ชัยชนะเลือกตั้ง ‘ทาคาอิจิ’ จุดเริ่มต้นความท้าทาย สู่สตรีเหล็กแห่งญี่ปุ่น

16.02.26 | 16:14 น.
REUTERS

ชัยชนะเลือกตั้ง ‘ทาคาอิจิ’ จุดเริ่มต้นความท้าทาย สู่สตรีเหล็กแห่งญี่ปุ่น

ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นที่ประเทศหนึ่ง เป็นประเทศที่เผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวมานานหลายปี กำลังเจอกับปัญหาสังคมผู้สูงวัย มีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีหลายครั้งในเวลาเพียงไม่กี่ปี และในช่วงที่ผ่านมากระแสชาตินิยมกำลังพุ่งสูงในประเทศ เราไม่ได้กำลังพูดถึงประเทศไทยแต่กำลังพูดถึงประเทศญี่ปุ่น อีกประเทศในทวีปเอเชียที่ต้องเผชิญกับความท้าทายและสภาพแวดล้อมเดียวกับไทย

ผลการเลือกตั้งทั่วไปของญี่ปุ่นออกมาเป็นชัยชนะครั้งใหญ่แบบแลนด์สไลด์ของพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ของ นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของแดนอาทิตย์อุทัย ที่กวาดที่นั่งในสภาไปได้มากถึง 316 ที่นั่ง จากเก้าอี้ในสภาทั้งหมด 465 ที่นั่ง เมื่อบวกกับพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่นที่เป็นพันธมิตรร่วมรัฐบาล ทำให้กลุ่มของทาคาอิจิคว้าเก้าอี้ในสภาไปได้มากถึง 352 ที่นั่ง ถือเป็นผลการเลือกตั้งที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของพรรคแอลดีพี

REUTERS

แม้ว่าพรรคแอลดีพีจะครองการเมืองญี่ปุ่นมานานหลายทศวรรษ แต่ชัยชนะแบบถล่มทลายเป็นบทพิสูจน์ว่าการประกาศยุบสภาของทาคาอิจิในช่วงที่คะแนนนิยมของตัวเองกำลังพุ่งสูงนั้นได้ผลดี ถึงขนาดที่หลายคนมองว่า “เหนือความคาดหมาย” ไปมาก เพราะช่วยกระชับอำนาจ อาณัติในมือได้มากกว่าเดิม เพราะก่อนการเลือกตั้งพรรคแอลดีพีครองที่นั่งในสภาอยู่เพียง 198 ที่นั่ง

ท่ามกลางชัยชนะที่มากเช่นนี้ หลายคนอาจสงสัยว่า ญี่ปุ่นภายใต้การนำของทาคาอิจิจะดำเนินไปในทิศทางใดในเมื่อมีอำนาจในสภาเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมากเป็นประวัติการณ์เช่นนี้ หนึ่งในอุปสรรคใหญ่ที่สุดที่รอให้ทาคาอิจิแก้ไขคือ ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวกับหนี้สาธารณะที่สูงที่สุดในโลก เธอประกาศในช่วงหาเสียงว่าจะเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาล เช่น เพิ่มการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทาคาอิจิให้คำมั่นว่าจะระงับการคิดภาษี 8% ที่เรียกเก็บจากอาหารเป็นเวลา 2 ปี และจะลดภาษีอื่นๆ เพื่อเป็นการลดภาระของครัวเรือน เพื่อที่จะได้มีเงินไปใช้จ่ายได้มากขึ้น เมื่อฟังดูเผินๆ อาจดูเป็นเรื่องที่ดี แต่นำมาซึ่งคำถามว่ารัฐบาลของทาคาอิจิจะนำงบประมาณจากไหนมาเพิ่มการลงทุน ในเมื่อมีการลดภาษีซึ่งจะเป็นการทำให้รายรับของรัฐบาลลดลง ข่าวดีในตอนนี้คือตลาดหุ้นของญี่ปุ่นปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังพรรคแอลดีพีของทาคาอิจิชนะการเลือกตั้งและค่าเงินเยนแข็งค่ามากขึ้น แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง นโยบายลดภาษีอาจส่งผลดีต่อภาคครัวเรือนแค่ในระยะสั้นเท่านั้น เคอิชิโระ โคบายาชิ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคโอ กรุงโตเกียว ให้ความเห็นว่า การใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจะทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นและยิ่งทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น หลายคนกำลังจับตาไปที่ธนาคารกลางแห่งญี่ปุ่นที่กำลังยกเลิกนโยบายคงอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำเพื่อควบคุมภาวะเงินเฟ้อ

Advertisement

ทาคาอิจิต้องบริหารนโยบายเศรษฐกิจให้ได้ผลออกมาดีที่สุดท่ามกลางความซับซ้อนของเรื่องเศรษฐกิจและตลาดการเงิน เพราะการที่ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอาจทำให้ชาวญี่ปุ่นเจอปัญหาค่าครองชีพสูง แต่ก็ดึงดูดนักท่องเที่ยวและลงทุนต่างประเทศมากขึ้น

นอกจากเรื่องเศรษฐกิจ คาดกันว่าทาคาอิจิจะยิ่งมุ่งให้ความสำคัญเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติมากขึ้น เราอาจได้เห็นการปรับนโยบายเรื่องกลาโหมของญี่ปุ่นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการทหาร เดินหน้ากระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงกับพันธมิตรอย่าง สหรัฐ อังกฤษ และออสเตรเลีย รวมถึงเล็งที่จะตั้งหน่วยงานข่าวกรองแห่งชาติญี่ปุ่นเพื่อยกระดับด้านการป้องกันประเทศ ทาคาอิจิมีท่าทีเข้าหาสหรัฐอเมริกาและผู้นำสหรัฐอย่าง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างเห็นได้ชัด โดยคาดว่าเธอจะเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อหารือกับทรัมป์ในวันที่ 19 มีนาคมนี้ หนึ่งในเรื่องที่คาดว่าจะอยู่ในวาระการประชุมคือการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมของญี่ปุ่นและเรื่องข้อตกลงการลงทุนในสหรัฐมูลค่า 550,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐของญี่ปุ่น

REUTERS

การหันเข้าหาสหรัฐมากขึ้นเป็นสัญญาณที่ชี้ว่า ทาคาอิจิจะมีจุดยืนที่แข็งกร้าวกับจีนต่อไปและอาจมากขึ้นด้วย ความสัมพันธ์ญี่ปุ่นและจีนตึงเครียดขึ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา หลังทาคาอิจิกล่าวในสภาว่าจะเข้ามาแทรกแซงหากจีนใช้กำลังทหารเข้ารุกรานเกาะไต้หวัน เพราะถือเป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น ซึ่งจนถึงตอนนี้ทาคาอิจิก็ยังไม่ยอมถอนคำพูดแม้ว่าจีนจะใช้นโยบายตอบโต้ต่างๆ นานา เช่นการออกคำแนะนำไม่ให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปญี่ปุ่นและจำกัดการส่งออกสินค้าไปยังญี่ปุ่น

นี่เป็นโจทย์ใหญ่ให้ทาคาอิจิต้องกลับไปคิดว่าจะลดการพึ่งพาจีนอย่างไร เพราะจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น แถมจีนเองยังแซงหน้าญี่ปุ่นไปแล้วในเรื่องของขนาดกำลังการผลิต นอกจากนั้นจีนยังครองห่วงโซ่อุปทานแร่แรร์เอิร์ธที่สำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ของญี่ปุ่นที่กำลังแข่งขันกับรถยนต์ไฟฟ้าของจีนที่กำลังมาแรง ไม่มีใครตอบได้ว่าการเลือกที่จะไม่รักษาความสมดุลด้านความสัมพันธ์กับจีนที่เป็นชาติมหาอำนาจใหญ่ในภูมิภาคและหันไปทุ่มให้สหรัฐแบบเต็มร้อยจะได้ผลหรือไม่ แต่ย่อมเป็นความเสี่ยงอยู่ไม่น้อยเพราะญี่ปุ่นในตอนนี้ก็ไม่ได้เข้มแข็งเหมือนในอดีต ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจและแรงงานในประเทศที่เผชิญกับสังคมผู้สูงวัย

เมื่อพูดถึงเรื่องประชากรสูงวัย ญี่ปุ่นกำลังประสบปัญหาแรงงานขาดแคลนมานานหลายปี เพราะประชากรในประเทศลดลงและเป็นสังคมที่มีอายุมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก ตามปกติแล้วปัญหาขาดแคลนแรงงานสามารถแก้ไขได้ด้วยการรับแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศมากขึ้น แต่นั่นขัดแย้งกับจุดยืนขวาจัดของทาคาอิจิที่เดินหน้ากระชับนโยบายเรื่องแรงงานต่างชาติและนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในญี่ปุ่น แถมคาดว่าเธอจะไม่แก้ไขเรื่องกฎหมายผู้อพยพไปมากกว่านี้เพราะอาจทำให้ฐานเสียงของเธอที่เป็นสายอนุรักษ์นิยมไม่พอใจ โดยจะให้ญี่ปุ่นหันไปพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้นและให้ผู้หญิงหรือคนสูงวัยเข้ามามีส่วนร่วมในภาคการผลิตมากขึ้น แต่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนมองว่ายังไม่เพียงพอที่จะทดแทนแรงงานต่างชาติจำนวนมากได้อยู่ดี

ชัยชนะของทาคาอิจิเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเส้นทางแห่งการฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ของญี่ปุ่น เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือการพลิกให้ญี่ปุ่นกลับมาเข้มแข็งและยิ่งใหญ่เหมือนในอดีต หลายคนพูดว่าญี่ปุ่นแตะจุดพีคไปในช่วงทศวรรษที่ 1980 แต่หากทาคาอิจินำยุคแห่งการเติบโตกลับมาได้อีกครั้ง เธอจะถูกจารึกลงในประวัติศาสตร์ในฐานะสตรีเหล็กแห่งญี่ปุ่นไม่ต่างกับมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ นายกรัฐมนตรีหญิงเหล็กแห่งแดนผู้ดี แต่เธอจะทำสำเร็จหรือไม่ เวลาเท่านั้นที่จะตอบได้