สีหศักดิ์มองการต่างประเทศไทย หนึ่งเดือนในรัฐบาลนายกฯอนุทิน
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์พิเศษมติชน หลังสองสัปดาห์ของการเดินทางไปร่วมประชุมสำคัญ ทั้งการประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้องที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีประเด็นสำคัญคือการแก้ไขปัญหาไทย-กัมพูชา ต่อเนื่องกับการประชุมสุดยอดเอเปคที่เมืองคยองจู ของเกาหลีใต้
การประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมสุดยอดเอเปค ที่จัดขึ้นติดต่อกันถือเป็นโอกาสอันดีที่ท่านนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุล ที่เพิ่งรับหน้าที่ได้เจอผู้นำคนสำคัญของโลก ทั้งผู้นำอาเซียนและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ที่ได้เดินทางมาร่วมประชุมอาเซียน เพื่อมีบทบาทในเรื่องสันติภาพไทย-กัมพูชา รวมถึงท่านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง ของจีน ขณะที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นก็เพิ่งรับตำแหน่งและเดินทางมาร่วมประชุมกับผู้นำอาเซียนด้วย เช่นเดียวกับผู้นำออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแคนาดา

การเข้าร่วมเวทีเช่นนี้และการการแสดงท่าทีของไทยเป็นการแสดงบทบาทของไทยในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศในประเด็นสำคัญที่อยู่ในระเบียบวาระของการประชุมทั้งสองเวที และยังเป็นโอกาสที่ดีที่เราได้ชี้แจงว่าประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของเราไปข้างหน้าอย่างไร ในภาพใหญ่เป็นโอกาสที่ดี และการเดินทางมาครั้งนี้ยังไม่ได้พบปะเพียงแต่ผู้นำแต่ยังพบปะกับภาคเอกชนต่างๆ โดยท่านนายกฯได้กล่าวถ้อยแถลงและเข้าร่วมในเวทีกับภาคธุรกิจที่สำคัญของเอเปคหลายเวทีด้วย
สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการแสดงให้เห็นภาพว่าประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนในด้านการต่างประเทศ การที่ท่านนายกฯได้มีโอกาสทำความรู้จักกับผู้นำประเทศต่างๆ ถือเป็นโอกาสที่ดี เป็นการพูดคุยแบบเป็นกันเอง การพูดคุยระหว่างผู้นำเป็นเรื่องสำคัญ มันจะช่วยในหลายเรื่อง อีกทั้งบุคลิกท่านนายกฯท่านไม่ได้นั่งอยู่เฉยๆ แต่เดินไปทักทาย ไปแลกนามบัตรกับผู้นำคนอื่นๆ ท่านเหมือนปลาที่อยู่ในน้ำ มีความเป็นธรรมชาติ การที่ท่านมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนต่างๆ มันก็มีส่วนช่วยเช่นกัน ขณะที่การนำเสนอถ้อยแถลงในที่ประชุมท่านก็มีการใช้ภาษาที่ดีด้วย

ในภาพรวมทุกคนมีความกังวลในเรื่องความผันผวนของสถานการณ์ระหว่างประเทศโดยเฉพาะเรื่องกฎกติการะหว่างประเทศที่สำคัญทางเศรษฐกิจ และระบบความร่วมมือภายใต้ระบอบพหุภาคีระหว่างประเทศซึ่งรองรับระเบียบโลกที่ผ่านมา สืบเนื่องจากการดำเนินมาตรการฝ่ายเดียวและการกีดกันทางการค้าที่เห็นกันอยู่
ทำอย่างไรที่จะประคับประคองระเบียบโลกและระบอบพหุภาคีเพื่อไม่ให้กระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แม้ว่าขณะนี้เศรษฐกิจระหว่างประเทศจะดีขึ้นแต่ยังมีความเปราะบางอยู่ ทุกคนเห็นตรงกันว่าในภูมิภาคไม่ว่าอาเซียนหรือเอเปคจะต้องมุ่งในเรื่องของการส่งเสริมการค้าเสรี ในส่วนของอาเซียนก็ต้องมีการรวมตัวทางเศรษฐกิจให้เข้มแข็งขึ้น ซึ่งเป็นแนวคิดหลักของการประชุมว่าจะทำอย่างไรคือ หนึ่งรักษาระบอบพหุภาคี และสองต้องพยายามส่งเสริมระบอบการค้าเท่าที่มีอยู่

ในส่วนของไทยก็พยายามเร่งการเจรจาความตกลงความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจรอบด้านกับเกาหลีใต้ สำหรับแคนาดาที่เขามาพบท่านนายกฯก็แสดงความสนใจที่จะทำความตกลงเอฟทีเอกับไทยแบบฟาสแทรค
สำหรับประเด็นด้านความมั่นคง สิ่งที่ไทยเป็นห่วงในขณะนี้คือเมื่อมีเศรษฐกิจดิจิทัล เรื่องของความมั่นคงไซเบอร์จึงมีความสำคัญ อย่างที่เราเห็นปัญหาการสแกมทั้งหลายที่กำลังแพร่ระบาดหนัก ไทยได้เน้นในทุกเวทีว่าเราให้ความสำคัญและทุกคนก็ขานรับ เห็นว่าเป็นเรื่องที่ปล่อยไว้ไม่ได้ และจะต้องมีการร่วมมือกันอย่างจริงจัง ไทยจึงเสนอเรื่องการจัดประชุมระหว่างประเทศขึ้นหลังจากนี้
ส่วนความท้าทายด้านเศรษฐกิจที่ทุกคนมองเห็นได้ชัดในเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ทุกคนพูดว่าเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นต้องมีระบบธรรมาภิบาลที่ดีในการควบคุม เพราะมันมีความเสี่ยงหลายอย่างที่จะตามมา
- การที่นายกได้เข้าร่วมรับประทานอาหารกับประธานาธิบดีสหรัฐที่เอเปคมีนัยทางการเมืองอย่างใดหรือไม่
เดิมการจัดรับประทานอาหารค่ำเป็นความคิดของประธานาธิบดีทรัมป์ แต่ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ในฐานะประเทศเจ้าภาพได้ขอเป็นเจ้าภาพจัดการรับประทานอาหารค่ำดังกล่าว เขาก็เลือกเชิญคนที่ประธานาธิบดีทรัมป์อยากจะเจอ ซึ่งก็มีผู้นำไทยอยู่ด้วย อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่าตั้งแต่ช่วงที่เราห่างจากสหรัฐไปหลังการปฏิวัติ บัดนี้เราเริ่มกลับมาสู่จอเรดาร์ของสหรัฐอีกครั้งหนึ่ง

- ในภาพรวมการประชุมสุดยอดที่ต่อเนื่องกันสองเวทีถือว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจใช่หรือไม่
ท่านนายกฯเพิ่งจะมาทำหน้าที่ได้เพียงหนึ่งเดือนกว่าเท่านั้นก็ได้แสดงบทบาทในเวทีที่สำคัญสำหรับภูมิภาค และพบกับผู้นำสำคัญหลายท่าน และพูดกันตรงๆ ในการประชุมท่านนายกฯก็แสดงบทบาทได้ดี เมื่อคำนึงว่าท่านไม่เคยได้เข้าประชุมในกรอบเช่นนี้ แต่ท่านมีความมั่นใจ เห็นได้จากการกล่าวถ้อยแถลงต่างๆ ซึ่งท่านก็ทำได้ดีเช่นกัน

- มองท่าทีของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ชื่นชมการยกเลิกการสร้างคาสิโนของรัฐบาลอย่างไร
นอกจากเรื่องดังกล่าวแล้ว ไทยยังพูดถึงเรื่องที่เราอยากเดินหน้ารถไฟความเร็วสูงที่จีนให้ความสำคัญ เพราะเป็นโครงการที่เชื่อมโยงจีนมาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในส่วนของไทยที่เกิดความล่าช้า และยังพูดเรื่องโอกาสการครบรอบ 50 ปีของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและจีน ท่านนายกฯได้ย้ำว่านี่ถือเป็นครั้งแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จฯ เยือนจีน

- อยากให้ชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องแร่ธาตุสำคัญให้ชัดเจน เพราะดูเหมือนในระยะหลัง สหรัฐลงนามเอกสารแบบนี้กับแทบจะทุกประเทศ
ประการแรกไทยไม่ได้ตกเป็นเหยื่อ ทุกคนไปมองว่าเราเสียประโยชน์ แต่คิดว่าในความเป็นจริงไทยก็ได้ประโยชน์ และอยากให้มองว่าประโยชน์ที่ไทยจะได้รับมีอะไร เพราะความร่วมมือแรร์เอิร์ธเป็นความร่วมมือที่จะช่วยกันพัฒนาและอาจจะมีการลงทุนในเรื่องนี้ และไทยก็สามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของสินค้าที่ต้องใช้แรร์เอิร์ธ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสำหรับอนาคต
ข้อเสียคือมีคนที่พูดว่าเราไม่ได้คำนึงถึงเรื่องมลพิษ แต่ในเอ็มโอยูก็เขียนไว้แล้วว่าเราทำภายใต้กฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ของเรา และเราจะต้องเจรจาให้ดีที่สุด ถ้าเงื่อนไขไม่ดี ไม่ต้องรับก็ได้ สองเรื่องมลพิษก็ต้องเป็นนโยบายของเราที่เราต้องวางมาตรการในการป้องกัน ในการเจรจาเราต้องมั่นใจว่าเราต้องเจรจาให้ได้ประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทย และสุดท้ายในนั้นเขียนไว้ชัดเจนว่ามันไม่มีข้อผูกมัดใดกับประเทศไทย เราสามารถยกเลิกได้ฝ่ายเดียว ดังนั้นถ้าเราเห็นว่ามันมีปัญหาหรือไม่ได้ประโยชน์ทัดเทียมกันเราก็ยกเลิกได้ แต่ประเทศอื่นทำไมเขาถึงทำ คงเป็นเพราะเขาก็เห็นประโยชน์เหมือนกัน

นอกจากนี้ยังมีคนที่บอกว่าจีนอาจจะไม่พอใจในเรื่องนี้ แต่ผมเห็นว่าประเด็นนี้ไม่ควรใช้เป็นตัววัดว่าเราเลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องเอาผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นตัวตัดสิน ไม่จำเป็นที่เราต้องคิดว่าเราจะไปซ้ายขวาตลอดเวลา แม้แต่จีนเองก็เพิ่งปิดดีลกับสหรัฐไปเช่นกัน และจีนก็ไม่เคยยกประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมาคุยกับไทย เขาไม่แสดงท่าทีเพราะรู้ว่าทุกประเทศก็มีความต้องการ ทำไมเราถึงต้องไปสรุปกันเองว่าจีนจะไม่พอใจ เพราะยืนยันได้ว่าตอนหารือกับท่านนายกฯจีนก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ และจีนก็ได้ตกลงกับสหรัฐที่จะส่งออกแรร์เอิร์ธให้สหรัฐด้วยเช่นกัน อันนี้คือข้อเท็จจริง
อีกอย่างก่อนจะมีการลงนามในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ได้เข้าร่วมการประชุมด้วย และให้ความเห็นว่ามันไม่ได้เป็นข้อตกลงที่จะต้องผ่านรัฐสภาและไม่ได้เป็นข้อตกลงที่จะต้องมีการออกพระราชบัญญัติภายในประเทศรองรับ เพราะมันไม่มีผลผูกมัดทางกฎหมาย ดังนั้นผ่านคณะรัฐมนตรีก็พอ
เราไม่ได้พิจารณาเพราะถูกกดดันจากสหรัฐ แต่พิจารณาจากผลประโยชน์ของไทยและมันไม่ได้ผูกมัดไทยในด้านกฎหมาย
- แค่เดือนกว่าๆ ในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศถือว่าพอใจใช่หรือไม่ เพราะขณะนี้ปัญหาด้านการต่างประเทศที่สำคัญอย่างไทยกัมพูชาก็ดูเหมือนจะปลดล็อคไปได้แล้วในระดับหนึ่ง
ก็มาในทิศทางที่ดี แต่ก็ยังมีสิ่งที่เราต้องทำต่อไปอีก ในเรื่องไทย-กัมพูชา ทุกคนแสดงความชื่นชมยินดี ถึงแม้เราจะบอกว่ามันยังไม่ใช่การบรรลุสันติภาพทันที แต่ก็ยังมีแนวทางที่จะไปสู่สันติภาพ เพราะตราบใดที่ทั้งสองประเทศนี้มีปัญหามันจะกระทบต่อเอกภาพและความร่วมมือในกรอบอาเซียนเอง แต่เรื่องนี้เราต้องเผื่อไว้นิดหน่อยและต้องดูว่าจะมีการปฎิบัติตามนั้นหรือไม่
โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าก็ยังมีสิ่งที่ต้องพิสูจน์ต่อไป แต่ในเวลานี้เรามีแนวทางที่จะดำเนินการร่วมกันแล้ว ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันทำแผนเพื่อถอนอาวุธหนักเฟสแรกแล้ว ที่ผ่านมาเราไม่ได้คุยกันแบบลวกๆ การหารือที่กรุงกัวลาลัมเปอร์สองรอบ รอบสุดท้ายหารือกันถึงเที่ยงคืน ฝ่ายทหารก็เข้าร่วมประชุมอยู่ ด้วยตลอด กระทรวงต่างประเทศไม่ได้ทำงานเรื่องนี้โดยลำพัง

- ต้องยอมรับว่าปัจจุบันการต่างประเทศมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องมาก จะทำงานอย่างไรภายใต้สถานการณ์เช่นนี้
ประเด็นพวกนี้มีความอ่อนไหว โดยเฉพาะเรื่องไทย-กัมพูชาเพราะมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมืองภายใน บางครั้งมันทำให้มันทำให้การต่างประเทศขับเคลื่อนลำบาก แต่การคำนึงถึงมิติการเมืองในประเทศและความรู้สึกของประชาชนก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่เราต้องทำควบคู่ไปด้วยคือการทูตสาธารณะ ที่จะต้องอธิบายให้คนในประเทศได้เข้าใจในประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจ และต้องทำอย่างต่อเนื่อง

