หนึ่งสัปดาห์สงครามอิหร่าน เดิมพันหมดหน้าตักของทรัมป์
ผ่านพ้นไปแล้วหนึ่งสัปดาห์หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลจับมือกันเปิดสงครามกับอิหร่าน ซึ่งทำให้ตะวันออกกลางตกอยู่ในความปั่นป่วน แม้การโจมตีดังกล่าวจะสังหาร อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี และผู้บริหารระดับสูงของอิหร่านหลายสิบคนได้ในเวลาเพียงไม่ถึง 60 วินาทีแรกที่เปิดโจมตี แต่ชัยชนะที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ วาดฝันว่าจะจบลงอย่างรวดเร็วและง่ายดายเหมือนกับตอนบุกจับ นิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ดูเหมือนจะไม่ง่ายอย่างที่หวังไว้
ขณะเดียวกัน สงครามอิหร่านในคราวนี้ยังทำให้ทรัมป์ต้องเผชิญกับความเสี่ยงและความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ คำถามไม่ได้มีเพียงแค่ว่า ทรัมป์จะสามารถเปลี่ยนความสำเร็จทางทหารให้กลายเป็นชัยชนะที่ชัดเจนทางภูมิรัฐศาสตร์ได้หรือไม่ แต่ยังมีคำถามอีกมากมายเกี่ยวกับผลกระทบที่เขาก่อให้เกิดขึ้นจากการทำสงคราม ที่ดูเหมือนว่าจะไม่มีการเตรียมความพร้อมสำหรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นไว้ล่วงหน้าอย่างรอบคอบและรอบด้านนัก
การกระโดดเข้าไปยังสงครามที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐ นับตั้งแต่การบุกโจมตีในอิรักเมื่อปี 2003 ท่ามกลางข้อเท็จจริงที่มีการแจ้งกับรัฐสภาว่า ไม่มีข้อมูลข่าวกรองใดๆ บ่งชี้ว่าอิหร่านกำลังวางแผนโจมตีสหรัฐ ขณะที่นายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐให้เหตุผลว่า สหรัฐต้องโจมตีอิหร่านเพราะรู้ว่าอิสราเอลกำลังจะลงมือ ยิ่งทำให้คนฟังส่ายหัวไปตามๆ กัน เพราะอาจทำให้เข้าใจไปว่า อิสราเอลมีอำนาจนำในการกำหนดทิศทางนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ หรือที่จริงควรจะบอกว่า สหรัฐดำเนินนโยบายต่ออิหร่านตามที่อิสราเอลต้องการจะถูกต้องกว่า
อย่างไรก็ดี หลังการโจมตีอย่างหนักและสังหารผู้นำอิหร่านจำนวนมากไปแล้ว สถานการณ์ในพื้นที่ก็ไม่ได้เป็นไปตามที่สหรัฐคาดหวัง ก่อนหน้านี้คงไม่มีใครเชื่อว่า ชาติมหาอำนาจผู้เป็นดั่งประภาคารของโลกเสรีจะลงมือยิงขีปนาวุธใส่โรงเรียนเด็กจนเสียชีวิตไปมากกว่า 160 รายแต่ไม่กล้ารับว่าทำเอง ได้แต่สีข้างเข้าถูว่ากำลังตรวจสอบอยู่ คนที่เป็นรัฐมนตรีกลาโหมอย่าง พีท เฮกเซธ อวดโอ่ด้วยความภาคภูมิใจว่าได้ใช้ตอร์ปิโดยิงเรือรบอิหร่านที่ปราศจากอาวุธ ซึ่งเป็นการลงมือเช่นนี้ครั้งแรกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งที่พวกเขากำลังเดินทางกลับบ้านหลังร่วมซ้อมรบโดยไม่มีอาวุธใดๆ บนเรือ พร้อมเย้ยว่าสหรัฐได้มอบความตายอันเงียบงันให้กับคนเหล่านั้น ประดุจดั่งมันคือผลงานอันน่าภาคภูมิใจ ทั้งที่เป็นการกระทำที่ไร้ยางอายยิ่งกว่าสุนัขลอบกัด
กระทั่งล่าสุด ทรัมป์ออกมาประกาศว่า เขาจะต้องเป็นผู้มีส่วนในการเลือกผู้นำคนใหม่ของอิหร่าน ยิ่งทำให้คนทั้งโลกได้เห็นว่า ทรัมป์ได้นำพาสหรัฐเข้าสู่มิติคู่ขนานที่ย้อนพาโลกไปสู่ยุคล่าอาณานิคมโดยมีสหรัฐเป็นชาติที่บ้าคลั่ง ซึ่งมีผู้นำที่เชื่อว่าตนเองมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่จะทำอะไรกับใครและกับประเทศใดในโลกนี้ได้โดยไม่ต้องรับผิด เขามีสิทธิที่จะชี้เป็นชี้ตายให้กับใครก็ได้เพียงแค่เขาต้องการและพอใจกับความล่มสลายของประเทศและบุคคลนั้นๆ
ท่ามกลางความบ้าคลั่งของทรัมป์ ผู้นำโลกตะวันตกส่วนใหญ่ต่างเงียบเสียง ไม่มีใครกล้าเผชิญหน้ากับการใช้อำนาจอย่างบ้าคลั่งของทรัมป์โดยตรง หรือหากจะมีก็เพียงไม่กี่คนอย่างนายกรัฐมนตรีสเปน เป็นอาทิ การด้อยค่าผู้นำสเปนด้วยคำพูดของทรัมป์ที่ว่า “สเปนแจ้งเราว่าเราไม่สามารถใช้ฐานทัพของพวกเขาได้ และนั่นก็ไม่เป็นไร เราไม่จำเป็นต้องใช้มัน ถ้าเราต้องการ เราก็แค่บินเข้าไปแล้วใช้มันได้เลย ไม่มีใครจะมาบอกเราว่าห้ามใช้มันหรอก” แถมยังขู่จะตัดการค้ากับสเปนทั้งหมดก็ทำให้เห็นกันชัดๆ ถึงความบ้าอำนาจของทรัมป์ว่าไปได้ไกลกว่าที่ใครจะคาดคิด
ทั้งหมดทั้งปวงที่ทรัมป์ทำ ได้ทำลายความเป็น “สหรัฐอเมริกา” ที่เราเห็นกันมาในชั่วอายุคนลงอย่างสิ้นเชิง ระเบียบโลกที่สหรัฐเป็นผู้สร้างขึ้นกับมือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่หลงเหลืออะไรให้อ้างถึงคุณงามความดีอีกต่อไป นี่คือปรากฎการณ์ที่สหรัฐเขียนโลกขึ้นมาด้วยมือลบมันด้วยเท้าอย่างแท้จริง
การตอบโต้ของอิหร่านด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐในตะวันออกกลาง ทำให้ประเทศรอบข้างอิหร่านที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่พลอยเดือดร้อนหนักไปด้วย ทั้งที่ไม่มีส่วนรู้เห็นและเชื่อว่าไม่มีใครเห็นด้วยกับการทำสงครามของสหรัฐและอิสราเอลในครั้งนี้ สหรัฐในฐานะประเทศที่รับประกันความมั่นคงให้กับประเทศผู้ค้าน้ำมันที่ร่ำรวยในตะวันออกลาง กลายเป็นผู้ก่อสงครามจนทำให้ชาติรัฐอ่าวอาหรับเดือดร้อนด้วยตนเอง ซ้ำยังทุบหม้อข้าวของประเทศในตะวันออกกลางที่ผันตัวมาเป็นฮับการบินของโลกในปัจจุบัน นักเดินทางจำนวนมากตกค้าง ความไม่มั่นใจว่าสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคจะคลี่คลายลงได้จริงหรือไม่ และมันจะกลับสู่สภาวะปกติได้เมื่อใด ต่างๆ เหล่านี้ล้วนทำให้เงินทองที่เคยไหลเข้ามาต้องหยุดชะงัก และแม้แต่เมื่อสงครามยุติลง อย่าว่าแต่นักท่องเที่ยว แม้แต่คนในตะวันออกลางเองก็อาจเดินทางไปพักหรือใช้ชีวิตอยู่ในภูมิภาคที่ดูจะสงบและปลอดภัยกว่าบ้านเรือนของพวกเขา
นี่ขนาดยังไม่ได้พูดถึงรายได้จากการขายน้ำมันและก๊าซธรรมชาติต่างๆ ที่ตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตสำคัญของโลก การปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านทำให้ปริมาณน้ำมัน 1 ใน 5 ของโลกที่ขนส่งผ่านเส้นทางนี้ทุกวันต้องหยุดชะงัก
สงครามของทรัมป์และ นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ได้ฉุดเศรษฐกิจโลกที่ระส่ำระสายย่ำแย่อยู่แล้วจากภาษีทรัมป์ที่ป่วนโลกในปีก่อน ให้ตกหล่มลึกมากขึ้นไปอีกจากความผันผวนไม่แน่นอนของสงครามที่ไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไรและอย่างไร ราคาน้ำมันโลกดีดตัวจากราว 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขึ้นไปทะลุ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเวลาเพียงสัปดาห์เดียว ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญหรือแม้แต่รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของกาตาร์ก็ยังเตือนว่า มีความเป็นไปได้ที่น้ำมันดิบจะพุ่งขึ้นแตะ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
หันมาพูดให้ดูใกล้ตัวทรัมป์เข้ามาสักนิด สงครามที่ทรัมป์ก่อในคราวนี้ยังกระทบผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ของตัวเขาเองและสหรัฐอเมริกาด้วย วิกฤตที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นความขัดแย้งระดับภูมิภาคนี้ อาจทำให้สหรัฐต้องเข้าไปพัวพันทางทหารนานกว่าที่คิด และมันอาจทำให้เกิดผลกระทบที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของทรัมป์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนึงถึงการเลือกตั้งกลางเทอมในสหรัฐที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งมีความสำคัญในฐานะตัวชี้ชะตาและอนาคตของประธานาธิบดีสมัย 2 ผู้นี้ว่าจะได้ไปต่อหรือต้องเจอกับภาวะสุญญากาศที่ไม่อาจใช้อำนาจตามอำเภอใจได้อย่างในปัจจุบัน หากพรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะในสภาล่าง หรืออาจรวมถึงสภาสูงกลับไปครองได้อีกครั้ง
การกระทำของทรัมป์ยังสวนทางกับสิ่งที่เขาพูดมาตลอดว่า จะไม่นำมาประเทศไปติดหล่มกับสงครามในตะวันออกลางเหมือนที่พรรคเดโมแครตเคยทำ ขณะที่สงครามของทรัมป์เดินหน้าไปได้ไม่ถึงสัปดาห์ ราคาน้ำมันหน้าปั๊มของสหรัฐก็พุ่งสูงขึ้นถึง 12% ยังไม่รวมถึงตัวเลขการจ้างงานที่ลดลงมากกว่า 9 หมื่นตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ อัตราการว่างงานที่สูงขึ้นเป็น 4.4% และทำให้ชาวอเมริกันอาจตั้งคำถามว่าทำไมพวกเขาจึงต้องจ่ายเงินไปกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในการดำรงชีวิตและค่าใช้จ่ายทางทหารไปกับสงครามอิหร่าน ทั้งที่ทรัมป์เคยยืนยันหลังโจมตีทางอากาศในเดือนมิถุนายนปีก่อนว่า ได้ทำลายโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านจนถอยหลังไปหลายสิบปีแล้ว
แล้วทรัมป์จะแน่ใจได้อย่างไรว่า การล้มระบอบปกครองอิหร่านและการทำให้อิหร่านอ่อนแอจะทำให้ตะวันออกกลางปลอดภัยและมีเสถียรภาพยิ่งขึ้น ทั้งที่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากมองตรงกันข้าม เห็นได้ตั้งแต่สงครามอัฟกานิสถานของสหรัฐในปี 2001 เพื่อขับไล่ทาลิบัน สหรัฐติดหล่มอยู่ในสงครามนั้นมาหลายสิบปี ก่อนที่จะจบลงด้วยการกลับมาของทาลิบันหลังสหรัฐทิ้งอัฟกานิสถาน การบุกทำลายระบอบปกครองของ ซัดดัม ฮุสเซน ในอิรัก ก็จบลงด้วยการผงาดขึ้นมาของกองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส) แม้แต่การล่มสลายของลิเบียในปี 2011 ก็ทำให้กลุ่มติดอาวุธเกิดขึ้นมากมาย แม้ว่าขณะนี้ลิเบียจะมีผู้นำใหม่แล้ว แต่ความมั่นคงก็ยังไม่เต็มร้อย
การล่มสลายของรัฐอิสลามอย่างอิหร่านมีอันตรายกว่าประเทศข้างต้นเหล่านั้นมาก ค่าที่อิหร่านมีพลเมืองมากกว่าประเทศข้างต้นมากนัก ซ้ำยังตั้งอยู่ใจกลางอ่าวเปอร์เซีย หนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานที่มีความสำคัญที่สุดทางยุทธศาสตร์แห่งหนึ่งของโลก หากอิหร่านมีผู้นำใหม่ที่หัวรุนแรงสุดโต่ง โลกก็คงไม่สงบง่าย และหากผู้นำใหม่ของอิหร่านไม่สามารถควบคุมกลุ่มชาติพันธุ์หรือกลุ่มติดอาวุธที่มีอยู่มากมายทั้งในและนอกประเทศรอบข้างได้ กองกำลังติดอาวุธก็อาจขัดขวางเส้นทางการเดินเรือ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน หรือแม้แต่พยายามปิดช่องแคบฮอร์มุซ ยกระดับให้เป็นวิกฤตระดับโลกที่ทอดยาว
สงครามของทรัมป์และเนทันยาฮู อาจกลายเป็นการ “เปิดกล่องแพนดอรา” ที่ไม่ใช่สำหรับภูมิภาคตะวันออกลางเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วทุกมุมโลก สุดท้ายคนที่พูดแทนใจใครหลายๆ คนได้ดีที่สุด น่าจะเป็น นายคาลัฟ อัลฮับตูร์ มหาเศรษฐีชื่อดังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งมักเดินทางไปยังรีสอร์ตมาร์-อา-ลาโก ของทรัมป์ในฟลอริดา ที่ได้ตั้งคำถามในจดหมายเปิดผนึกถึงทรัมป์สัปดาห์ก่อนว่า “ใครให้สิทธิคุณในการเปลี่ยนภูมิภาคของเราให้กลายเป็นสนามรบ?”
และเชื่อเถิดว่า เมื่อถึงที่สุดแล้ว ไม่ว่าสงครามครั้งนี้จะจบลงอย่างไร หรือหากทรัมป์ประเมินว่าเขาไม่ได้ผลประโยชน์จากสงครามครั้งนี้มากเท่าที่ต้องการ ความเสียหายที่สหรัฐสร้างขึ้นก็จะถูกทิ้งให้เป็นความรับผิดชอบของคนในพื้นที่ เหมือนที่เราเห็นมาเสมอกับสงครามที่สหรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

