หนึ่งทศวรรษแห่ง FTA ชิลีและไทย มุ่งสู่วิสัยทัศน์ใหม่ที่ลึกซึ้ง ความร่วมมือที่แน่นแฟ้นขึ้น
ชิลีและไทยปิดท้ายปี 2568 ด้วยการฉลองครบรอบสิบปีความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างสองประเทศอย่างน่าประทับใจ ด้วยความร่วมมือด้านการค้าแบบทวิภาคีที่ขยายตัวอย่างกว้างขวาง ทั้งเรื่องความมั่นคงด้านอาหาร อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วิสาหกิจสตาร์ทอัพ รวมไปถึงการพัฒนาพลังงานยั่งยืน ทำให้ความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศมีรากฐานที่แน่นแฟ้นและครอบคลุมมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ในการสนทนาส่งท้ายปี มร. ออสการ์ อารีอากาดา ผู้แทนการค้าของชิลีประจำประเทศไทยได้สะท้อนมุมมองต่อช่วงเวลาสำคัญนี้ พร้อมอธิบายทิศทางที่ชิลีตั้งใจเดินหน้าต่อเพื่อสานต่อพลังของความสำเร็จที่เกิดขึ้น
ปีแห่งการค้าที่แข็งแกร่ง
มร.อารีอากาดามองว่าปี 2568 เป็น “ปีที่สุดยอดมาก” โดยมีการเติบโตในกลุ่มสินค้า (ที่ไม่ใช่ทองแดงและลิเธียม) อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอาหารทะเล ไม้แปรรูป ผลไม้ และไวน์ ไทยยังคงเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของชิลีในภูมิภาคอาเซียน และคาดว่าปีนี้จะปิดด้วยมูลค่าการค้ากว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในระดับอาเซียน การส่งออกของชิลีแตะ 906 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 และเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 11% ต่อปีนับตั้งแต่ปี 2561 ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าอาเซียนมีความสำคัญยิ่งต่อยุทธศาสตร์การกระจายตลาดของชิลีในระยะยาว
“อาเซียนไม่เพียงเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ยังเป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ และไทยคือศูนย์กลางที่ทำให้เราเข้าถึงภูมิภาคนี้ได้อย่างแท้จริง”
บทใหม่ของการส่งออก: อุตสาหกรรมสร้างสรรค์และนวัตกรรม
ถึงแม้ชิลีเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในไทยจากสินค้าอาหารพรีเมียมอยู่แล้ว เช่น เชอร์รี่ บลูเบอร์รี่ หอยแมลงภู่ แซลมอน และไวน์ แต่ปี 2568 นี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอัตลักษณ์การส่งออกของชิลี
มร. อารีอากาดาอธิบายว่า ProChile สำนักงานส่งเสริมการส่งออกของชิลี กำลังผลักดัน “ยุทธศาสตร์การกระจายสินค้าอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง” โดยไทยให้การตอบรับเป็นอย่างดี มีความคืบหน้าชัดเจน เช่น การเชื่อมต่อกับงาน Bangkok Book Fair ในด้านธุรกิจสำนักพิมพ์ ตลอดจนการเปิดพื้นที่ให้ศิลปะ ภาพและวัฒนธรรมชิลีผ่านงาน Chile-ASEAN Business Summit 2025 ซึ่งได้เปิดประตูใหม่ให้ความร่วมมือด้านวัฒนธรรมไทย-ชิลีในอนาคต

ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ชิลีได้เผยภาพลักษณ์ใหม่ในไทยในฐานะศูนย์อ้างอิงด้านนวัตกรรมของลาตินอเมริกา คณะสตาร์ทอัพชิลีกลุ่มแรกที่มาไทย โดยการสนับสนุนจาก Imagine Group ได้นำเสนอโซลูชันด้านเกษตรอัจฉริยะ เทคโนโลยีการเงิน (FinTech) บริการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งได้รับความสนใจจากภาคธุรกิจไทยอย่างมาก
“เรามีความพยายามอย่างยิ่งที่ให้คนไทยเห็นว่า ชิลีไม่ใช่เพียงเป็นผู้ผลิตอาหารระดับโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมและความเป็นผู้ประกอบการอีกด้วย”
ความมั่นคงด้านอาหารและความยั่งยืน: ประเด็นร่วมเร่งด่วนของสองประเทศ
ชื่อเสียงของชิลีในฐานะผู้ผลิตอาหารที่ปลอดภัย เชื่อถือได้ และยั่งยืน เป็นรากฐานสำคัญของความร่วมมือกับไทย ประเทศชิลีมีสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นเกราะป้องกันธรรมชาติ ระบบมาตรฐานสุขอนามัยที่ทันสมัย และระบบตรวจสอบย้อนกลับที่แข็งแรง ทำให้สามารถส่งออกไปกว่า 170 ประเทศทั่วโลกได้อย่างมั่นใจ
มร. อารีอากาดาย้ำว่า ผู้นำเข้าของไทยล้วนให้ความสำคัญอย่างมากกับ “ความเสถียรและความน่าเชื่อถือ” ของผลิตภัณฑ์จากประเทศชิลี ซึ่งมีส่วนสนับสนุนสถานะของไทยในฐานะศูนย์กลางการแปรรูปอาหารที่สำคัญของเอเชีย
นอกจากนี้ ชิลียังมีบทบาทที่โดดเด่นในด้านพลังงานสะอาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในด้านพลังงานไฮโดรเจนสีเขียว ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาระยะยาวของไทย
“ชิลีกำลังก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้ผลิตไฮโดรเจนสีเขียวที่มีศักยภาพมากที่สุดในโลก ความแข็งแกร่งนี้เปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือระยะยาวกับไทยในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน”
หนึ่งทศวรรษของ FTA: ก้าวหน้าไปมาก แต่ยังมีงานต้องทำต่อ
ครบรอบสิบปีของ FTA เป็นทั้งช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองและการประเมินยุทธศาสตร์ ความตกลงนี้ช่วยให้เกิดการเข้าถึงตลาดโดยปลอดภาษี ส่งเสริมการพัฒนาโอกาสทางธุรกิจ และสนับสนุนการกระจายสินค้า
แต่การพัฒนาขั้นต่อไปจำเป็นต้องการขยายการอนุญาตด้านสุขอนามัย ปัจจุบันชิลีสามารถส่งออกผลไม้ 5 ชนิดมาไทย ได้แก่ เชอร์รี่ แอปเปิล บลูเบอร์รี่ องุ่น และกีวี ซึ่งชิลีหวังว่าจะสามารถเพิ่มผลไม้ตระกูลสโตนฟรุต และในระยะกลางจะผลักดันการอนุมัติการนำเข้า เนื้อวัวและเนื้อแกะอีกด้วย

พัฒนาการเหล่านี้จะทำให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจไทยมีทางเลือกมากขึ้นสำหรับสินค้าพรีเมียมที่ปลอดภัย พร้อมทั้งสนับสนุนสถานะการแข่งขันของผู้ส่งออกชิลีในตลาดไทย
บทบาทยุทธศาสตร์ของไทยในฐานะศูนย์กลางของภูมิภาค
ไทยมีบทบาทสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ของชิลีต่ออาเซียน ด้วยเครือข่ายค้าปลีกที่แข็งแกร่ง อุตสาหกรรมอาหารที่มีความสามารถสูง โลจิสติกส์ที่พัฒนาไปมาก และภาคท่องเที่ยวที่เติบโตไม่จำกัดทำให้ไทยเป็น “ประตูสู่ภูมิภาค”สำหรับผู้ประกอบการชิลี อย่างแท้จริง
จากประเทศไทย ชิลีสามารถขยายกิจกรรมทางธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ได้สะดวก
มร.อารีอากาดายังเน้นย้ำว่า ผู้ประกอบการและนักลงทุนชาวไทยเองก็มีโอกาสในชิลีอย่างมากมายเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใส อุตสาหกรรมอาหารและป่าไม้ที่แข็งแกร่ง ภาคพลังงานสะอาดที่กำลังเติบโต รวมไปถึงโอกาสทางวัฒนธรรมที่เกิดจากความนิยมในอาหารไทย ซีรีส์ไทย และมวยไทยในหมู่ผู้บริโภคชาวชิลี
“ศักยภาพของความร่วมมือระหว่างไทยและชิลีเป็นไปได้ไม่สิ้นสุด ทั้งในด้านนวัตกรรม การเกษตร การผลิต และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ความเกื้อกูลกันของทั้งสองประเทศมีความชัดเจนมาก”
สานต่อโครงการในปี 2569
ProChile ตั้งใจสานต่อความสำเร็จของปี 2568 ด้วยการสร้างเสริมความร่วมมือในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เร่งความร่วมมือด้านนวัตกรรมและการพัฒนาวิสาหกิจ ผลักดันการอนุมัติด้านสุขอนามัยสำหรับเนื้อวัวและเนื้อแกะ และขยายความร่วมมือกับผู้ค้าปลีกและผู้นำเข้าไทยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
ProChile ยังมีแผนที่จะจัดการประชุม Chile-ASEAN Business Meeting ให้เป็นเวทีการค้าและธุรกิจที่จะจัดขึ้นในประเทศไทยเป็นประจำทุกปี
“เป้าหมายของเราคือการเพิ่มบทบาทของชิลีในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงการขยายการส่งออกอย่างชาญฉลาดและยั่งยืน”
ก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่ของความเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนา
โอกาสครบรอบสิบปีของความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี คือการเริ่มต้นบทใหม่ ความสัมพันธ์ที่เคยเน้นสินค้าโภคภัณฑ์ วันนี้ได้พัฒนาไปสู่ความร่วมมือด้านนวัตกรรม วัฒนธรรม เทคโนโลยี และความยั่งยืน โดยทั้งไทยและชิลีต่างมีมุมมองแบบก้าวหน้า และยึดมั่นในความร่วมมือระยะยาวที่ให้ประโยชน์ร่วมกัน
ทั้งสองประเทศก้าวเข้าสู่ทศวรรษหน้าอย่างมั่นใจ ด้วยความแข็งแกร่งที่เสริมหนุนกัน และความมุ่งมั่นที่จะขยายความร่วมมือครอบคลุมเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และเทคโนโลยีในระดับที่กว้างขวางยิ่งขึ้นกว่าเดิม

