เจาะลึกสมรภูมิการทูต ‘ไทย-กัมพูชา’ ในเวที HRC

3.03.26 | 07:05 น.

เจาะลึกสมรภูมิการทูต ‘ไทย-กัมพูชา’ ในเวที HRC

อย่างที่เรารู้กันว่าการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนประเทศ อาจมาจากหลายรูปแบบ ทั้งในมุมการเมือง เศรษฐกิจ หรือการต่างประเทศ ที่ต้องช่วงชิงความได้เปรียบในเวทีระหว่างประเทศ ว่าจะแสดงจุดยืนและวางยุทธศาสตร์ให้นานาชาติรับรู้อย่างไร

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และเข้าร่วมการประชุมระดับสูงของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 23-24 กุมภาพันธ์ ถือเป็นครั้งล่าสุดที่เวทีการทูตได้กลายเป็นสมรภูมิในการต่อสู้ของไทยกับกัมพูชา ภายใต้การนำของสมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรี และนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชา ที่เดินสายเยือนต่างประเทศในช่วงเวลาเดียวกัน

ในโอกาสที่มติชนเป็นหนึ่งในสำนักข่าวที่ได้เดินทางเกาะติดภารกิจดังกล่าวของนายสีหศักดิ์ ระหว่างเข้าร่วมการประชุม HRC จนทำให้เห็นการทำงานของทีมนักการทูตไทยอย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนถึงการวางยุทธศาสตร์ด้านการทูตที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับกัมพูชา เพราะในขณะที่ประเทศหนึ่งพยายามมองไปข้างหน้าและรับมือกับความท้าทายอื่นๆ ที่รออยู่ อีกประเทศหนึ่งยังคงติดหล่มจมปลักอยู่กับปัญหาทวิภาคีที่พยายามผลักดันไปสู่เวทีระหว่างประเทศเพื่อเรียกให้นานาชาติสนใจไม่จบสิ้น

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือทวิภาคีกับ นาย ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส ในกรุงปารีส เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์

ในช่วงที่ผ่านมา กัมพูชาพยายามเดินหน้าในเรื่องการต่างประเทศมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เห็นได้จากการตอบรับคำเชิญเข้าร่วมเป็นสมาชิกคณะกรรมการสันติภาพ หรือ Board of Peace ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ และสมเด็จฯ ฮุน มาเนต เดินทางไปร่วมประชุมนัดแรกถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. พร้อมกับเดินสายให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างชาติอย่างรอยเตอร์และฟ็อกซ์นิวส์ กล่าวหาไทยว่ายึดครองพื้นที่อธิปไตยของกัมพูชาแม้หลังการหยุดยิงเริ่มมีผลเมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ตามด้วยกำหนดการเยือนยุโรปหลังจากนั้น

Advertisement

เกมการทูตอาจเปรียบได้เหมือนกับการเล่นหมากรุก เมื่ออีกฝ่ายขยับ เราก็ต้องขยับตาม นายสีหศักดิ์จึงใช้โอกาสนี้เดินทางเยือนกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพื่อพบหารือกับนายฌ็อง นอแอล-บาร์โร รัฐมนตรีต่างประเทศของฝรั่งเศส เกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างไทยและฝรั่งเศส ในโอกาสปีแห่งการครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูต 170 ปี รวมถึงชี้แจงสถานการณ์ไทย-กัมพูชา นอกจากนั้นยังหารือกับนาย Khaled Ahmed El-Enany Ali Ezz ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) เพื่อผลักดันการจดทะเบียน “ชุดไทย” ให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโกในปีนี้ และยังเป็นโอกาสชี้แจงในเรื่องที่กัมพูชาใช้ปราสาทพระวิหารเป็นฐานปฏิบัติการทางทหารจนเกิดความเสียหาย

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือกับนาย Khaled Ahmed El-Enany Ali Ezz ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ที่สำนักงานใหญ่ยูเนสโก ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์

หากยังจำกันได้ในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐเมื่อปีที่แล้ว นายสีหศักดิ์ต้องปรับแก้เนื้อหาถ้อยแถลง หลังนายปรัก สุคนขึ้นกล่าวพาดพิงถึงประเทศไทย ทั้งที่การหารือทวิภาคีก่อนหน้านี้ระหว่างสองฝ่ายเป็นไปด้วยดีและเห็นพ้องที่จะเดินหน้าปรับความสัมพันธ์กัน หลายฝ่ายจึงจับตาไปที่การขึ้นกล่าวถ้อยแถลงของนายปรัก สุคนต่อที่ประชุม HRC ในครั้งนี้ว่าจะมีการพาดพิงถึงไทยอีกหรือไม่ รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาขึ้นกล่าวในเวลาประมาณ 11.40 น. ของวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ตามเวลาท้องถิ่นของนครเจนีวา มีเนื้อหาตอนแรกพูดถึงการส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชนของกัมพูชา ความมุ่งมั่นในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และความจริงจังของรัฐบาลในการปราบปรามปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ แต่ท้ายที่สุด นายปรักก็หนีไม่พ้นเรื่องสถานการณ์ไทยและกัมพูชา โดยอ้างว่าไทยยึดครองดินแดนของกัมพูชา มีการตั้งฐานที่มั่นทางทหารและขับไล่ประชาชนกัมพูชาออกไปจากบ้านเรือนของตัวเอง จนทำให้มีผู้พลัดถิ่นถึง 650,000 คน ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงระหว่างสองฝ่าย และอาจเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายสิทธิมนุษยชนในหลายข้อ

นี่เป็นอีกครั้งที่ทำให้นายสีหศักดิ์ต้องปรับแก้สุนทรพจน์โดยด่วนเพียงไม่กี่นาทีก่อนขึ้นกล่าวในเวลา 16:30 น. ของวันเดียวกัน จากเดิมที่นายสีหศักดิ์ตั้งใจว่าจะให้ถ้อยแถลงมุ่งเน้นไปที่ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่ไทยมองว่ากำลังเป็นวิกฤตด้านมนุษยธรรมของโลกในเวลานี้ แต่กลับต้องใส่เนื้อหาตอบโต้คำกล่าวของนายปรัก สุคน ว่าเป็นการเสียเวลาที่มีค่าของการประชุม HRC เพราะเป็นอีกครั้งที่กัมพูชาพยายามผลักดันปัญหาทวิภาคีระหว่างไทยและกัมพูชาขึ้นมาพูดถึงในเวทีระหว่างประเทศ ด้วยข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง แทนที่จะได้พูดถึงความท้าทายอื่นๆ และการเพิ่มประสิทธิภาพของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน ส่วนการที่กัมพูชากล่าวหาว่าไทยยึดครองดินแดนของกัมพูชานั้น ทั้งสองฝ่ายได้มีการเจรจาหยุดยิงและตกลงร่วมกันให้ทหารประจำอยู่ในตำแหน่งเดิม พร้อมกับปิดท้ายว่ากัมพูชาต้องเลือกว่าจะเดินไปในเส้นทางสู่สันติภาพหรือเส้นทางไปสู่ความตึงเครียดและความขัดแย้ง

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือกับนายโวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ โดยหารือในเรื่องปัญหาอาชญากรรมออนไลน์และสถานการณ์ในเมียนมา

 

การที่กัมพูชายังคงพูดถึงเรื่องเดิมคือ “ไทยยึดครองดินแดนของกัมพูชาหลังการหยุดยิง” ทั้งที่ตามหลักสากลแล้ว ไม่มีประเทศใดถอนกำลังทหารออกจากที่มั่นของตัวเองที่ยึดมาได้หลังบรรลุข้อตกลงหยุดยิง พร้อมกับเพิ่มตัวเลขของผู้พลัดถิ่นให้มากขึ้นไปเรื่อยๆ สะท้อนให้เห็นว่ากัมพูชาไม่เหลือไพ่ในมือแล้ว แต่ยังต้องการให้นานาชาติสนใจ จึงต้องผลักดันข้อกล่าวหาเดียวที่มีอยู่ไปพูดในเวทีระหว่างประเทศให้ได้มากที่สุด ดึงให้นานาชาติมาร่วมกดดันไทย ในขณะที่ฝั่งไทยพยายามมองไปข้างหน้าถึงการฟื้นความสัมพันธ์ เพราะสุดท้ายไทยและกัมพูชาก็ยังต้องเป็นเพื่อนบ้านกันต่อไป นอกจากนั้น ไทยเองยังมองถึงความท้าทายอื่นๆ เช่น วิกฤตในเมียนมา ซึ่งได้รับความสนใจจากหลายประเทศ สังเกตได้จากการหารือทวิภาคีต่างๆ เช่น การหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส และนายโวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ที่นายสีหศักดิ์แจ้งผลการหารือกับนายตาน ส่วย รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาเมื่อเร็วๆ นี้

อีกประเด็นที่ไทยได้รับความสนใจจากนานาชาติคือ ความมุ่งมั่นและการให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ให้หมดไป นายสีหศักดิ์หารือเรื่องดังกล่าวกับโวลเกอร์ เติร์ก รวมถึงรัฐมนตรีต่างประเทศนอร์เวย์และรวันดาอีกด้วย ความพยายามของไทยในการผลักดันแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ยังมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง เพราะในปีนี้ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมออนไลน์สแกมอีก 2 ครั้ง ร่วมกับประเทศในยุโรปและในกรอบองค์การเพื่อความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (OSCE)

การวางยุทธศาสตร์ทางการทูตของสองประเทศที่เดินหน้าไปคนละทางอย่างชัดเจน ได้ผลลัพท์ที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดจากเวที HRC ในครั้งนี้ เพราะหลังจากที่นายปรัก สุคน กล่าวถ้อยแถลงเสร็จสิ้น ห้องประชุม HRC เงียบสนิทไม่มีเสียงปรบมือใดๆ ต่างจากถ้อยแถลงของนายสีหศักดิ์ที่ได้รับเสียงปรบมือใแลจากหลายชาติ และการพยักหน้ายอมรับจากคณะกรรมการที่นั่งอยู่บนเวทีด้านหลังโพเดียม นอกจากนั้น ประชาคมโลกยังไม่ออกมาเรียกร้องหรือแสดงท่าทีมในๆ ในเรื่องไทย-กัมพูชา อาจเพราะเรื่องที่กัมพูชากล่าวหาไทยนั้นเป็นข้อกล่าวหาเดิม ไม่มีเนื้อหาใหม่ และไทยได้ทำการชี้แจงอย่างรอบด้านแล้ว จึงทำให้นานาชาติ “เบื่อ” ที่จะฟัง เพราะสิ่งที่อยากได้ยินคือ ไทยและกัมพูชาจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรมากกว่า นายสีหศักดิ์ให้ความเห็นว่า นานาชาติคงรู้แล้วว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือปล่อยให้ไทยและกัมพูชาเจรจากันเอง ดังนั้น การที่กัมพูชาพยายามกดดันไทยด้วยการดึงประเทศต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องจึงไม่ได้ผล

การดำเนินการทูตแบบ “ผู้ใหญ่” และเป็นไปใน “เชิงรุก” ของนายสีหศักดิ์ ยังทำให้ไทยดูน่าดึงดูดมากขึ้น สังเกตได้จากการที่นางกายา คัลลัส ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรป (อียู) ด้านกิจการต่างประเทศและนโยบายความมั่นคง โทรศัพท์หารือกับนายสีหศักดิ์ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ และฟังคำชี้แจงในเรื่องสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ก่อนที่คัลลัสจะมีกำหนดพบกับสมเด็จฯ ฮุน มาเนต ของกัมพูชา เป็นตัวชี้วัดได้ดีว่านานาชาติเลือกจะฟังข้อมูลจากใครก่อน

ในเวลาที่ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชายังไม่คลี่คลายลง สิ่งที่ดีที่สุดคือการหันหน้ามาคุยกัน ปรับความสัมพันธ์กันอย่างจริงใจ ไทยแสดงจุดยืนนั้นให้กัมพูชาเห็นแล้วว่าพร้อมที่จะเดินหน้าไปสู่สันติภาพ อย่างไรก็ดี ไทยเดินหน้าไปฝ่ายเดียวไม่ได้ แต่กัมพูชาต้องเห็นพ้องที่จะเลือกเส้นทางสู่สันติภาพไปกับไทยด้วย

เช่นที่นายสีหศักดิ์ได้กล่าวไว้ว่า ตอนนี้ “บอลอยู่ในคอร์ต” ของกัมพูชาแล้ว ต้องจับตาต่อไปว่ากัมพูชาจะเลือกเดินต่อไปอย่างไร เพราะหากเลือกผิด หมากอาจล้มทั้งกระดาน ซึ่งไม่ใช่เพราะใคร แต่เป็นเพราะการวางยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดของกัมพูชาเอง