมีมาตรการที่ชัดเจนขึ้นในเอชอาร์ซีเร็วๆ นี้
เอกอัครราชทูตเอเลนอร์มองว่าเป็นเรื่องน่าเศร้าที่บางประเทศผลักดันเรื่องสิทธิชาว LGBTQ+ น้อยลง และยังคงจับชาว LGBTQ+มาลงโทษ หรือแม้แต่จัดให้การสมรสของคนเพศเดียวกันถือเป็นคดีความผิดทางอาญา รวมถึงมีความรุนแรงต่อผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศเพิ่มขึ้น แน่นอนว่าสหราชอาณาจักรสนับสนุนเรื่องสิทธิชาว LGBTQ+ อย่างเต็มที่และต่อต้านการเลือกปฏิบัติเช่นเดียวกับไทย สุดท้ายเรื่องนี้ก็จะวนกลับมาสู่ความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขเรื่องดังกล่าว ทั้งผ่านองค์กรพหุภาคี เช่นยูเอ็น หรือการมีส่วนร่วมทวิภาคีกับประเทศที่อาจจะไม่ได้คิดแบบเดียวกับเราในประเด็นนี้เพื่อให้เข้าใจความคิดของแต่ละฝ่ายมากขึ้น เราต้องขจัดความกลัวในเรื่อง LGBTQ+ เพราะการเลือกปฏิบัติมักเกิดจากความกลัว เราพยายามผลักดันให้ผู้คนมีอิสระที่จะรักใครโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติโดยที่ผู้อื่นไม่รู้สึกคุกคาม

ย้อนกลับมาที่ไทยที่ผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมเป็นประเทศแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในการผลักดันสิทธิชาว LGBTQ+ ในไทย เอกอัครราชทูตเอเลนอร์แสดงความยินดีกับประเทศไทยและคู่รักทุกคู่ที่ได้จดทะเบียนสมรส แม้นี่จะเป็นข่าวดีอย่างมาก แต่ความท้าทายต่างๆ ยังคงมีอยู่ในทุกประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ ว่ากฎหมายระบุเอาไว้อย่างไรเกี่ยวกับเรื่อง LGBTQ+ อย่างในกรณีของสหราชอาณาจักรที่แม้จะมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมตั้งแต่ปี 2014 แต่สังคมบางส่วนยังมีทัศนคติเดิมเกี่ยวกับชาว LGBTQ+ อยู่ เรากำลังมีความก้าวหน้ามากขึ้นในเรื่องนี้ ขณะที่ไทยกำลังผลักดันเรื่องนี้อย่างมาก เห็นได้จากการที่ไทยเป็นประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่เป็นก้าวสำคัญอย่างแท้จริง
นายสุณัยบอกด้วยว่าสำหรับในไทยเอง สถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรและประเทศต่างๆ ในไทยที่มีจุดยืนเดียวกันในเรื่องสิทธิ LGBTQ+ ต่างจัดกิจกรรมเพื่อมอบ “พื้นที่ปลอดภัย” ให้ชาว LGBTQ+ ในการแสดงความเป็นตัวเอง แน่นอนว่าการที่ไทยมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมเป็นแนวทางที่ถูกต้อง แต่ก็ยังเหลืออะไรอีกมากให้ทำ ผู้มีความหลากหลายทางเพศในไทยสามารถใช้กิจกรรมของสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรหรือสถานเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ ในการเป็นช่องทางเพื่อพูดคุยกับรัฐบาลไทยและสังคมวงกว้าง ที่อาจเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับเรื่อง LGBTQ+ พื้นฐานของเรื่องนี้คือต้องมีสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยและเปิดกว้างมากพอที่จะแลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกัน คุณอาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ได้แต่อย่างน้อยก็ทำให้การพูดคุยเป็นไปอย่างสันติและเคารพความเห็นของอีกฝ่าย

อย่างที่รู้กันว่าปีนี้ไทยและสหราชอาณาจักรเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต มีการจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น การจัดโร้ดโชว์ในภูมิภารต่างๆ ของไทย แต่หนึ่งในความพิเศษของการเฉลิมฉลอง 170 ปีความสัมพันธ์ระหว่างสองพันธมิตรใกล้ชิดในปีนี้คือ ทางสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยมีการเลือกบุคคลที่มีความโดดเด่นในเรื่องต่างๆ ให้เป็น “ไอคอน” ในด้านนั้นๆ เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งในโอกาสพิเศษนี้ นายสุณัยได้รับเลือกให้เป็นไอคอนได้เรื่องสิทธิมนุษยชน
นายสุณัย ซึ่งเป็นอดีตนักเรียนทุนรัฐบาลอังกฤษชีฟนิ่งรุ่นแรกๆ กล่าวความรู้สึกว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับเลือกจากทางสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรให้เป็นไอคอนในเรื่องสิทธิมนุษยชน สะท้อนให้เห็นว่าค่านิยมสิทธิมนุษยชนเป็นหนึ่งในรากฐานที่ทั้งสองประเทศต่างยึดมั่นร่วมกันในความสัมพันธ์ทวิภาคี ซึ่งค่านิยมร่วมกันนี้จะนำไปสู่ความร่วมมือในเรื่องต่างๆ ระหว่างสองประเทศ อาทิ การปรับแนวทางปฏิบัติของตำรวจไทย การปฏิรูปกฎหมาย ภาคประชาสังคม หรือในเรื่องการดำเนินธุรกิจที่มุ่งไปสู่ความโปร่งใสมากขึ้น ตนมีความร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทูต รัฐบาล และภาคประชาสังคมสหราชอาณาจักรอย่างใกล้ชิดผ่านกิจกรรมของมหาวิทยาลัย สื่อมวลชน หรือองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อให้แน่ใจว่ามิตรภาพนี้จะแผ่ขยายไปผ่านช่องทางต่างๆ มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อให้นำไปสู่การเคารพสิทธิมนุษยชนมากขึ้น เคารพระบอบประชาธิปไตย เคารพหลักนิติธรรม ความยุติธรรมในไทย สำหรับเรื่องความเท่าเทียมทางเพศและความหลากหลายทางเพศก็เป็นส่วนหนึ่งในประเด็นที่ตนให้การสนับสนุน เพื่อเป็นตัวอย่างของการเคารพซึ่งกันและกัน การแลกเปลี่ยนแนวคิดอย่างสันติ
สิ่งที่สะท้อนจากการสัมภาษณ์เอกอัครราชทูตเอเลนอร์คือแม้สถานการณ์ของโลกจะเต็มไปด้วยความท้าทายและความผันผวนเท่าใด หากประเทศต่างๆ ร่วมมือกันผลักดันเรื่องการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เพื่อสร้างสังคมที่ดีกว่าย่อมเป็นไปได้ ดังเช่นความร่วมมือระหว่างไทยและสหราชอาณาจักรที่มีความร่วมมือกันในเรื่องสิทธิมนุษยชนที่เป็นค่านิยมร่วมกัน ที่ฝังรากลึกในความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยาวนานระหว่างสองประเทศตลอด 170 ปีที่ผ่านมา
