มองการต่างประเทศจีน สรุปสาระแถลงหวังอี้ห้วงสองสภา

9.03.26 | 15:35 น.

มองการต่างประเทศจีน สรุปสาระแถลงหวังอี้ห้วงสองสภา

ผู้สื่อข่าวมติชนรายงานจากศูนย์ข่าวการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ ครั้งที่ 4 สมัยที่ 14 ณ กรุงปักกิ่ง ว่า เมื่อวันที่ 8 มีนาคม นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน และสมาชิกกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้ตอบคำถามจากสื่อมวลชนทั้งในประเทศและต่างประเทศเกี่ยวกับทิศทางและนโยบายการต่างประเทศของจีน ในช่วงการประชุมสองสภา โดยสามารถสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1. การสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน
หวัง อี้ กล่าวว่า เนื่องจากในปัจจุบันมนุษยชาติกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงจึงได้เสนอแนวคิดการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน โดยมีสาระสำคัญว่า มนุษยชาติไม่ใช่ศัตรูของกันและกัน แต่มีศัตรูร่วมกันคืออสงคราม ความยากจน ความหิวโหย และความอยุติธรรม ประชาคมโลกไม่สามารถเอาชนะสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยการต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว แต่ต้องรวมพลังกัน เพื่อสร้างอนาคตร่วมกัน เพราะเมื่ออยู่ลำพังเราย่อมอ่อนแอ แต่เมื่อร่วมมือกันเราจะมีพลังอันยิ่งใหญ่ เปรียบเสมือนประภาคารที่ส่องทางไปข้างหน้าสำหรับมนุษยชาติ

วิสัยทัศน์นี้สะท้อนให้เห็นว่าจีนมองบทบาทของตนในโลกและในประวัติศาสตร์อย่างไรในฐานะประเทศมหาอำนาจ ชาวจีนมีประเพณีในการทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมและแสวงหาความกลมกลืนร่วมกัน จีนจะไม่เดินตามเส้นทางเดิมที่มหาอำนาจแข่งขันแย่งชิงอำนาจและดินแดน

และกล่าวว่า ตรงกันข้าม จีนจะเดินบนเส้นทางแห่งการพัฒนาอย่างสันติ และสนับสนุนให้ประเทศอื่นเดินบนเส้นทางเดียวกัน เพื่อร่วมกันสร้างโลกที่เปิดกว้าง ครอบคลุม โปร่งใส และสวยงาม ซึ่งมีสันติภาพยั่งยืน ความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันด้วย

Advertisement

2. วาระเจ้าภาพ APEC
ในปีนี้ จีนจะเป็นเจ้าภาพการจัดการประชุมผู้นำเขตความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) โดยจะจัดที่เซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง หรือที่เป็นที่รู้จักกันภายใต้ชื่อ ซิลิคอนวัลเลย์แห่งเอเชีย ต่อการนี้ หวัง อี้ กล่าวว่า เพื่อทำหน้าที่เจ้าภาพให้สมบูรณ์ที่สุด จีนจะมุ่งมั่นผลักดันให้เป้าหมายในการสร้างประชาคมเอเชีย-แปซิฟิกบรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรม

“หลายทศวรรษได้ผ่านไปนับตั้งแต่แนวคิดเรื่องการสร้างประชาคมเอเชีย-แปซิฟิกถูกเสนอขึ้น แนวคิดดังกล่าวไม่ควรหยุดอยู่เพียงบนกระดาษหรือเป็นเพียงวิสัยทัศน์เท่านั้น จีนหวังว่าจะสามารถร่วมกันค้นหาคำตอบที่เซินเจิ้น เพื่อนำไปสู่ฉันทามติในวงกว้าง การกำหนดลำดับความสำคัญที่ชัดเจน และการกำหนดขั้นตอนปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนในภูมิภาคสามารถมีส่วนร่วมและร่วมกันลงมือสร้างประชาคมเอเชีย-แปซิฟิกให้เกิดขึ้นจริง” หวัง อี้กล่าว

3. อิหร่าน
หวัง อี้ กล่าวว่า ท่าทีของจีนต่อสถานการณ์ความตึงเครียดที่กำลังเกิดขึ้นในตะวันออกกลางตั้งอยู่บนหลักการของความเป็นกลางและความยุติธรรม ซึ่งสามารถสรุปสาระสำคัญได้เพียงประการเดียว คือ การเรียกร้องให้มีการหยุดยิงและยุติการสู้รบ

“ภูมิปัญญาโบราณของจีนได้เตือนไว้ว่า อาวุธเป็นเครื่องมือแห่งความอัปมงคล และไม่ควรถูกนำมาใช้โดยปราศจากความยั้งคิด ขณะนี้สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังลุกเป็นไฟ สงครามครั้งนี้เป็นความขัดแย้งที่ไม่ควรเกิดขึ้น และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ฝ่ายใดเลย” หวัง อี้ กล่าว

พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศจีนเสนอทางออกในความรุนแรงครั้งนี้ว่า ข้อแรกคือการเคารพอธิปไตยของชาติ เนื่องจากเป็นรากฐานของระเบียบระหว่างประเทศในปัจจุบัน ข้อสองคือ การปฏิเสธการใช้กำลังโดยมิชอบ ข้อสามคือ ต้องไม่แทรกแซงกิจการภายใน ข้อสี่คือ การส่งเสริมการแก้ไขปัญหาผ่านกระบวนการทางการเมือง โดยจีนเชื่อเสมอว่าสันติภาพมีค่ามากที่สุด ทุกฝ่ายควรกลับสู่โต๊ะเจรจาโดยเร็วที่สุด แก้ไขความแตกต่างผ่านการสนทนาอย่างเท่าเทียม และร่วมกันสร้างความมั่นคงร่วมกัน และข้อห้าคือ ประเทศมหาอำนาจควรมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ และมีส่วนช่วยเพิ่มพลังบวกต่อสันติภาพและการพัฒนาในตะวันออกกลาง

4. นโยบายการทูตจีนต่อประเทศเพื่อนบ้าน
หวัง อี้ กล่าวว่า การช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างประเทศเพื่อนบ้านและการสร้างความสัมพันธ์ฉันมิตรในภูมิภาค เป็นส่วนหนึ่งของประเพณีและวัฒนธรรมจีนมาอย่างยาวนาน จีนให้ความสำคัญกับภูมิภาคประเทศเพื่อนบ้านเป็นลำดับแรกในวาระการทูตมาโดยตลอด โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้เสนอหลักการความเป็นมิตร ความจริงใจ ผลประโยชน์ร่วมกัน และความเปิดกว้างครอบคลุมเพื่อเป็นแนวทางสำหรับการทูตต่อประเทศเพื่อนบ้านของจีนในยุคใหม่ด้วย

พร้อมกล่าวว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความปั่นป่วน แต่เอเชียยังคงสามารถรักษาเสถียรภาพโดยรวมและการเติบโตอย่างรวดเร็วไว้ได้ โดยในปีที่ผ่านมาเอเชียมีส่วนช่วยต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกมากกว่าร้อยละ 60 ความสำเร็จดังกล่าวมิใช่เรื่องง่าย หากแต่เป็นผลจากความพยายามร่วมกันของจีนและประเทศเพื่อนบ้าน

“หากจีนดำเนินนโยบายเหมือนมหาอำนาจบางประเทศในลักษณะเดิมที่มุ่งแบ่งแยกเขตอิทธิพล ปลุกปั่นการแข่งขันระหว่างขั้วอำนาจ หรือแม้แต่ใช้นโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อตนเองโดยทำให้ประเทศเพื่อนบ้านเสียเปรียบ เอเชียจะยังคงมีเสถียรภาพเช่นทุกวันนี้หรือไม่ และประชาคมระหว่างประเทศจะยังคงสามารถได้รับประโยชน์จากโอกาสการพัฒนาของเอเชียได้หรือไม่” หวัง อี้ กล่าว

“แสดงให้เห็นข้อเท็จจริงว่า จีนเป็นทั้งหลักประกันสำคัญของความมั่นคงในภูมิภาค เป็นแรงขับเคลื่อนของการพัฒนาและความเจริญรุ่งเรือง และเป็นผู้สนับสนุนค่านิยมร่วมของประเทศในเอเชีย” หวัง อี้ เสริม

5. จีนกับซีกโลกใต้
หวัง อี้ กล่าวว่า การเติบโตร่วมกันของกลุ่มประเทศซีกโลกใต้เป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนของเศรษฐกิจโลกของประเทศเหล่านี้เพิ่มขึ้นจาก 24 เปอร์เซ็นต์เป็นมากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการมีหลายขั้วอำนาจในโลก

ในสภาวะที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงและเผชิญกับความไม่แน่นอน เราควรส่งเสริมความเป็นเอกภาพและการมีผลประโยชน์ร่วมกัน โดยใช้กลไกของกรอบบริกส์ องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) และกลุ่ม 77 และจีน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของการพัฒนา

หวัง อี้ ระบุด้วยว่า เราควรสนับสนุนให้ประชาคมระหว่างประเทศปฏิบัติพหุภาคีอย่างแท้จริง และยืนหยัดในระเบียบระหว่างประเทศที่มี องค์การสหประชาชาติ เป็นศูนย์กลาง

“หัวใจของจีนอยู่กับประเทศซีกโลกใต้ รากเหง้าของจีนก็อยู่ในซีกโลกใต้ จีนพร้อมที่จะร่วมมือกับประเทศซีกโลกใต้เพื่อเดินหน้าสู่การทำให้เกิดการพัฒนาสมัยใหม่ และผลักดันการสร้าง ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมวลมนุษยชาติ” หวัง อี้ กล่าว

6. จีนและระเบียบโลก
หวัง อี้ กล่าวว่า ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าจีนและสหรัฐอเมริกามีอิทธิพลอย่างมากต่อโลก แต่ก็ไม่ควรลืมว่าบนโลกนี้มีประเทศมากกว่า 190 ประเทศ ประวัติศาสตร์โลกถูกสร้างขึ้นจากความร่วมมือของหลายประเทศเสมอ และอนาคตของมนุษยชาติจะเกิดขึ้นจากความพยายามร่วมกันของทุกประเทศ ความหลากหลายเป็นลักษณะเฉพาะของสังคมมนุษย์ และความเป็นพหุอำนาจคือสิ่งที่ภูมิทัศน์ระหว่างประเทศควรมี

และกล่าวว่า ากย้อนมองประวัติศาสตร์ การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจและความขัดแย้งระหว่างค่ายต่าง ๆ มักสร้างความหายนะและความเจ็บปวดให้แก่มนุษยชาติ ดังนั้น จีนจะไม่เดินตามเส้นทางเก่าในลักษณะการแสวงหาอำนาจสูงสุด โดยรัฐธรรมนูญของจีนระบุไว้ว่า มุ่งมั่นเดินตามเส้นทางการพัฒนาสันติ ขณะที่ประกาศต่อประชาคมโลกอยู่เสมอว่า ไม่ว่าเหตุการณ์ระหว่างประเทศจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร หรือจีนจะแข็งแกร่งเพียงใด จีนจะไม่แสวงหาอำนาจสูงสุดหรือขยายอาณาเขต

หวัง อี้ กล่าวว่า สำหรับทิศทางการพัฒนาของภูมิทัศน์ระหว่างประเทศ แนวคิดของจีนคือการสร้างโลกพหุอำนาจที่เท่าเทียมและเป็นระเบียบ โดย เท่าเทียม หมายถึง ทุกประเทศ ไม่ว่าจะมีขนาดหรือกำลังมากน้อยเพียงใด ต้องเป็นสมาชิกที่เท่าเทียมกันของประชาคมระหว่างประเทศ และสามารถหาที่ทางและบทบาทของตนได้ในโลกพหุอำนาจ

ส่วน เป็นระเบียบ หมายถึง ทุกประเทศควรรักษากฎระเบียบระหว่างประเทศที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ได้แก่ วัตถุประสงค์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ และบรรทัดฐานพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ต่อความสัมพันธ์กับสหรัฐ หวัง อี้ กล่าวว่า จีนและสหรัฐเป็นประเทศใหญ่ทั้งคู่ ไม่มีฝ่ายใดสามารถเปลี่ยนแปลงอีกฝ่ายได้ แต่สามารถยึดมั่นในจิตวิญญาณของความเคารพซึ่งกันและกัน รักษาเส้นแบ่งของการอยู่ร่วมอย่างสงบ และพยายามมุ่งไปสู่ความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ตอบสนองต่อผลประโยชน์ของประชาชนจีนและอเมริกัน และเป็นความคาดหวังของประชาคมระหว่างประเทศด้วย

7. ประเด็นทะเลจีนใต้
หวัง อี้ กล่าวว่า ทะเลจีนใต้เป็นที่ตั้งของเส้นทางการเดินเรือที่คึกคักที่สุด ปลอดภัยที่สุด และเสรีที่สุดในโลก ในปีที่ผ่านมา ความร่วมมือในทะเลจีนใต้ยังคงดำเนินไปอย่างราบรื่น จีนได้หารืออย่างลึกซึ้งกับอินโดนีเซียเกี่ยวกับการพัฒนาร่วมทางทะเล จัดการเจรจาทวิภาคีกับมาเลเซียในประเด็นทางทะเล และดำเนินความร่วมมือกับเวียดนามด้านการพัฒนาการประมงอย่างยั่งยืน เมื่อไม่นานมานี้องกำลังรักษาฝั่งของจีนยังได้ช่วยเหลือลูกเรือชาวฟิลิปปินส์ที่ประสบอันตรายกลางทะเลด้วย

พร้อมกล่าวว่า การสร้างสันติภาพและเสถียรภาพอย่างยั่งยืนต้องอาศัยการสนับสนุนจากสถาบันที่มีความมั่นคง จีนดำเนินการตาม ปฏิญญาว่าด้วยแนวปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ (DOC) อย่างเต็มที่ และประมวลการปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (COC) ได้มาถึงช่วงเวลาสำคัญ จีนมีความตั้งใจที่จะร่วมมือกับทุกฝ่ายเพื่อลดการแทรกแซง สร้างสะพานความเข้าใจ และส่งเสริมความร่วมมือ

“ในฐานะที่ฟิลิปปินส์เป็นประเทศอาเซียนประจำปีนี้ จีนหวังว่าฟิลิปปินส์จะมีบทบาทเชิงบวกเพื่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค” หวัง อี้ กล่าว

8. ไต้หวัน
หวัง อี้ กล่าวว่า ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนตั้งแต่อดีต ซึ่งไม่เคยเป็นประเทศ สถานะของไต้หวันได้รับการระบุอย่างชัดเจนในเอกสารระหว่างประเทศหลายฉบับ รวมถึง ปฏิญญากรุงไคโร, คำประกาศโพสต์ดัม, เอกสารลงนามยอมแพ้ของญี่ปุ่น และ มติที่ 2758 ของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ดังนั้นความพยายามในการสร้าง สองจีน หรือ หนึ่งจีน หนึ่ง ไต้หวัน ย่อมล้มเหลวตั้งแต่ต้น