โฟกัสโลกรอบสัปดาห์: ทรัมป์ พลิกระเบียบโลก สู่การกลับมาของ Monroe Doctrine
นับตั้งแต่ที่โดนัลด์ ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐเป็นสมัยที่สอง เห็นได้ว่าทรัมป์พยายามเข้ามาปรับเปลี่ยนระบบต่างๆ ของโลก อาทิ ระบบการค้า และเรื่องผู้อพยพ แต่ในวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา โลกถึงกับตกตะลึงกับปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐอเมริกาที่บุกเข้าจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโรของเวเนซุเอลาพร้อมกับภริยากลางกรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา เพื่อนำตัวมาขึ้นศาลในนิวยอร์กในคดียาเสพติดและครอบครองอาวุธร้ายแรง เพราะนี่ถือเป็นการทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติอย่างชัดเจน
ทั้งพันธมิตรและฝ่ายตรงข้ามของสหรัฐในทั่วโลกต้องตื่นตระหนกเพราะนั่นเป็นสัญญาณว่า ทรัมป์กำลังเปลี่ยนนโยบายการต่างประเทศของตัวเอง สู่การกลับมาของ Monroe Doctrine หรือลัทธิมอนโร ที่สหรัฐใช้ขีดความสามารถทางทหารเพื่อแผ่ขยายอิทธิพลของตัวเองออกไปเป็นผู้นำซีกโลกตะวันตก
แม้ว่าทั่วโลกจะมองเห็นตรงกันว่ามาดูโรเป็นผู้นำเผด็จการที่กดขี่ชาวเวเนซุเอลาและละเมิดสิทธิมนุษยชนมาโดยตลอด แต่หลายคนมองว่าการที่สหรัฐอเมริกาดำเนินปฏิบัติการทางการทหารเพื่อโค่นล้มมาดูโรเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน สหรัฐอ้างว่ามาดูโรทำการก่อการร้ายด้วยยาเสพติดและส่งออกยาเสพติดมายังสหรัฐจำนวนมาก ขณะที่มาดูโรอ้างว่าสหรัฐอยากโค่นล้มตนเองออกจากตำแหน่งเพราะต้องการทรัพยากรน้ำมันของเวเนซุเอลาที่มีคลังสำรองน้ำมันมากที่สุดในโลก บรรดาผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายและพันธมิตรของสหรัฐให้ความเห็นว่าสหรัฐละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติที่ห้ามไม่ให้สมาชิกยูเอ็นข่มขู่หรือใช้กำลังต่อรัฐอื่นโดยไม่ได้เข้าข่ายการป้องกันตัว และไม่ได้ผ่านการรับรองโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ก่อนการโจมตี นอกจากนั้น ยังเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาเอง เพราะทรัมป์ดำเนินปฏิบัติการทางทหารโดยไม่ได้แจ้งต่อสภาคองเกรสก่อนล่วงหน้า แม้สภาคองเกรสจะมีอำนาจเดียวในการตัดสินใจเรื่องสงคราม ถือเป็นการขัดต่อมติอำนาจสงคราม หรือ War Powers Resolution ในรัฐธรรมนูญสหรัฐ

ภายหลังปฏิบัติการในเวเนซุเอลา ทรัมป์ออกมาส่งสัญญาณอีกครั้งว่าต้องการเกาะกรีนแลนด์ให้เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐเพื่อความมั่นคงของประเทศ และไม่ตัดโอกาสที่จะใช้กองทัพเข้ายึดกรีนแลนด์ ที่เป็นดินแดนกึ่งปกครองตัวเองของเดนมาร์ก นอกจากนั้น ทรัมป์ยังส่งคำขู่ไปยังโคลอมเบีย คิวบา และเม็กซิโก ว่าอาจเป็นรายต่อไปที่เจอกับปฏิบัติการจากสหรัฐอเมริกา แต่หนึ่งในการประกาศที่สำคัญที่สุดจากปฏิบัติการในเวเนซุเอลาคือการกลับมาของลัทธิมอนโร นโยบายด้านการต่างประเทศของอดีตประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร ของสหรัฐ ในปี 1823 กระทรวงต่างประเทศสหรัฐและนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐประกาศว่า สหรัฐอเมริกาจะเป็นผู้นำในซีกโลกตะวันตกและทรัมป์จะไม่ปล่อยให้คู่แข่งหรือศัตรูของสหรัฐเข้ามาป้วนเปี้ยนในซีกโลกตะวันตกเพื่อเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของสหรัฐ
ดูเหมือนว่า ความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา คือสิ่งที่ทรัมป์ให้ความสำคัญสูงสุด และการขยายอิทธิพลของสหรัฐในซีกโลกตะวันตกก็เป็นจิ๊กซอว์สำคัญในเรื่องนั้น อย่างไรก็ตาม หลายแผนการของสหรัฐในเรื่องเวเนซุเอลาโดยไม่สนใจกฎหมายระหว่างประเทศ เพิกเฉยต่อเสียงวิจารณ์ของทั้งพันธมิตรและฝ่ายตรงข้ามเป็นสัญญาณชัดเจนว่า สหรัฐอเมริกาไม่ได้มองว่ากฎหมายระหว่างประเทศเป็นสิ่งที่ฉุดรั้งความเป็นมหาอำนาจของตัวเองอีกต่อไป สหรัฐอเมริกาได้เปลี่ยนแนวทางของตัวเองไปจากในอดีตที่ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของประเทศคือการส่งเสริมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน รวมถึงการให้ความช่วยเหลือและความร่วมมือกับประเทศต่างๆ เพื่อเป็นเครื่องมือในการต่อต้านภัยคุกคามของสหรัฐ แต่รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของทรัมป์ได้ตัดงบประมาณช่วยเหลือประเทศต่างๆ ถอนตัวออกจากองค์กรสากลและความร่วมมือจำนวนมาก เช่นเดียวกับตัดลดงบประมาณให้แก่องค์กรระดับโลก เช่น ยูเอ็นและองค์การอนามัยโลก (WHO) โดยสหรัฐหันไปดำเนินยุทธศาสตร์แบบ Peace Through Strength คือการใช้ความเข้มแข็งให้ได้มาซึ่งสันติภาพ ซึ่งเครื่องมือที่สหรัฐมีในมือคือการค้า จากการเป็นเขตเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก และเรื่องการทหารที่สหรัฐมีกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก แถมยังมีแผนที่จะเพิ่มงบประมาณกลาโหมจากเดิมอีก 50% จาก 901,000 ล้านดอลลาร์เป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2027
นักวิเคราะห์หลายคนให้ความเห็นว่า โลกจะต้องเตรียมพร้อมกับความไม่แน่นอนของสหรัฐอเมริกามากขึ้น และแนวทางใหม่ของสหรัฐอาจทำให้เกิดความขัดแย้งและความรุนแรงมากขึ้นในปี 2026 หลายคนวิเคราะห์ว่าการปรับยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของสหรัฐให้มีความคล้ายคลึงกับลัทธิมอนโรอาจส่งผลดีในระยะสั้นและอาจส่งผลเสียในระยะยาวซึ่งอาจทำลายผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาในทวีปอเมริกา คริส เฮอร์มานน์และอัสลี อายดินซาสบาส นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันยุโรปด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ให้ความเห็นว่าปฏิบัติการของสหรัฐในเวเนซุเอลาที่เป็นการละเมิดอธิปไตยของประเทศอื่น ทำให้เกิดความกังวลว่าสหรัฐอเมริกากำลังจัดระเบียบระบบระหว่างประเทศใหม่โดยใช้เส้นแบ่งของมหาอำนาจ
คนที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุดในนาทีนี้อาจเป็นยุโรป ที่ผู้นำหลายคนกำลังจับตาว่าสหรัฐอเมริกาจะเลือกใช้แนวทางไหนเพื่อครอบครองกรีนแลนด์ แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะบอกว่าตัวเลือกแรกคือการซื้อเกาะกรีนแลนด์จากเดนมาร์ก แต่เมื่อดูจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับเวเนซุเอลา ก็มีโอกาสสูงมากที่สหรัฐจะใช้กำลังทหารเข้ายึดกรีนแลนด์ไปจากเดนมาร์ก เมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์กกล่าวว่าทรัมป์ไม่ได้พูดเล่นเรื่องกรีนแลนด์ และหากสหรัฐเลือกใช้กองทัพบุกยึดกรีนแลนด์จะถือเป็นจุดจบขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) เพราะเดนมาร์กถือเป็นสมาชิกของนาโตและเป็นพันธมิตรของสหรัฐมายาวนาน
นอกเหนือจากนั้น ความสัมพันธ์อันดีระหว่างสหรัฐและยุโรปจะถึงทางตันเช่นกันหากสหรัฐผนวกกรีนแลนด์ แต่ก็มีความเป็นไปได้น้อยที่ยุโรปจะตอบโต้สหรัฐอย่างแข็งกร้าว เพราะสุดท้ายยุโรปและนาโตต้องพึ่งพาสหรัฐอเมริกาเป็นส่วนใหญ่ ในทางกลับกัน ยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาที่เปลี่ยนไปอาจเป็นผลดีให้กับประเทศจีน ที่วางตัวเป็นผู้ธำรงระบอบพหุภาคี เพราะจีนสามารถใช้ภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของสหรัฐเพื่อยกระดับจุดยืนของจีนเองในฐานะพันธมิตรที่ไว้ใจได้แก่ประเทศที่กำลังกังวลกับอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาที่มีความไม่แน่นอนสูงมากในเวลานี้
โดยสรุป ยุทธศาสตร์ของสหรัฐกำลังทำให้โลกต้องถึงทางแยกและกลับมาถามตัวเองว่า แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไปท่ามกลางสหรัฐที่มีความแข็งกร้าวมากขึ้น คำตอบของคำถามนี้สำคัญยิ่งยวดเพราะหากเลือกผิด ผลที่ตามมาอาจร้ายแรงถึงชีวิต!

