ปฏิบัติการช่วยนักบิน F-15 ภารกิจสุดสำคัญกู้หน้าทรัมป์
ภารกิจช่วยเหลือนักบินสหรัฐหลังเครื่องบิน F-15E ถูกยิงตกเหนือน่านฟ้าอิหร่านเมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา ถือเป็นนาทีแห่งความเป็นความตายไม่ใช่สำหรับลูกเรือทั้ง 2 คนบนเครื่องบินรบดังกล่าวเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสงครามที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เป็นผู้ก่อขึ้นร่วมกับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ค่าที่ความอยู่รอดของลูกเรือทั้งคู่มีความสำคัญยิ่งต่อความอยู่รอดของสงครามอิหร่านของทรัมป์ และอาจจะมากกว่าชีวิตของทหารที่ฝ่ายสหรัฐยกย่องว่าเป็นผู้กล้าทั้งสองเสียด้วยซ้ำ
เครื่องบิน F-15E ถูกยิงตกทั้งๆ ที่ทรัมป์ประกาศชัยชนะในสงครามครั้งนี้มาแล้วหลายรอบ และยังถึงกับเย้ยว่าอิหร่านไม่สามารถควบคุมน่านฟ้าของประเทศได้ ความสามารถในการสู้รบถูกทำลายไปแล้วอย่างสิ้นเชิง ขณะที่นายพีธ เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ ก็ประกาศด้อยค่าอิหร่านในลักษณะเดียวกัน เหตุการณ์นี้จึงไม่ต่างจากการตบหน้ามหาอำนาจอย่างสหรัฐที่พยายามจะบอกตัวเองว่า คว้าชัยในสงครามที่ไร้แผนการอย่างสิ้นเชิงนี้ได้แล้ว
ที่สำคัญไม่ใช่แค่เครื่องบิน F-15E เท่านั้นที่ถูกยิงตก อิหร่านยังสามารถโจมตีเครื่องบินอีกหลายลำ ตั้งแต่ A-10 Warthog และเฮลิคอปเตอร์สหรัฐที่ช่วยภารกิจค้นหาอีกด้วย ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเครื่องบินจำนวนมากของสหรัฐยิ่งตอกย้ำว่า ศักยภาพในการรบของอิหร่านอาจเหนือว่าที่สหรัฐประเมินและพยายามทำให้ตัวเองเชื่อเช่นนั้น
อย่างไรก็ดี ความสามารถในการทหารของสหรัฐที่ยังครองความเป็นที่ 1 ของโลก บวกกับการทำสงครามชนิดที่เริ่มก่อนโดยไม่สนถูกผิด ไม่แคร์ว่าจะละเมิดข้อกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่ยึดถือข้อเท็จจริงและหลักฐานเชิงประจักษ์ใดๆ มากไปกว่าการใช้สถานะประเทศมหาอำนาจบดบี้บีฑาประเทศไหนก็ได้ตามใจต้องการ ก็ยังทำให้ปฏิบัติการในการช่วยเหลือลูกเรือทั้ง 2 บนเครื่องบินลำนี้ประสบความสำเร็จในที่สุด
หันกลับมาที่ภารกิจช่วยเหลือนักบินสหรัฐ 2 นายในเครื่องที่ถูกยิงตก เพียงหนึ่งวันหลังจากนั้น ทางการสหรัฐประกาศว่าสามารถช่วยเหลือลูกเรือคนแรกได้แล้ว ซึ่งมีการเปิดเผยในเวลาต่อมาว่าคือนักบินของเครื่องบินลำดังกล่าว ขณะที่อิหร่านประกาศไล่ล่าลูกเรือที่ยังคงหาตัวไม่พบโดยมีการตั้งค่าหัวให้กับผู้ที่สามารถเจอตัว “นักบินข้าศึก”
ลูกเรือทั้งสองดีดตัวออกจากเครื่องบินเมื่อถูกยิงตก แต่สหรัฐไม่ทราบตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ควบคุมระบบอาวุธ ขณะที่ทำเนียบขาวและเพนตากอนปฏิเสธที่จะพูดคุยรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องบินรบที่ถูกยิงตกนานกว่า 24 ชั่วโมงหลังจากประสบเหตุถูกยิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายละเอียดเกี่ยวกับลูกเรือคนแรกที่ได้รับการช่วยเหลือ ซึ่งทรัมป์กล่าวในภายหลังว่าความพยายามในครั้งแรกนั้นใช้เวลา 7 ชั่วโมงในเวลากลางวัน จากนั้นรัฐบาลสหรัฐและอิหร่านต่างก็เร่งค้นหาลูกเรือคนที่สอง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระบบอาวุธ ที่ทั้งสองฝ่ายไม่ทราบตำแหน่ง
สำนักข่าวกรองกลางสหรัฐ (ซีไอเอ) เริ่มทำการกระจายข่าวในอิหร่านว่าสหรัฐพบตัวลูกเรือคนที่ 2 แล้ว และกำลังทำการเคลื่อนย้ายทางบกเพื่อนำตัวเขาออกจากประเทศ การสร้างความสับสนดังกล่าวก็เพื่อทำให้ซีไอเอและกองทัพสหรัฐมีเวลาเพื่อค้นหาตำแหน่งของทหารรายนี้ ซึ่งต่อมาพบว่าเขาซ่อนตัวอยู่เพียงลำพังในรอยแยกของภูเขาหลังแนวศัตรู เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับจากอิหร่าน ก่อนที่เขาจะสามารถติดต่อกับกองทัพได้ แต่การสื่อสารเป็นไปอย่างไม่ต่อเนื่อง เนื่องจากเขาพยายามหลีกเลี่ยงการถูกตรวจจับ แม้ว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บแต่ก็รู้ดีว่าต้องทำอย่างไร ที่สำคัญที่สุดคือต้องอยู่รอดให้ได้ และหลบเลี่ยงการถูกจับกุมจากกองกำลังอิหร่านที่กำลังพยายามปิดล้อมเข้ามาเรื่อยๆ
ในช่วงหนึ่ง ลูกเรือผู้นี้ต้องปีนขึ้นไปบนภูมิประเทศที่ขรุขระจนถึงสันเขาที่สูงถึง 7,000 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล โดยมีเพียงปืนพก อุปกรณ์สื่อสาร และเครื่องส่งสัญญาณติดตามตัวเท่านั้น ทั้งที่เขาได้รับบาดเจ็บในระหว่างการดีดตัวออกจากเครื่องบิน และระหว่างที่เขาอยู่บนภูเขาสูงดังกล่าว หน่วยคอมมานโดสหรัฐพร้อมด้วยเครื่องบินสหรัฐได้ทำการทิ้งระเบิดเพื่อเคลียร์พื้นที่โดยรอบ ป้องกันไม่ให้กองกำลังอิหร่านเข้าถึงลูกเรือได้ก่อน จากนั้นก็เคลื่อนกำลังเข้าค้นหาเจ้าหน้าที่รายนี้ และช่วยนำตัวเขาออกมาอย่างปลอดภัย
เจ้าหน้าที่สหรัฐเปิดเผยรายละเอียดของปฏิบัติการเสี่ยงอันตรายครั้งนี้ในเวลาต่อมาว่า ปฏิบัติการนี้เกี่ยวข้องกับกำลังพลทางทหารและหน่วยข่าวกรองของสหรัฐหลายร้อยนาย รวมถึงหน่วยปฏิบัติการพิเศษต่างๆ เช่น หน่วยเดลต้าฟอร์ซของกองทัพบก และหน่วยซีลทีม 6 ของกองทัพเรือ ซึ่งถือเป็นหน่วยงานชั้นยอดของสหรัฐ ที่ได้ประสานกำลังกัน
ปฏิบัติการนี้ยังเต็มไปด้วยเหตุการณ์พลิกผันมากมาย ที่สนามบินลับแห่งหนึ่งในอิหร่าน เครื่องบินขนส่งปฏิบัติการพิเศษ MC-130J สองลำรอรับหน่วยปฏิบัติการพิเศษและนักบินที่จะได้รับการช่วยเหลือเพื่อพาตัวออกจากประเทศ แต่เครื่องบินทั้งสองได้รับความเสียหายระหว่างปฏิบัติการ ทำให้สหรัฐต้องทำลายเครื่องบินที่เสียหายทิ้ง เพื่อไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของอิหร่าน
การค้นหาและช่วยเหลือลูกเรือรายนี้ ซึ่งติดยศผู้พันของกองทัพอากาศ กลายเป็นภารกิจสำคัญที่สุดของรัฐบาล โดยมีรายงานว่า หลังมีรายงานว่าเครื่องบินถูกยิงตกเมื่อวันศุกร์ ทรัมป์ใช้เวลาตลอดทั้งวันยู่ในปีกตะวันตกของทำเนียบขาว เดินไปมาระหว่างห้องทำงานทำงานรูปไข่และห้องรับประทานอาหารที่อยู่ข้างเคียง เพื่อรับทราบรายงานความคืบหน้าของภารกิจ ทรัมป์ยังยกเลิกการเล่นกอล์ฟในวันเสาร์ และยังคงอยู่ที่ทำเนียบขาว ขณะที่มีการเตรียมการในปฏิบัติการเข้าสู่อิหร่านเพื่อช่วยเหลือนักบิน โดยทรัมป์ติดตามเหตุการณ์จาก Situation Room
ขณะเดียวกัน อิสราเอล ได้เลื่อนแผนโจมตีในอิหร่านบางส่วน ซึ่งคาดว่าจะเป็นแผนโจมตีโรงไฟฟ้าและสะพานในอิหร่าน เพื่อไม่ให้กระทบต่อภารกิจค้นหาและช่วยเหลือ และยังเสนอให้การสนับสนุนด้านข่าวกรองต่อสหรัฐ ในขั้นสุดท้าย ซีไอเอเป็นฝ่ายระบุตำแหน่งที่แน่นอนของเจ้าหน้าที่รายนี้ และส่งข้อมูลให้กองทัพ
หลังภารกิจสำเร็จ ทรัมป์โพสต์บนโซเชียลว่า “เราได้ตัวเขาแล้ว!” หลังจากใช้เวลาตลอดวันเสาร์ติดตามปฏิบัติการจากทำเนียบขาว ทรัมป์กล่าวว่า “ในหลายชั่วโมงที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐได้ปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือที่กล้าหาญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐ”
ทรัมป์บอกว่านักบินชาวอเมริกันกำลังถูกไล่ล่าโดยศัตรูที่กำลังเข้าใกล้มากขึ้นทุกชั่วโมง แต่เขาไม่เคยอยู่เพียงลำพังอย่างแท้จริง สหรัฐกำลังติดตามตำแหน่งของเขาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ทรัมป์ได้สั่งการให้กองทัพส่งเครื่องบินรบติดอาวุธหนักหลายสิบลำไปช่วยเหลือลูกเรือ
ผู้นำสหรัฐยังระบุว่า ลูกเรือรายนี้ได้รับบาดเจ็บสาหัสแต่ก็กล้าหาญมาก เขาถูกช่วยเหลือจากพื้นที่ที่ลึกเข้าไปในภูเขาของอิหร่าน โดยเรียกปฏิบัติการครั้งนี้ว่า “เป็นการแสดงความกล้าหาญและความสามารถที่น่าทึ่งของทุกคน”
เหตุการณ์ดังกล่าวคล้ายกับเหตุการณ์จริงที่ถูกนำมาเป็นภาพยนตร์ฮอลิวู้ดดังอย่าง Black Hawk Down ที่สร้างจากเรื่องจริงของภารกิจทหารสหรัฐที่บุกเข้าไปในประเทศโซมาเลียเพื่อจับกุมผู้นำกองกำลังติดอาวุธเมื่อปี 1993 แต่ Black Hawk ถูกยิงตก 2 ลำ ทำให้ทหารอเมริกันต้องพยายามเอาชีวิตรอด และพยายามช่วยเหลือกันและกันให้รอดพ้นจากสถานการณ์อันร้ายแรงดังกล่าว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ คงไม่อาจทำให้โลกมองด้วยความรู้สึกเดียวกัน เพราะมันคือสงครามและความสูญเสียที่ไม่จำเป็นต้องเกิดตั้งแต่ต้น
การช่วยเหลือนักบินทั้งคู่ก็เป็นภารกิจที่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จเพียงสถานเดียวเท่านั้น เพื่อรักษาหน้าของท่านผู้นำทรัมป์ไม่ให้เสียหายมากไปกว่านี้ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวอาจจะเป็นตัวเร่งให้ทรัมป์ต้องรีบปิดจ็อบสงครามอิหร่าน กระทั่งต้องออกมาขู่รอบล่าสุดว่าจะถล่มโรงไฟฟ้าและสะพานในอิหร่านให้สิ้นซาก โดยขีดเส้นตายให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซในวันที่ 7 เมษายนนี้ เป็นท่าทีที่กลับไปกลับมาจนคนฟังงงไปตามๆ กัน
ภารกิจช่วยเหลือนักบินสหรัฐจบลงแล้ว แต่โลกก็ต้องลุ้นกันต่อไปว่าทรัมป์จะยุติสงครามอิหร่านจริงๆ เมื่อใด และด้วยวิธีใด ขณะที่โลกก็ต้องแบกรับผลจากการทำสงครามของทรัมป์มาเข้าสู่เดือนที่ 2 แล้ว

