โฟกัสโลกรอบสัปดาห์: สารพัดบททดสอบทรัมป์ 1ปีหลังชนะเลือกตั้ง

10.11.25 | 06:16 น.
AP

โฟกัสโลกรอบสัปดาห์: สารพัดบททดสอบทรัมป์ 1ปีหลังชนะเลือกตั้ง

วันที่ 5 พฤศจิกายนปีที่แล้ว คือวันที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐไปอย่างขาดลอยแบบม้วนเดียวจบ จนได้ดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐเป็นสมัยที่ 2 สมดังที่หวัง แต่ 1 ปีต่อมา ทรัมป์และพรรครีพับลิกันกลับกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหม่ จากการที่ นายโซห์รัน มัมดานี จากพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งขึ้นเป็นนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กเชื้อสายมุสลิม-เอเชียใต้คนแรก ขณะที่ศาลสูงสุดของสหรัฐเปิดการไต่สวนเกี่ยวกับการที่ทรัมป์ใช้กฎหมายปี 1977 จัดเก็บภาษีศุลกากรแก่ประเทศคู่ค้าทุกประเทศว่าถือเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตหน้าที่ของประธานาธิบดีหรือไม่ ถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายและสัญญาณอันตรายแรกต่อนโยบายของทรัมป์นับตั้งแต่เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐอีกครั้ง

ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปีที่แล้ว พรรคเดโมแครตพ่ายแพ้ให้กับพรรครีพับลิกันอย่างยับเยินจนดูเหมือนว่าพรรคกำลังเข้าสู่ช่วงวิกฤตของจริง แต่การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนิวยอร์กกลายเป็นชัยชนะในการเลือกตั้งสนามใหญ่ครั้งแรกของเดโมแครตในรอบ 1 ปี เมื่อนายมัมดานี ผู้สมัครวัย 34 ปีชนะการเลือกตั้งไปได้ แม้ว่าทรัมป์จะเปิดเผยออกมาชัดเจนว่าเขาต้องการขัดขวางมัมดานีไม่ให้ขึ้นเป็นนายกเทศมนตรีคนใหม่ของนิวยอร์ก เมืองบ้านเกิดของเขาเอง ถึงขนาดขู่ว่าจะตัดงบประมาณที่ให้กับนิวยอร์ก และหากมัมดานีชนะเขาจะจับกุมและเนรเทศมัมดานีออกนอกประเทศ ทรัมป์กล่าวโจมตีมัมดานีหลายครั้งว่ามัมดานีเป็นพวกคอมมิวนิสต์ นิวยอร์กคงถึงคราวล่มสลายหากมีนายกเทศมนตรีชื่อ “มัมดานี”

นายโซห์รัน มัมดานี (รอยเตอร์)

มัมดานีเดิมทีเป็นชาวยูกันดาและได้สัญชาติสหรัฐหลังจบมหาวิทยาลัย เขาเป็นผู้สมัครสายสังคมนิยมประชาธิปไตยที่สนับสนุนนโยบายของฝ่ายซ้ายจัดหัวก้าวหน้า เขาเป็นทุกอย่างที่ตรงข้ามกับทรัมป์อย่างสิ้นเชิง ชัยชนะของมัมดานีจึงถือเป็นชัยชนะสำคัญของเดโมแครต แต่นอกจากนิวยอร์กแล้ว เดโมแครตยังชนะการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนียและนิวเจอร์ซีย์เช่นกัน โดยชนะไปในคะแนนสัดส่วนสูงถึงกว่า 75% ส่วนหนึ่งจากปัญหาค่าครองชีพที่ยังคงพุ่งสูง ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกันที่ทำให้ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปีที่แล้ว ประมาณ 2 ใน 3 ของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งในเวอร์จิเนียและนิวเจอร์ซีย์บอกว่า พวกเขาไม่พอใจกับทิศทางของสหรัฐในตอนนี้

นี่อาจเป็นข่าวร้ายสำหรับทรัมป์และรีพับลิกันก่อนที่สหรัฐจะมีการเลือกตั้งกลางเทอมในปีหน้า ที่มีเก้าอี้ในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเป็นเดิมพัน และเป็นโอกาสทองสำหรับเดโมแครตที่จะทวงคืนเสียงข้างมากในทั้งสองสภากลับมาจากรีพับลิกัน นักยุทธศาสตร์ของพรรครีพับลิกันบางคนให้ความเห็นว่าชาวอเมริกันมองว่าทรัมป์สนใจเรื่องกิจการต่างประเทศมากกว่าสนใจเรื่องภายในประเทศ ขัดแย้งกับการหาเสียงของทรัมป์ที่บอกว่าจะให้ความสำคัญกับกิจการในประเทศมากขึ้น ในช่วงที่ผ่านมา สิ่งต่างๆ ที่ทรัมป์ทำล้วนเป็นประเด็นต่างประเทศทั้งนั้น เช่น การเข้ามามีส่วนในการลงนาม 4 ฝ่ายเพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา การบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส “ปัญหาของทรัมป์คือเขาพยายามช่วยโลก แต่เขาลืมผู้คนที่ทำให้เขากลับมายังทำเนียบขาวและพวกเขาเหล่านั้นก็กำลังตกที่นั่งลำบาก ทรัมป์ควรเลิกสนใจเรื่องต่างประเทศและกลับมาให้ความสำคัญกับปัญหาการเมืองในประเทศ” จอห์น ฟีเฮรี นักยุทธศาสตร์ของรีพับลิกันกล่าว พร้อมกับบอกด้วยว่า นโยบายภาษีของทรัมป์ยังไม่สามารถทำให้ค่าครองชีพในสหรัฐลดลง

Advertisement
ศาลสูงสุดสหรัฐ (แฟ้มภาพ รอยเตอร์)

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการกวาดชัยชนะของเดโมแครตจะเป็นสัญญาณที่ดีภายในพรรค แต่ต้องไม่ลืมว่าทั้ง 3 รัฐที่เดโมแครตชนะนั้นเป็นฐานเสียงของเดโมแครตอยู่แล้ว ขณะที่มัมดานีจะต้องเผชิญกับแรงกดดันต่างๆ จากทรัมป์ เช่นการตัดงบประมาณจากรัฐบาลกลาง กับโอกาสที่ทรัมป์อาจส่งกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิและเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐ (ICE) บุกเข้าปราบปราม จับกุมผู้อพยพในนิวยอร์ก

อีกหนึ่งความท้าทายใหญ่ที่ทรัมป์กำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้คือการไต่สวนของศาลสูงสุดของสหรัฐจากการที่ทรัมป์ใช้พระราชบัญญัติอำนาจเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ปี 1977 ในการจัดเก็บภาษีศุลกากรกับประเทศคู่ค้าทั่วโลก โดยบอกว่าอัตราการขาดดุลการค้าที่สูงถือเป็น “ภาวะฉุกเฉิน” ทำให้ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนแรกที่ใช้กฎหมายดังกล่าวเพื่อจัดเก็บภาษีศุลกากรแก่ประเทศต่างๆ ขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ของกฎหมายนี้ที่เอาไว้ใช้คว่ำบาตรและอายัดทรัพย์สินของผู้ที่เป็นภัยต่อสหรัฐ นอกจากนั้นยังขัดแย้งกับกฎหมายที่บอกว่าสภาคองเกรสเท่านั้นที่มีอำนาจในการจัดเก็บภาษี ทรัมป์ออกมาปกป้องอาวุธหลักของเขาในเรื่องการต่างประเทศว่าหากศาลสูงสุดตัดสินให้การใช้กฎหมายดังกล่าวในการเก็บภาษีศุลกากรเป็นเรื่องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและต้องยกเลิกนโยบายดังกล่าว จะทำให้สหรัฐไม่สามารถป้องกันตัวเองและอาจเข้าขั้นวิกฤตจนกลายเป็นประเทศโลกที่สาม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ ประกาศแผนการเก็บภาษีศุลกากรต่างตอบแทนแก่ประเทศคู่ค้า (แฟ้มภาพ รอยเตอร์)

ทีมกฎหมายและเจ้าหน้าที่ของทรัมป์พยายามสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้นโยบายภาษีของทรัมป์ นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐได้เข้าฟังการเปิดไต่สวนของศาลสูงสุดโดยให้สัมภาษณ์ว่า เขามั่นใจว่านโยบายภาษีจะได้ไปต่อ ส่วนคำกล่าวของทรัมป์กับตัวเขาเองที่เคยพูดถึงรายได้จำนวนมากจากการเก็บภาษีที่มากถึง 89,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น เบสเซนต์บอกว่า มันเป็นเพียงเรื่องบัญเอิญที่เกิดขึ้นพร้อมกัน และรายได้จากภาษีดังกล่าวจะค่อยๆ ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป หากกำลังการผลิตภายในประเทศเพิ่มขึ้นมาทดแทนค่าใช้จ่ายในการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มมากขึ้น ก็จะช่วยให้รายได้จากภาษีเงินได้ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วยจนเป็นภาวะที่สมดุลกัน ด้าน นายดี. จอห์น เซาเออร์ ที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาลบอกว่า ทรัมป์เล็งเห็นว่าการขาดดุลการค้าจะทำให้สหรัฐเผชิญกับหายนะทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ และนโยบายภาษียังช่วยให้ทรัมป์เจรจาข้อตกลงการค้า หากมีการยกเลิกภาษีดังกล่าวจะทำให้สหรัฐเผชิญกับการตอบโต้ทางการค้าอย่างรุนแรงรวมถึงจะทำให้อเมริกาอ่อนแอลง

จอห์น โรเบิร์ตส์ ผู้พิพากษาสายอนุรักษ์นิยม กล่าวว่า การเรียกเก็บภาษีศุลกากรต่อประเทศต่างๆ ถือเป็นการเรียกเก็บภาษีจากชาวอเมริกัน ซึ่งนั่นถือเป็นอำนาจของสภาคองเกรสมาโดยตลอด แต่ขณะเดียวกันโรเบิร์ตปกป้องนโยบายภาษีของทรัมป์ว่า “ภาษีศุลกากรก็คือภาษีประเภทหนึ่ง และนั่นเป็นอำนาจของสภาคองเกรส แต่ภาษีเหล่านั้นเป็นภาษีที่คิดกับต่างชาติ และประธานาธิบดีมีอำนาจในเรื่องกิจการต่างประเทศ” ถึงแม้ว่าศาลชั้นต้นจะตัดสินให้ยกเลิกการเก็บภาษีศุลกากรต่างตอบแทน แต่มีโอกาสน้อยมากที่ทรัมป์จะแพ้คดีนี้เพราะผู้พิพากษาศาลสูงสุดส่วนใหญ่เป็นสายอนุรักษ์นิยมถึง 6 ต่อ 3 ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้ศาลสูงสุดสั่งยกเลิกภาษีศุลกากรต่างตอบแทน รัฐบาลทรัมป์ก็ประกาศจุดยืนชัดเจนว่า พวกเขาพร้อมจะหันไปใช้กฎหมายอื่นๆ เพื่อให้นโยบายภาษีทรัมป์ไปต่อได้

ถึงแม้ว่าความท้าทายต่างๆ จะเริ่มถาโถมเข้ามาหา แต่ทรัมป์ก็ยังคงเป็นทรัมป์ที่ยังคงเป็นคนที่เอาชนะได้ยากมาก และถือเป็นเจ้าพ่อแห่งการ Comeback คนหนึ่งในสนามการเมือง น่าติดตามอย่างยิ่งว่าความท้าทายเหล่านี้จะทำให้บัลลังก์ของทรัมป์สะเทือนได้หรือไม่